ใส่ลิงก์ไว้ให้แล้วข้างบน โรคนี้ทำให้เกิดการตายเป็นลำดับสามในอเมริกา ไม่รู้ว่าในเมืองไทยเป็นยังไง แต่ญาติๆผมบางคนเจอโรคนี้เข้าไปเท่าที่รู้ก็ ๒ คน โรคนี้เป็นปัญหากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ บวกกับอาหารฝรั่ง จั๊งก์ฟู้ด ไขมันสูง เกลือมาก และนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆหลายชั่วโมง นั่งดูทีวีนานๆ และไม่ยอมออกกำลัง (ก่อนหน้านี้ ผมเข้าประเภท ถูกทุกข้อที่กล่าวมา)
จากที่ไปอ่านมา ก็สรุปประเด็นวิธีป้องกันก็คือ
ต้องออกกำลังกายประจำทุกวัน เพิ่มกิจกรรมการเคลื่อนไหวในแต่ละวัน อย่านั่งเฉยๆนานๆหลายๆชั่วโมง ควรใช้บันไดแทนลิฟต์บ้าง ลดคอเลสโตรอล ลดปริมาณโซเดียมในอาหาร งดอาหารไขมันสูง เพื่อคุมความดันให้ต่ำเข้าไว้ ย่ิงต่ำกว่า ๑๒๐ /๘๐ ก็อัตราเสี่ยงต่ำ
หากใครน้ำหนักเกิน ก็ต้องลดน้ำหนัก ด้วยการกินแป้งและน้ำตาลในแต่ละวันแต่น้อยๆ สำหรับบางคน ถ้ากำลังใจสูงพอ ก็งดมื้อเย็น และออกกำลังทุกวัน ตลอดไปได้ก็ยิ่งดี ผมพบอีกอย่างว่า มื้อเย็นเป็นส่วนเกินของความต้องการของร่างกาย ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า ทำไมพระท่านจึงไม่ฉันอาหารหลังเพลไปแล้วในแต่ละวัน เพราะนอกจากเป็นภาระต้องไปวิ่งหาอะไรมารองท้องสนองกิเลสแล้ว ยังแย่ต่อสุขภาพ(คนสูงอายุ)อีกด้วย
โพสต์นี้อาจจะช่วยชีวิตคนที่มาเผอิญอ่านเจอในอนาคตได้หลายคน ถ้านำคำแนะนำไปปฏิบัติ
Wednesday, February 10, 2010
Friday, January 29, 2010
อุปกรณ์ใหม่จากแอปเปิ้ล
ในช่วง ๓๖ ชั่วโมงที่ผ่านมา ผมอ่านตามข่าวอุปกรณ์ใหม่ของแอปเปิ้ลด้วยความสนใจ แต่ผมไม่ได้คิดจะซื้อหรอก เพราะผมคิดว่า ตลาดมัลติมีเดียบ้านเราไม่ได้โตเหมืองเมืองฝรั่ง อันที่จริงต้องพูดว่า ยังไม่เกิดเสียมากกว่า ผมยังไม่เห็นมีการขายมีเดียถูกกฏหมายกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ออนไลน์นะ ของไทยยังไกล e-books ภาษาไทยที่ขายทางการค้าก็ยังไม่เกิด
สำหรับอุปกรณ์ใหม่ชื่อ iPAD นี้ ผมชั่งนำ้หนักดูแล้ว ความเห็นผู้บริโภคจำนวนมากค่อนข้างบวก เชื่อว่า จ๊อบส์เขาขายได้แยะแน่ ไม่ต้องห่วง แต่เมืองไทยก็คงขายได้บ้างแหละ
ส่วนผมนั้นขอผ่านรุ่นนี้ไปก่อน เพราะจริงๆที่คอยตามข่าว แอปเปิ้ล กับ อินเทล ช่วงนี้ ด้วยกำลังจ้องรอรุ่นใหม่ของโน้ตบุ้คจากแอปเปิ้ล ที่ถึงกำหนดออกอัพเกรดแล้ว จากวงจรอัพเกรดทุกๆ ๘ เดือน ตอนนี้แฟนๆต่างก็เชื่อว่าจะเปิดตัวในราวสองสัปดาห์ข้างหน้า อาจจะเป็นการใช้ ซีพียูรุ่น i5 หรือ i7 สำหรับผมรู้สึกว่า ถึงคราวต้องเปลี่ยน PB G4 15" ตัวเก่าเสียที ยกให้ลูกไป ส่วนตัวใหม่เป็น MBP 15" ถ้าเป็น i7 cpu เดาเอาว่า คงตกประมาณเครื่องละ ๘ หมื่นบาท บวกค่าซอฟต์แวร์อีกสักสามตัว (ไม่มีของไมโครซอฟต์แน่ๆ) ก็อาจจะตก อีก ๕ พันบาท ส่วน ซื้อยืดประกันเป็น ๓ ปี ที่เรียกว่า แอปเปิ้ลแคร์แปลน ราคาอีกเกือบ ๑ หมื่น ๓ พันบาทนั้น ไว้อีก ๑๐ เดือนข้างหน้าค่อยซื้่อ (ต้องซื้อก่อนเครื่องอายุครบ ๑ ปี) แต่เมื่อรวมยอดที่ต้องจ่ายแล้ว ปีนี้ผมคงต้องจ่าย ๑ แสนบาท ไม่หนีไปไหน สำหรับเครื่องมือหากินตัวใหม่ แต่เมื่อคิดอายุใช้งาน ๔ ปี ก็เฉลี่ยค่าใช้จ่ายไปได้ ตกแค่ปีละ ๒๔๐๐๐ บาท หรือ ตกเดือนละ ๒ พันบาท หรือ ตกวันละ ๖๖ บาทเอง ก็พอไหว เพราะเราเลิกใช้วินโดวส์มา ๔ ปีแล้ว และจะไม่กลับไปอีกแน่นอน แสนบาทก็แสนบาท ต้องควักจากกระเป๋าตัวเอง ของมันต้องใช้
วันนี้เห็นเจ้านายใช้โน้ตบุ้คเครื่องใหม่เอี่ยม ลงวินโดวส์ ๗ ดูจอภาพสวยงามดี แต่ระบบมีปัญหาสารพัดจะมีเออเรอร์ น่าสงสารท่านจริงๆ เห็นบ่นๆ แกจะเอาไปลง XP เราไม่กล้าพูดอะไรหรอกกลัวโดนว่าเอา ตัวเราใช้ซอฟต์แวร์ระบบ Unix + Linux และของแม็ค OS-X ไม่มีปัญหาเลย สุดคุ้ม (อันที่จริง supercomputers ระดับใหญ่สุดยอดของโลก ๕๐๐ เครื่อง เป็นระบบ Linux ซะประมาณ 80%)
สำหรับอุปกรณ์ใหม่ชื่อ iPAD นี้ ผมชั่งนำ้หนักดูแล้ว ความเห็นผู้บริโภคจำนวนมากค่อนข้างบวก เชื่อว่า จ๊อบส์เขาขายได้แยะแน่ ไม่ต้องห่วง แต่เมืองไทยก็คงขายได้บ้างแหละ
ส่วนผมนั้นขอผ่านรุ่นนี้ไปก่อน เพราะจริงๆที่คอยตามข่าว แอปเปิ้ล กับ อินเทล ช่วงนี้ ด้วยกำลังจ้องรอรุ่นใหม่ของโน้ตบุ้คจากแอปเปิ้ล ที่ถึงกำหนดออกอัพเกรดแล้ว จากวงจรอัพเกรดทุกๆ ๘ เดือน ตอนนี้แฟนๆต่างก็เชื่อว่าจะเปิดตัวในราวสองสัปดาห์ข้างหน้า อาจจะเป็นการใช้ ซีพียูรุ่น i5 หรือ i7 สำหรับผมรู้สึกว่า ถึงคราวต้องเปลี่ยน PB G4 15" ตัวเก่าเสียที ยกให้ลูกไป ส่วนตัวใหม่เป็น MBP 15" ถ้าเป็น i7 cpu เดาเอาว่า คงตกประมาณเครื่องละ ๘ หมื่นบาท บวกค่าซอฟต์แวร์อีกสักสามตัว (ไม่มีของไมโครซอฟต์แน่ๆ) ก็อาจจะตก อีก ๕ พันบาท ส่วน ซื้อยืดประกันเป็น ๓ ปี ที่เรียกว่า แอปเปิ้ลแคร์แปลน ราคาอีกเกือบ ๑ หมื่น ๓ พันบาทนั้น ไว้อีก ๑๐ เดือนข้างหน้าค่อยซื้่อ (ต้องซื้อก่อนเครื่องอายุครบ ๑ ปี) แต่เมื่อรวมยอดที่ต้องจ่ายแล้ว ปีนี้ผมคงต้องจ่าย ๑ แสนบาท ไม่หนีไปไหน สำหรับเครื่องมือหากินตัวใหม่ แต่เมื่อคิดอายุใช้งาน ๔ ปี ก็เฉลี่ยค่าใช้จ่ายไปได้ ตกแค่ปีละ ๒๔๐๐๐ บาท หรือ ตกเดือนละ ๒ พันบาท หรือ ตกวันละ ๖๖ บาทเอง ก็พอไหว เพราะเราเลิกใช้วินโดวส์มา ๔ ปีแล้ว และจะไม่กลับไปอีกแน่นอน แสนบาทก็แสนบาท ต้องควักจากกระเป๋าตัวเอง ของมันต้องใช้
วันนี้เห็นเจ้านายใช้โน้ตบุ้คเครื่องใหม่เอี่ยม ลงวินโดวส์ ๗ ดูจอภาพสวยงามดี แต่ระบบมีปัญหาสารพัดจะมีเออเรอร์ น่าสงสารท่านจริงๆ เห็นบ่นๆ แกจะเอาไปลง XP เราไม่กล้าพูดอะไรหรอกกลัวโดนว่าเอา ตัวเราใช้ซอฟต์แวร์ระบบ Unix + Linux และของแม็ค OS-X ไม่มีปัญหาเลย สุดคุ้ม (อันที่จริง supercomputers ระดับใหญ่สุดยอดของโลก ๕๐๐ เครื่อง เป็นระบบ Linux ซะประมาณ 80%)
Friday, January 22, 2010
หิริ และ โอตตัปปะ
คนไทยยุคนี้ส่วนมากขาด หิริ และ โอตตัปปะ นั่นคือไม่มีความละอาย ไม่มีความเกรงกลัวในการทำอกุศล
กุศลแปลว่าการกระทำที่ฉลาด อกุศลก็คือสิ่งที่ไม่ใช่กุศล
กี่เรื่องมาแล้วที่เป็นเรื่องราว ข่าวใหญ่ในบ้านเมือง เพราะคนไม่มีหิริ โอตตัปปะ
รวมทั้งการโกงกินหน้าด้านๆของนักการเมืองส่วนมาก ทุกยุคทุกสมัย ยุคไม่มีเงินก็ยังมี กู้มาโกง ปล่อยลูกหลานไทยเป็นหนี้ไป
ส่วนปัญหาในอนาคตขงชาติไม่พะวงเลย พะวงแต่เรื่องของตน
เร็วๆนี้ก็มีข่าวอดีตผู้บริหารของไทยไปโดนฟ้องคดีคอรัปชั่นข้ามประเทศที่อเมริกา (โดยที่ยังไม่ได้ตัวไป) เป็นเรื่องน่าอาย มีรูปหราลงอินเตอร์เน็ต อ่านๆดู อาจจะมีโดนฟ้องศาลไทยด้วยในอนาคต
นึกอยากให้นักการเมืองไทยที่โกงๆไปโดนอย่างนี้บ้าง เพราะดูเหมือนศาลไทยจะเอื้อมไม่ค่อยถึง ต้องไปโดนขึ้นศาลฝรั่งเสียก็ท่าจะดี
นึกอยากให้มียุคที่บ้านเมืองมีแต่คนมีคุณธรรมสูงกันหมดเสียจริง
จริงๆแล้วเราสามารถช่วยให้ฝันเป็นจริงได้ โดยเร่ิมที่ตัวเราก่่อนเลย ต้องมี หิริ โอตตัปปะ
มันก็จะเป็นว่า เราไม่มี อหิริกะ อโนตตัปปะ ไปโดยปริยาย
กุศลแปลว่าการกระทำที่ฉลาด อกุศลก็คือสิ่งที่ไม่ใช่กุศล
กี่เรื่องมาแล้วที่เป็นเรื่องราว ข่าวใหญ่ในบ้านเมือง เพราะคนไม่มีหิริ โอตตัปปะ
รวมทั้งการโกงกินหน้าด้านๆของนักการเมืองส่วนมาก ทุกยุคทุกสมัย ยุคไม่มีเงินก็ยังมี กู้มาโกง ปล่อยลูกหลานไทยเป็นหนี้ไป
ส่วนปัญหาในอนาคตขงชาติไม่พะวงเลย พะวงแต่เรื่องของตน
เร็วๆนี้ก็มีข่าวอดีตผู้บริหารของไทยไปโดนฟ้องคดีคอรัปชั่นข้ามประเทศที่อเมริกา (โดยที่ยังไม่ได้ตัวไป) เป็นเรื่องน่าอาย มีรูปหราลงอินเตอร์เน็ต อ่านๆดู อาจจะมีโดนฟ้องศาลไทยด้วยในอนาคต
นึกอยากให้นักการเมืองไทยที่โกงๆไปโดนอย่างนี้บ้าง เพราะดูเหมือนศาลไทยจะเอื้อมไม่ค่อยถึง ต้องไปโดนขึ้นศาลฝรั่งเสียก็ท่าจะดี
นึกอยากให้มียุคที่บ้านเมืองมีแต่คนมีคุณธรรมสูงกันหมดเสียจริง
จริงๆแล้วเราสามารถช่วยให้ฝันเป็นจริงได้ โดยเร่ิมที่ตัวเราก่่อนเลย ต้องมี หิริ โอตตัปปะ
มันก็จะเป็นว่า เราไม่มี อหิริกะ อโนตตัปปะ ไปโดยปริยาย
Wednesday, January 20, 2010
World 's largest jade Buddhas are in Thailand

I was a bit miffed when reading from a Thai news website recently which translated a news from abroad saying that another country is building the World 's largest Jade Buddha. I think a lot of Thai don't know what we have in Thailand. There are a number of large jade Buddhas in Thailand. I 'll point to just two of them.
One is the 32 ton solid Jade Buddha at Wat Dhammamongkol, Sukhumvit 101: project initiated by Luangphor Viriyung. Link is given above and here.
http://www.dhammamongkol.com/content/show_gallery.php?id=0128
The other is a (gigantic) model of the largest Emerald Buddha, width of 19 meters (if my memory is correct), but this one is constructed from concrete but covered with Jade, in Sisaket province. Right now they are accepting gold donation to build the decorative garments in the same fashion as the genuine one in the Grand Palace. It is planned that "just" 9 tons of pure gold will be needed for the 3 garments, one for each season. This project is headed by Luangpu Nenkham. I had donated a couple thousand Bahts to him already. I have yet to personally visit the giant Emerald Buddha model and pay respect to Luangpu. Perhaps some time this year. Link is given here.
http://www.luangpunenkham.com/
Saturday, January 16, 2010
Anniversary of the battle of Koh Chang
I just found out that tomorrow, Jan 17, would be an annivesary of the naval battle of Koh Chang (1941, B.E. 2484), when 3 Thai navy ships were destroyed, HTMS Thonburi, HTMS Songkhla, HTMS Cholburi, while HTMS Thonburi was the largest ship by that time. Tomorrow, the Royal Thai Navy would organize ceremonies for the anniversary at both the HTMS Thonburi monument and at Koh Chang's naval battle monument. I remember reading about this battle when I was young, and have admired all of the Thai sailors' feat in fighting much powerful adversary ships and chased them back. I hereby salute them again in this blog. I hope younger generation of Thai people would remember sacrifices of our ancestors.
I just found a picture of the HTMS Thonburi 's crews, taken when they picked up the ship from Japan, from the net and I repost it here. The reference site (in Thai) is given in the link above.
I just found a picture of the HTMS Thonburi 's crews, taken when they picked up the ship from Japan, from the net and I repost it here. The reference site (in Thai) is given in the link above.
Thursday, January 14, 2010
กาชาดไทยรับบริจาคช่วยเฮติ
สืบเนื่องจาก การเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงที่ประเทศเฮติ เชื่อว่าคนเสียชีวิตนับแสนคน วันนี้ สภากาชาดไทย ได้ประกาศรับบริจาคแล้ว ตามลิงก์ข้างบน ผมจึงคิดว่าจะไปบริจาคช่วยคนสักหน่อย ผ่านไทยพาณิชย์
ผมเคยคิดว่า ถ้าเกิดแบบนี้กับไทยบ้างในอนาคต ก็คงแย่เหมือนกัน เพราะผมเชื่อว่า อาคารในประเทศไทยเกือบทั้งหมดไม่สามารถทานแรงแผ่นดินไหวได้ และกรุงเทพอยู่บนดินนุ่ม มันจะยิ่งทวีความกระเพื่อมให้แรงมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
update ---
ผมบริจาคไปแล้ววันนี้ ๒๐๐๐ บาท ไม่มาก ไม่น้อย แต่พอโอนเงินไปแล้วก็รู้สึกดี มีความสุข
พอตอนดึกพบว่า แอนเจลิน่า โจลี่ กับ แบร็ต พิตต์ บริจาค ๑ ล้านเหรียญ ผ่านมูลนิธิของเขา ก็รู้สึกดีใจกับกุศลจิตของเขาด้วย
update 2 ---
มีข่าววันที่ ๒๐ ว่ากาชาดไทยโอนเงินบริจาคผ่านไปให้องค์การกาชาดสากล และสภาซีกวงเดือนแดง ที่สวิสเซอร์แลนด์แล้ว เป็นเงินงวดแรก USD 50,000
เย้ เงินเราบริจาคไปแล้ว
ข่าวบอกว่า ถึงวันนั้นมีคนบริจาคเข้าไปเกือบ ๙ ล้านบาทแล้ว
ผมเคยคิดว่า ถ้าเกิดแบบนี้กับไทยบ้างในอนาคต ก็คงแย่เหมือนกัน เพราะผมเชื่อว่า อาคารในประเทศไทยเกือบทั้งหมดไม่สามารถทานแรงแผ่นดินไหวได้ และกรุงเทพอยู่บนดินนุ่ม มันจะยิ่งทวีความกระเพื่อมให้แรงมากขึ้นไปอีก อย่างไรก็ดี ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
update ---
ผมบริจาคไปแล้ววันนี้ ๒๐๐๐ บาท ไม่มาก ไม่น้อย แต่พอโอนเงินไปแล้วก็รู้สึกดี มีความสุข
พอตอนดึกพบว่า แอนเจลิน่า โจลี่ กับ แบร็ต พิตต์ บริจาค ๑ ล้านเหรียญ ผ่านมูลนิธิของเขา ก็รู้สึกดีใจกับกุศลจิตของเขาด้วย
update 2 ---
มีข่าววันที่ ๒๐ ว่ากาชาดไทยโอนเงินบริจาคผ่านไปให้องค์การกาชาดสากล และสภาซีกวงเดือนแดง ที่สวิสเซอร์แลนด์แล้ว เป็นเงินงวดแรก USD 50,000
เย้ เงินเราบริจาคไปแล้ว
ข่าวบอกว่า ถึงวันนั้นมีคนบริจาคเข้าไปเกือบ ๙ ล้านบาทแล้ว
Saturday, January 09, 2010
new book: Pramual Dhamma vol. 2 by Luangphor Pramote
A new book just came out, actually in its 3rd printing. Pramual Dhamma vol. 2 is another (edited) compilation of dhamma discourse given (in Thai) by the venerable Luangphor Pramote Pamojjo of Suan Santidhamma, Cholburi province. This is a big hard cover tome of over 459 pages. The price is free, since it is funded all by donation. The donation for this printing last month was over a million Baht. I donated some money and just got my copies today (for myself and some of good friends who are interested.) Thanks for Sup'K to serve as the distribution centers.
This is a good book. Many of the content are not available in any mp3 tracks that I have been listenning to.
Several thousand copies would also be given to many University and colleage libraries across Thailand.

----
update
I have mailed and personally handed out some copies I have to my close friends. Now I have only 1 copy left for me and my family.
This is a good book. Many of the content are not available in any mp3 tracks that I have been listenning to.
Several thousand copies would also be given to many University and colleage libraries across Thailand.

----
update
I have mailed and personally handed out some copies I have to my close friends. Now I have only 1 copy left for me and my family.
Luangta donated 12,050 kg of solid gold to BOT so far

I found a piece of Thai language news about the latest donation of solid gold to the Bank of Thailand by Luangta Maha Bua. Luangta Maha Bua has kindly done a so much for the Thai people and the Kingdom of Thailand. I think by documenting this news piece in English, we 'll have an online reference here to demonstrate some of his efforts to show the world. Here is my own narration:-
A secretary monk of the venerable Phra Dhamavisudhimongkol (known to the Thai people as Luangta Maha Bua Janasampanno) the abbot of Wat Pa Bantad, Udon Thani province, revealed that a 15th transfer of solid gold (412.5 kg, 99.9 %) to the Bank of Thailand from the Help the Nation Project, as Thai people have donated via Luangta Maha Bua since the past economic crisis, would be ceremonially held on January 9th, 2009, at the main pavillion in Wat Pa Bantad, Udon Thani, and graciously presided by H.R.H. Princess Chulabhorn. For the past 14 transfers, pure gold weighted 11,637.5 kg and cash of USD 10,214,600 had been given to the Bank of Thailand with the aim to help strengthen the country's financial status. This project had been closed, yet people who saw the merit of the project still donated to him therefore the 15th ceremony needed to be organized. This coming ceremony would be another good chance for Thai people to feel pleased with the patriotic sacrifices and unity of the people of Thailand, living inside and outside of the country. With this transfer, the total amount of donated solid pure gold to the Bank of Thailand would be 12,050 kg, worth around 14 billion Baht in current value.
Friday, January 01, 2010
ปีใหม่ พ.ศ. 2553 / ค.ศ. 2010

เมืองไทยเราเป็น พ.ศ. ๒๕๕๓ แต่ดูเหมือนอินเดียเขาจะนับว่าเป็น ๒๕๕๔ แต่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้ พ.ศ. เคยได้ยินว่า ความจริงการนับ พ.ศ. นั้นเคลื่อนไปประมาณ ๕๐ ปี และว่าอันที่จริง พ.ศ. ปีนี้เป็น ๒๕๐๓
จะเห็นว่าจะถือว่าเป็นปีอะไรก็ตามนั้นเป็นเรื่องของ convention ของชาวโลก และนี่คือความหมายของคำว่า สมมุติ
อ่านข่าว น.ส.พ. บอกว่าปีนี้จะไม่ดี ดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่ความรู้สึกของแต่ละบุคคล เป็นเรื่องของจิตปรุงแต่ง ถ้าจิตมีสติ รู้ทัน ความปรุงแต่งมันก็ดับไป
อย่างไรก็ดี เราก็อยากให้ปีนี้บ้านเมืองสงบ มีความสุข แต่จะเป็นได้แค่ไหนก็แล้วแต่เหตุปัจจัย เลยโพสต์รูปวิวเขาค้อ ที่เพิ่งไปเยือนมาไม่นานมานี้ เพื่อแสดงบรรยากาศที่เย็น และสงบสุข และก็ รูปอนุสรณ์ผู้เสียสละที่เขาค้อ ซึ่งสลักจารึกนามเจ้าหน้าที่ผู้เสียชีวิตไว้หลายร้อยคนบนกำแพงหินอ่อนปิดทองคำ เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน ในการรบเพื่อยึดเชาค้อจากผู้ก่อการร้าย ผมรู้สึกสะเทือนใจเมื่อไปเยี่ยมอนุสรณ์สถานแห่งนี้ หวังว่าคนไทยส่วนใหญ่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม เพื่อบ้านเมืองได้มากขึ้น เฉกเช่นผู้ยอมสละชีิวิตเพื่อบ้านเมือง ณ สมรภูมิต่างๆ ทั้งที่มีจารึกนามและไม่มีระบุนามไว้ จำนวนนับไม่ถ้วนมาแล้วในอดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมา
Thursday, December 31, 2009
อีกปีหนึ่งผ่านไป
ความจริงเรื่องของเวลา ปีหนี่งๆเป็นเรื่องสมมุติอีกเรื่องหนึ่งที่คนเราจัดตั้งขึ้นมา คนส่วนมากพอสิ่นปีหนึ่งๆก็ต้องฉลองกันใหญ่ ขาดสติเป็นส่วนมาก ตอนนี้พิมพ์นี้ก็คนจุดประทัดดังสนั่นหนวกหู หาได้นึกไม่ว่ารบกวนคนอื่นเขา และบางคนอาจจะนึกด่าเอาได้
ในส่วนตัวผมเอง แม้ปากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องสมมุติ แต่วันปีใหม่ มันเป็นหลักหมุดบอกตำแหน่งว่า ปีที่ผ่านมา ทำอะไรไปบ้าง พบว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรอีกแยะ ที่สมควรทำ ก็ตั้งความหวังไว้ว่า จะได้ทำอะไรๆให้มันดีกว่าในปีหน้าที่จะมาถึงในอีกสามสี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
โพสต์นี้อาจจะเป็นโพสต์สุดท้ายของปี ก็เลยจะเอารูปมาลงไว้
ในส่วนตัวผมเอง แม้ปากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องสมมุติ แต่วันปีใหม่ มันเป็นหลักหมุดบอกตำแหน่งว่า ปีที่ผ่านมา ทำอะไรไปบ้าง พบว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรอีกแยะ ที่สมควรทำ ก็ตั้งความหวังไว้ว่า จะได้ทำอะไรๆให้มันดีกว่าในปีหน้าที่จะมาถึงในอีกสามสี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
โพสต์นี้อาจจะเป็นโพสต์สุดท้ายของปี ก็เลยจะเอารูปมาลงไว้
Wednesday, December 30, 2009
เกือบไม่ได้ดูหนัง
สักสองอาทิตย์ก่อน ผมอ่านข่าวบนอินเตอร์เน็ตเมื่อวันที่หนังเรื่อง อวตาร เปิดตัวรอบปฐมทัศน์ ในสหรัฐ แล้วคนบอกว่าดีมาก วันต่อๆมาฝรั่งจำนวนมากก็บอกว่าไปดูสองรอบบ้าง สามรอบบ้าง ผมก็เลยคิดอยากไปดูบ้าง เพราะเมืองไทยก็เปิดฉายพร้อมกับในสหรัฐ ในบ้านผม ปรากฏว่าลูกผมไปดูกับเพื่อนก่อนพ่อกับแม่เสียอีก เพื่อนผมที่เข้าวัดเป็นงานประจำ เป็นคนธรรมะธรรโมมากก็ยังไปดูกัน ก็เลยคิดว่าไม่อยากพลาด แม้จะไม่ได้อยากดูเรื่องนี้มากเหมือนบางเรื่องที่เคยไปดูมาเมื่อเดือนที่แล้ว
มาวันนี้ผมพบว่า โรงหนังจำนวนมากเริ่มเลิกฉายเรื่องนี้แล้ว วันนี้เลยต้องไปเช็คในเว็บว่ายังมีที่ไหนบ้าง พบว่ายังมีอยู่ ที่เป็น 3D digital ด้วยก็ที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ก็เลยตัดสินใจไปดูก่อนหนังจะออก อดดูกันพอดี ไปกันสองคนแบบ ลุงกับป้า ก็คิดว่าดีที่ได้ไปดู เพราะเมื่อไหร่ ดีวีดีออกมา มันก็จะไม่เป็นสามมิติให้ดูที่บ้าน
สำหรับผม ประเด็นอยู่ที่ีว่า เรื่องนี้ เราไปดูกันทั้งครอบครัว แต่แยกกันดูระหว่างลูก กับพ่อแม่
มาวันนี้ผมพบว่า โรงหนังจำนวนมากเริ่มเลิกฉายเรื่องนี้แล้ว วันนี้เลยต้องไปเช็คในเว็บว่ายังมีที่ไหนบ้าง พบว่ายังมีอยู่ ที่เป็น 3D digital ด้วยก็ที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ก็เลยตัดสินใจไปดูก่อนหนังจะออก อดดูกันพอดี ไปกันสองคนแบบ ลุงกับป้า ก็คิดว่าดีที่ได้ไปดู เพราะเมื่อไหร่ ดีวีดีออกมา มันก็จะไม่เป็นสามมิติให้ดูที่บ้าน
สำหรับผม ประเด็นอยู่ที่ีว่า เรื่องนี้ เราไปดูกันทั้งครอบครัว แต่แยกกันดูระหว่างลูก กับพ่อแม่
Sunday, December 27, 2009
หยุดช่วงคริสต์มาส (2)
ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับโรงงานบรรจุของขนาดใหญ่เพื่อส่งให้ลูกค้าของอเมซอนมาหลายปีแล้ว ก็รู้สึกทึ่งในการใช้เทคโนโลยีไอที และหุ่นยนต์เพื่อทำงานแบบนี้ และก็ ข้อมูลจากหนังสืออย่างเรื่อง โลกแบน ก็ให้ความรู้สึกเกี่ยวกับการจัดการซัพพลายเชน สมัยใหม่ได้ดี บวกกับผมเคยดูทีวีช่องดิสคอฟเวอรี่ เกี่ยวกับพวกนี้มาบ้างแล้ว รวมทั้งการทำงานของศูนย์รวมพัสดุ ของบริษัทส่งของของอเมริกา ว่ามันทำงานอย่างไร คล้ายๆกัน เมื่อไปเจอลิงก์บทความหนึ่ง เกี่ยวกับชีวิตของคนอเมริกันกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน ที่เป็นคนระดับกลาง มีความรู้ หันมาอาศัยอยู่บนรถบ้าน แล้วย้ายที่ข้ามรัฐไปที่ใหม่ๆเป็นครั้งคราว น่าสนใจตรงที่เขาไปทำงานเป็นพนักงานชั่วคราวให้กับอเมซอน ใน แคนซัส ก็รู้สึกว่าบทความนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอื่น ก็เลยเก็บลิงก์เอาไว้ข้างบน
หยุดช่วงคริสต์มาส (1)
ช่วงคริสต์มาสก่อนปีใหม่ เป็นอะไรที่น่าเบื่อของปี ฝรั่งหยุดหมด ข่าวสารอะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีก็ไม่มี น่าเบื่อหน่ายสำหรับผม
ไปเจอลิงก์น่าสนใจข้างบน สัมภาษณ์นักเขียนหนุ่มคนหนึ่ง นิ้วกลม อายุคงน้อยกว่าผมราวๆสองทศวรรษเป็นอย่างน้อย แต่มีปฏิภาณมากคนหนึ่ง ผมเคยซื้อหนังสือของเขามาอ่านสองสามเล่ม ผมว่าเขาเขียนสนุก และสำนวนกวนๆดี นานมาแล้วเคยเขียนอีเมลไปคุยกับเขาครั้งหนึ่ง เขาก็กรุณาตอบมา เห็นในข่าวบอกว่าเขาเขียนมาแล้ว ๑๕ เล่ม ภายใน ๕ ปี ตกปีละ ๓ เล่ม นับว่าเก่งทีเดียว
ไปเจอลิงก์น่าสนใจข้างบน สัมภาษณ์นักเขียนหนุ่มคนหนึ่ง นิ้วกลม อายุคงน้อยกว่าผมราวๆสองทศวรรษเป็นอย่างน้อย แต่มีปฏิภาณมากคนหนึ่ง ผมเคยซื้อหนังสือของเขามาอ่านสองสามเล่ม ผมว่าเขาเขียนสนุก และสำนวนกวนๆดี นานมาแล้วเคยเขียนอีเมลไปคุยกับเขาครั้งหนึ่ง เขาก็กรุณาตอบมา เห็นในข่าวบอกว่าเขาเขียนมาแล้ว ๑๕ เล่ม ภายใน ๕ ปี ตกปีละ ๓ เล่ม นับว่าเก่งทีเดียว
Saturday, December 26, 2009
เครื่องบินไทย จะมาปีหน้า
ไปเจอบล๊อกหนึ่งโดยบังเอิญ พูดถึงเครื่องบินขับไล่ใหม่ และ เครื่องบินเรดาร์เตือนภัยและควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ ของ ท.อ. ไทย เพิ่งบินทดสอบเดือนที่แล้ว ที่สวีเดน ตามข่าวบอกว่า จะส่งมอบเดือนธันวาคมปีหน้า (๒๕๕๓) สำหรับเครื่องติดเรดาร์ ส่วนขับไล่ส่งมอบเดือนต่อไปจากนั้น
ลิงก์อยู่ข้างบน
ผมดูวีดีโอ แล้วชอบมาก จึงนำจาก Youtube มาแปะไว้นี่แล้ว แต่หน้าบล๊อกนี้แคบไปหน่อย วีดีโอกว้าง เลยภาพแหว่งด้านขวา (เมื่อผมมองดูด้วยเครื่องแม็ค)
ลิงก์อยู่ข้างบน
ผมดูวีดีโอ แล้วชอบมาก จึงนำจาก Youtube มาแปะไว้นี่แล้ว แต่หน้าบล๊อกนี้แคบไปหน่อย วีดีโอกว้าง เลยภาพแหว่งด้านขวา (เมื่อผมมองดูด้วยเครื่องแม็ค)
Sunday, December 20, 2009
Our trip to Lumbini, Nepal (4)

Next morning we had to leave Lumbini early in order to try to cross the border back to India as early as possible. I missed the nice morning weather there.

After we crossed back to India via the same check point, we stopped by at a new Thai monastery called "Wat Thai 960", to "visit" the facility (among the cleanest toilets in India, we believed). There are a lot of plants so those are nice toilets in a garden. They also have restrooms specifically for monk. (In the picture, airy roots of ornamental plants hanged in front of it to provide green atmosphere.)
The temple also provide some complimentary coffee, hot snack (newly fried Roti with condensed milk!) for us. Thanks. I also donated 1000 Baht to help in the land buying for a new Wat in Savatthi (Saravastri), in addition to another sum to help building additional clean restrooms for traveling Buddhists who mostly would cross the border at Sonauli.

Afterward, we went to an archeological temple of Kapilavastu (on the India side). This is another important place since the stupa there is the place where the British found remains of Lord Buddha with ancient inscription saying so over a century ago. A part of the remains was given as gift to King Rama V of Siam, and now they are at the Golden Mount's top in Bangkok. I was the one who recognize this fact so, after I told my monk master, he led our group to do the 3 round circum-walking and chanting around the stupa again.
We stop by at a resort to have a lunch. Hidden behind the vast poverty of Indians, this big mansion is a former palace of a Maharaja built in the colonial style. Nice place. They also have rooms for anyone who might want to spend the night there too. But I think we Thais felt a bit creepy although I heard westerners love to stay here a lot.

Our trip to Lumbini, Nepal (3)


Late afternoon, we went to Wat Thai Lumbini. It is also an official Royal Thai Buddhist Monastery, since its construction was funded by the government of Thailand and donation from the people of Thailand. That was a very good deed by "a" government and I 'd like to say Anumodhana with them (although I currently do not have positive attitude to that former Prime Minister, you guess who).
We first headed to a wellcoming Sala to have some complimentary drinks and snacks. (Well, we donated some money later.) It has a very beautiful ordination hall (Uposoth), designed by a prominent Thai architect, using a mix of Thai and Nepali styles. The long structure of the hall is supposed to represent the Himalaya mountain range and the white color is to represent the snow.
We went inside the Uposoth to make merit, where the presiding Buddha image is made of white jade (from Burma), and styled after the Emerald Buddha in the Royal Grand Palace in Bangkok. We were told that another replica of the white jade Buddha image, slightly larger, and decorated with gold, was given to HM the King of Thailand. I believe a major sponsor of the construction of the buddha images was Thai Airways International, since I noticed a logo in a sign nearby.
Some of us (me included) bough some Thai designed and produced "Baby Buddha" images from the temple. The money would go toward the activity of the temple. Since this temple is in the park where Lord Buddha was born, and there was a story that he immediately could walked 7 steps before proclaiming his "Asmiwaja", or the great utterance. So this Thai temple has a numeral sign code as 979, in Thai "Kao Jed Kao" means "walking 7 steps forward". Other temples under the same abbot has other codes, such as 960, and 980 (for the 60th coronation anniversary, and the 80th birthday anniversary of HM the King). (Really smart, your venerable.)
Our trip to Lumbini, Nepal (2)

At the Lumbini park, we visited the shell structure of the archeological site where a footprint was found, presumably to mark the exact birth place of Lord Buddha. Afterward to went to chant and meditate for a while before going to walk around the Ashoka pillar 3 times and wrap a gold laced yellow rope around it. (I had a nagged feeling about the expected quick disappearance of such a nice piece of cloth soon after it was put up there (and at other places as well) by us. Ok, it had been donated, so whoever took them down later we hope they 'd use it for a good cause.) There is a brass plate showing the translation of the inscription on the pillar. I think anyone can read its English text from this small picture.

Our trip to Lumbini, Nepal

We departed Kusinara on Oct 26 2009 when our chartered bus took us across the border to Nepal via Sonaoli border check point. There were hundreds of trucks waiting to cross border. I understand that tourist buses have privilege to cut the several kilometer long line of trucks to the front and took us passing through both Indian and Nepalese immigrations and cross the border in a relatively short time (<1 hr). We then went straight to Lumbini. Inside Nepal, I did not enjoy the scenery outside the bus windows much since there were a lot of garbages dump alongside the road, almost everywhere, so it did not look pleasant. I hope one day the Nepaleses would set up garbage dumps and collection service to beautify their country a bit. After we checked in to a hotel, we immediately rode rickshaws (oh, jeese, I have not used this word for decades) into Lumbini Park (the forest where Lord Buddha was born) in the afternoon.
We took group pictures with very lovely Nepalese kids who also visit the archeological site. Since they have no e-mail that we can mail pictures to them, so I think posting a picture here would be good enough. I hope sometime in the future some of them might stumble upon this picture in the cyberspace.
หนังสือ เรียนรู้เรื่องนก

สำนักพิมพ์ กรีนแม็คพาย ผู้พิมพ์วารสาร Advanced Thailand Geographic ส่งหนังสือที่ออกใหม่มาให้ ชื่อ เรียนรู้เรื่องนก เขียนโดย โดม ประทุมทอง เป็นหนังสือปกแข็ง เย็บกี่ หนา ๖๒๔ หน้า พิมพ์ด้วยกระดาษอย่างดี ดูเหมือนจะเป็นกระดาษอาร์ทหนา พิมพ์สีมีรูปสีสวยๆทุกหน้า แจกให้กับสมาชิกวารสาร ไม่มีวางจำหน่ายทั่วไป ราคาหน้าปก จำหน่ายที่ ๕๐๐ บาท
ผมอ่านเนื้อหาคร่าวๆ ก็เป็นเรื่องของการสอนให้คนไทยรู้จักเป็นนักดูนกด้วยตนเอง ในเล่มมีรูปถ่ายนกให้ดูหลายร้อยชนิด ทำให้เข้าใจได้ง่ายมาก
ทำเอาผมอยากจะออกป่าไปหัดดูนกบ้าง แต่เสียอย่างเดียว ตอนนี้ไม่มีเวลาเลย ผลัดตัวเองไว้ก่อนๆ
ก็ต้องขอบคุณสำนักพิมพ์กรีนแม็คพาย ไว้ ณ ที่นี้ ครับ
Thursday, December 17, 2009
หนังสือ อัพยากตปัญหา
สัปดาห์ที่แล้ว มีเหตุให้ต้องไปวัดมหาธาตุ เลยไปแวะร้านนายอินทร์ท่าพระจันทร์ซื้อหนังสือได้มาหลายเล่ม เล่มหนึ่งที่ผมเพิ่งอ่านไปเมื่อเร็วๆนี้คือ หนังสือเรื่อง อัพยากตปัญหา ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ พิมพ์ต้นปี ๕๒ นี่เอง หนังสือเล่มนี้เป็นการเอาวิทยานิพนธ์ปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์ ของผู้เขียนท่านนั้น มาเขียนใหม่ในรูปแบบที่คนทั่วไปอ่านง่ายขึ้น แรกทีเดียวเมื่ออ่านคร่าวๆ รู้สึกพอใจที่มีหนังสือเล่มนี้ออกมา คนทั่วไปคงไม่อ่านหรอก ก็รู้สึกขอบคุณผู้เขียนและสำนักพิมพ์เป็นอย่างมาก
พอเริ่มอ่านอีกรอบไปสักพักก็รู้สึกว่า การตีความของผู้เขียนไม่ค่อยตรงกับที่ผมเข้าใจ คือผู้เขียนมุ่งแต่จับประเด็นว่า อัพยากตปัญหา คือ ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ แต่ผมอ่านดูๆก็เห็นว่า ในพระไตรปิฎกนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงอธิบายหลายๆเรื่องที่ยกมาแจ่มแจ้งดี เพียงแต่ว่าไม่ทรงตอบคำถามผู้ถามตามมุมมองที่ตั้งคำถามมาเท่านั้น แต่ทรงแสดงไว้ในมุมมองที่ทรงเห็นว่าถูกต้อง ดังนั้นเราไม่น่าจะจำกัดความหมายของอัพยากตไว้แค่ว่าไม่ยอมทรงอธิบายเท่านั้น เพราะจริงๆแล้วทรงอธิบายไว้แจ่มแจ้งทีเดียว ความหมายที่ควร ของคำว่า อัพยากตปัญหา น่าจะเป็นว่า คือปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงตอบไว้เป็นอย่างอื่น มากกว่า
การแปลว่า อัพยากตปัญหา คือ ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ ในความหมายเดียว เป็นการเอาความหมายของคำที่คนยุคปัจจุบันเข้าใจไปตีความหมายของคำเมื่อสองพันหกร้อยปีก่อน ซึ่งอาจจะไม่ตรง หรือมีบริบทที่ใช้่แตกต่างกันได้ (เรื่องนี้มีให้เห็นมาแยะ ธัมมะมีหลายบริบท ศัพท์เดียวกัน ความหมายลึกซึ่งไม่เท่ากัน)
ผมนึกถึง ติกมาติกาบทแรก ใน คัมภีร์ธัมมสังคณีย์ ที่ว่า กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา
(คนไทยที่เป็นชาวพุทธทั่วไปน่าจะคุ้นบทนี้ดี เวลาไปฟังสวดพระอภิธรรมในงานศพต้องเคยได้ยิน)
จะเห็นว่า ในติกนี้ พูดถึงธรรมสามอย่าง คือ กุสลธรรม อกุสลธรรม อัพยากตธรรม คำว่า อัพยากตธรรมก็คือ ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุสล ไม่ใช่ทั้งอกุสล อัพยากตธรรมไม่ใช่ธรรมที่อธิบายไม่ได้หรือไม่ได้ทรงแสดง เพราะในอภิธรรมจะสอนแจกองค์ธรรมครบทั้ง สามตัวเลย และ ติกนี้เป็น นิปปเทสติก คือ ปรมัตถธรรมครบ ไม่มีขาด
พอนึกถึงประเด็นนี้ก็เลยรู้สึกว่า ผมไม่เห็นด้วยกับชื่อหนังสือเสียแล้ว เลยอ่านแล้วรู้สึกจืดไปหน่อย ยิ่งตอนกลางของหนังสือไปพูดพื้นฐานเรื่องภพภูมิปูพื้นให้คนอ่านทั่วไป ก็เลยจืดไปอีก แต่พูดก็พูดเถอะ หากไปตั้งชื่อหนังสือเป็นอย่างอื่นมันก็ไม่ดึงดูดให้คนหยิบมาดู หรือซื้อมาอ่าน
สรุปว่า อย่างไรก็ตาม ก็คิดว่าเป็นหนังสือที่ดี คอธรรมะก็น่าจะไปซื้อหาอ่านดู จะได้ความรู้อะไรพอสมควร
พอเริ่มอ่านอีกรอบไปสักพักก็รู้สึกว่า การตีความของผู้เขียนไม่ค่อยตรงกับที่ผมเข้าใจ คือผู้เขียนมุ่งแต่จับประเด็นว่า อัพยากตปัญหา คือ ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ แต่ผมอ่านดูๆก็เห็นว่า ในพระไตรปิฎกนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงอธิบายหลายๆเรื่องที่ยกมาแจ่มแจ้งดี เพียงแต่ว่าไม่ทรงตอบคำถามผู้ถามตามมุมมองที่ตั้งคำถามมาเท่านั้น แต่ทรงแสดงไว้ในมุมมองที่ทรงเห็นว่าถูกต้อง ดังนั้นเราไม่น่าจะจำกัดความหมายของอัพยากตไว้แค่ว่าไม่ยอมทรงอธิบายเท่านั้น เพราะจริงๆแล้วทรงอธิบายไว้แจ่มแจ้งทีเดียว ความหมายที่ควร ของคำว่า อัพยากตปัญหา น่าจะเป็นว่า คือปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงตอบไว้เป็นอย่างอื่น มากกว่า
การแปลว่า อัพยากตปัญหา คือ ปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ ในความหมายเดียว เป็นการเอาความหมายของคำที่คนยุคปัจจุบันเข้าใจไปตีความหมายของคำเมื่อสองพันหกร้อยปีก่อน ซึ่งอาจจะไม่ตรง หรือมีบริบทที่ใช้่แตกต่างกันได้ (เรื่องนี้มีให้เห็นมาแยะ ธัมมะมีหลายบริบท ศัพท์เดียวกัน ความหมายลึกซึ่งไม่เท่ากัน)
ผมนึกถึง ติกมาติกาบทแรก ใน คัมภีร์ธัมมสังคณีย์ ที่ว่า กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา
(คนไทยที่เป็นชาวพุทธทั่วไปน่าจะคุ้นบทนี้ดี เวลาไปฟังสวดพระอภิธรรมในงานศพต้องเคยได้ยิน)
จะเห็นว่า ในติกนี้ พูดถึงธรรมสามอย่าง คือ กุสลธรรม อกุสลธรรม อัพยากตธรรม คำว่า อัพยากตธรรมก็คือ ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งกุสล ไม่ใช่ทั้งอกุสล อัพยากตธรรมไม่ใช่ธรรมที่อธิบายไม่ได้หรือไม่ได้ทรงแสดง เพราะในอภิธรรมจะสอนแจกองค์ธรรมครบทั้ง สามตัวเลย และ ติกนี้เป็น นิปปเทสติก คือ ปรมัตถธรรมครบ ไม่มีขาด
พอนึกถึงประเด็นนี้ก็เลยรู้สึกว่า ผมไม่เห็นด้วยกับชื่อหนังสือเสียแล้ว เลยอ่านแล้วรู้สึกจืดไปหน่อย ยิ่งตอนกลางของหนังสือไปพูดพื้นฐานเรื่องภพภูมิปูพื้นให้คนอ่านทั่วไป ก็เลยจืดไปอีก แต่พูดก็พูดเถอะ หากไปตั้งชื่อหนังสือเป็นอย่างอื่นมันก็ไม่ดึงดูดให้คนหยิบมาดู หรือซื้อมาอ่าน
สรุปว่า อย่างไรก็ตาม ก็คิดว่าเป็นหนังสือที่ดี คอธรรมะก็น่าจะไปซื้อหาอ่านดู จะได้ความรู้อะไรพอสมควร
Subscribe to:
Posts (Atom)
