Sunday, November 30, 2008

Thailand's organic rice farming

I watched TV few nights ago: there was an interview of a Mr. Decha Siribhatr, a recognized outstanding exemplar of Suphan Buri, who is a founder of Khao Khwan Foundation (or มูลนิธิข้าวขวัญ in Thai), and the Farmer School โรงเรียนชาวนา. By using organic farming, rice farmers can actually earn money and make a decent living.

I felt like I 'd like to find time to visit the foundation and learn the art of organic rice farming some time in the future.

Useful links I found (in Thai) are given below:-

There are now farmer schools in Nakhon Sawan as well:-

Interesting article: text search

From the article linked above at Google blog, I now learned that the so called วรรณยุกต์ or tone marks or intonation marks in Thai language are technically considered to be equivalent to diacritical marks in other languages by software engineers for text processing.

Saturday, November 29, 2008

Losses so far

From the news, for the past 3-4 days, over 100,000 people missed their flights at the Suvarnabhumi International Airport due to its closure by the anti-government protestors. A few hundred mail sacks got stuck. Exports and imports could not be done. All expressed mails, FedEx, DHL, UPS, whatever, can not transport international packages. I also see TV news that Thailand 's NESDB secretariat estimated that economic loss for so far for the country is estimated at 104 Billion Baht. I am afraid that it might cost more if the situation is protracted. Thailand GDP growth for next year (2009) is estimated at 2%. ( I don't believe that number, I feel like it might not be positive. Many factories do not have new orders. And now tourists are leaving, while none coming.) Many Thai people are angry. Some are worrisome and feel helpless. I speculate that when people realize that they will also be financially affected soon too, they will be more stressful.

Wednesday, November 26, 2008

Ice predicted to be gone from Himalaya in just over 2 decades

I just found this important message in the above link. Another sad scenario in the future not too far away, this one is global though and will affect hundreds of millions of people in India and other countries.
I think Thailand will be affected too, temperature in the northern and northeastern regions should be warmer, even in cool season. And Bangkok may be few meters below the sea level by then.

By that time, if "I" am still alive, I 'm not sure where I will live: certainly not in the central Thailand, more likely in the high-altitude northern or upper northeastern region.

Bangkok Airport under siege

Today, my mind was sadden about the news of the siege of Bangkok International Airport by the anti-government protestors. The protestors are playing a hard ball now and perhaps most of them do not realize that, by interrupting air-transportation, they exposed themselves to misunderstanding and condemnations from international communities and ruined the dignity of the entire Thai nation now. That dignity is even more important than economic losses due to airport closure, estimated around 500 million Baht a day, not to mention inconvenience of stranded international travelers. This action is unacceptable. And for the current situation, I feel like Thailand is inching more toward breaking out a civil war between the groups of people in yellow and red for the cause of only few unworthy politicians. I hope confronting parties would now step back and give in to more reasons. I don't want to see more violence arisen from unreasonable domestic animosity. It 's a bad Karma that we should try at best to avoid.

Tuesday, November 25, 2008


สองสามวันมานี้ ผมรู้สึกระวังระไวกับความเป็นไปในบ้านเมืองมากขึ้น (แต่พยายามปล่อยวาง ไม่ได้กังวลมากนัก) คนกรุงและคนในเมืองต่างจังหวัดส่วนมากก็คงเป็นเหมือนกัน ผมก็ได้แต่หวังว่า เหตุการณ์คงจะค่อยๆคลี่คลายไปด้วยดี ตามหลักอนิจจัง ที่ว่าทุกอย่างเกิดมาแล้วก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา แม้ตอนนี้ดูยังมืดมนต์ว่ามันจะดับเมื่อไร และเลวร้ายไปกว่าเดิมอย่างไร เหตุการณ์อื่นๆในประเทศก็มี อาทิตย์ที่แล้วโรงงานใหญ่ก็เริ่มปลดคนงานเป็นพันๆคนกันแล้ว เป็นที่น่าสงสาร ในยามนี้ คนที่เป็นลูกจ้างของรัฐ ดูจะได้ประโยชน์แม้เงินเดือนจะน้อย อย่างน้อยก็คงอยู่ไปได้ไม่โดนให้ออก
หันไปดูเหตุการณ์ในต่างประเทศบ้าง ในสหรัฐอเมริกา ทีมงานถ่ายโอนอำนาจให้กับประธานาธิบดีคนใหม่เริ่มทำงานอย่างหนักมาได้สองสัปดาห์ ก็มีการทะยอยเปิดตัวบุคคลหลักๆที่จะไปรับตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งที่ปรึกษา และมีการทำแผนงานอย่างเร่งรีบ โดยเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพื่อว่าพอถึงเดือนมกราคม ประธานาธิบดีคนใหม่ของเขา จะได้เริ่มลุยงานได้ทันที เราดูแล้วก็นึกอิจฉาประเทศเขา เพราะหันมาดูบ้านเรา เหมือนกับประเทศไทยตอนนี้ไม่มีหัวมาบริหาร แม้จะมีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี มีนายกก็เหมือนไม่มี รู้สึกสลดใจ เพราะสังคมของปัญญาชนและคนระดับกลางนั้นไม่ได้ยอมรับรัฐบาลนี้

Tuesday, November 18, 2008

Genome Annotation workshop in Bangkok

I attended a Wellcome Trust 's genome annotation workshop on "Working with Pathogen Genomes" last week (Nov 10-14, 2008) in Bangkok. It was hosted by Mahidol-Oxford University Research Unit (MORU) at the Mahidol University 's Faculty of Tropical Medicine. Essentially, the course centered on the Artemis software installed on xubuntu Linux PCs. Most teaching staff came from Sanger Institute 's in UK: they are highly skilled professional genome annotators. I appreciate their effort and time coming a long way from Europe to SE Asia for a week to set up the training for us. Teaching asssistants in this workshop were Wellcome 's staff or associates stationed in Thailand, Lao, Vietnam, and Singapore. Most of participants were from Thailand and several Asean countries, one from Australia. Foods were superb. I learned a lot of tricks from them. Very useful. I enjoyed it very much. I also appreciate the nice training facility of MU Tropmed 's Medical informatics unit.
Some Thai people were mentioning of a possibility of organizing a similar workshop in Thai language in the future as well. That would be useful for other people who could not participate in that workshop. And I am willing to give a hand on them if someone would do it.

Monday, November 17, 2008


คำว่า เศรษฐกิจตกต่ำ ดูเหมือนว่าผมจะเคยเรียนเรื่องนี้สมัยประถม เกือบสี่สิบปีมาแล้วละมัง ตอนเรียนประวัติศาสตร์สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ หรือในรัชสมัย ร. ๗ ที่มีการดุลย์ หรือให้ข้าราชการออกกันเป็นจำนวนมาก ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นในระดับโลกอีก ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่า คำกล่าวที่ว่า ประวัติศาสตร์จะกลับมาเกิดซ้ำนั้นเป็นคำกล่าวที่จริง

วันนี้ก็นึกถึงคำว่าเศรษฐกิจตกต่ำนั้นอีก เพราะข่าวบนเน็ตวันนี้พูดถึงประเทศต่างๆ มี recession กันหลายประเทศทั่วกัน จะจีอะไรก็แล้วแต่ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ส่วนจีนก็ชะลอตัวไปแยะ ส่วนประเทศไทยเอง ปีนี้ก็เริ่มโดนกระทบแล้ว และปีหน้าก็คาดว่า อาจจะมีคนงานไทยต้องตกงานประมาณ ๑ ล้านคน เพราะโรงงานปิด ส่วนบัณฑิตจบใหม่ปีหน้า ๗ แสนคนก็อาจจะมีปัญหาเรื่องหางานทำไม่ได้

เรื่องเศรษฐกิจของไทยขึ้นกับการส่งออกมากไปเนี่ยผมจำได้ว่า วารสาร Fareastern Economics Review เคยเตือนเอาไว้ตั้งแต่สมัยก่อนวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเสียด้วยซ้ำ สิบกว่าปีต่อมาก็ประวัติศาสตร์คล้ายๆกับซ้ำรอยอีก เพราะโครงสร้างทางอุตสาหกรรมไม่ได้แก้ และคงไม่มีรัฐบาลไทยไหนจะมีปัญญาแก้ได้ในอนาคตอันใกล้

อีกเรื่องหนี่งคือเมื่อสามวันก่อน ผมไปอ่านเจอบทความจากมติชนรายสัปดาห์เรื่องบัณฑิตจะตกงานนั่น ผมอ่านแล้วผมก็รู้สึกว่าไม่เข้าใจคนในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะเรื่องนี้พูดกันมากว่าสิบปีแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่ก่อนมี พรบ. การศึกษาฉบับปัจจุบันออกมา ผมออกจากแวดวงอุดมศึกษามานานพอควร แต่เอาเข้าจริง เวลาผ่านไปตั้งนาน แต่หลักสูตรต่างๆในสถาบันต่างๆส่วนมากก็ดูเหมือนจะไม่ทำอะไรกัน หลักสูตรส่วนมากที่มหาวิทยาลัยผลิตคนออกมาส่วนมากเพื่อสนองมหาวิทยาลัยและความสามารถเท่าที่มีของบรรดาอาจารย์เอง มากกว่าสนองความต้องการของสังคม หลักสุตรที่ดูจะไม่ค่อยมีประโยชน์ก็ยังคงเปิดกันต่อมาจนปัจจุบัน (แต่หลักสูตรที่ผลิตบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์ยังไม่เพียงพอ สาขาอื่นๆนอกจากนั้นมีมากเกินไป) นอกจากนี้ บัณฑิตที่จบออกมาเป็นจำนวนมากก็มักขาดทักษะที่พร้อมจะทำงานได้จริงทันที ปัญหาเหล่านี้ สมัยก่อนผมมักนึกโทษระบบราชการ แต่จริงๆแล้วคงไม่ใช่ น่าจะเป็นกรอบความคิดของคณาจารย์ส่วนใหญ่มากกว่า ผมเคยได้ยินมาว่า ในบางหลักสูตร มีอาจารย์บางท่านตั้งใจดี พยายามจะปรับปรุงหลักสูตร แต่คณาจารย์ที่เหลือทั้งหมดไม่มีใครอยากทำอะไร ผลที่สุดก็เลยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นี้ก็เป็นตัวอย่าง และเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา


Friday, November 14, 2008


ไปอ่านเจอบทความข้างบน ที่สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญต่างๆ สรุปว่า วันหนึ่ง ที่ควรกินเพิ่มก็คือ แอนตีออกซิแดนท์ (ก็คือวิตามินซี และ อี) แมกนีเชียม นอกจากนั้นก็พวกมัลติไวตามินและเกลือแร่ประจำวัน พวกนี้ปรกติผมก็กินเป็นครั้งคราวแต่บ่อยๆอยู่แล้ว

โคเอ็นไชม์คิว คาร์นิตีน กรดแอลฟ่าไลโปอิค
ส่วนคนไทยคงไม่จำเป็นต้องกินวิตามินดีเหมือนฝรั่ง เพราะเจอแดดเปรี้ยงๆทั้งวัน เว้นแต่พวกอยู่ห้องแอร์ตลอดศก


Thursday, November 13, 2008


บ่นเสียหน่อย เพราะคนใกล้ตัวผมจะได้คอมพิวเตอร์แล็พท็อปตัวใหม่ โดยที่ทำงานซื้อให้ ในราคาเกือบหกหมื่นบาท ลงระบบเอ็กซ์พี (อายุโอเอสหกปีแล้ว) ราคานี้ความจริงแล้วซื้อแม็คบุ๊คได้สบายๆ แต่คนส่วนมากนั้นยัง (ประการที่หนึ่ง) เข้าใจผิดว่าแม็คแพงกว่าพีซี ซึ่งไม่จริงเลย เพราะว่าถ้าสเป็คเท่ากัน แม็คราคาอาจจะถูกกว่าเสียอีก และต้องคิดค่าซอฟต์แวร์บวกลงไปด้วย ไม่ใช่ไปใช้ซอฟต์แวร์ผีก๊อปมา ซี่งผิดศีลห้าข้ออทินนาทาน กรณีนี้ที่ทำงานซื้อให้เขา คนจัดซื้อเขาคิดว่าพีซีถูกกว่าแม็ค เมื่อเป็นอย่างนั้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากนี้ (ประการที่สอง) คนมักจะเข้าใจว่าระบบโอเอสเท็นของแม็คใช้ยาก เพราะเป็นยูนิกส์ ก็ไม่จริงอีกแหละ และ (ประการที่สาม) บางคนบอกว่าขี้เกียจเรียนรู้ระบบโอเอสใหม่ แหม อันนี้ช่วยไม่ได้ เสมือนหนึ่งว่าถ้าไม่อยากเรียนขี่มอเตอร์ไซค์หรือเรียนขับรถก็ต้องทนเดินหรืออาศัยขึ้นรถเมล์ต่อไป

เราฟังแล้วก็พูดอะไรมากนักไม่ได้ โดนต่อว่าหาว่าพยายามโน้มน้าว ก็ต้องปล่อยเขาไป

เพิ่มเติมหน่อย ความจริงรู้มานานแล้วและลืมไปแล้ว จนกระทั่งเจอข่าววันนี้ว่าโอบามาก็ใช้แม็ค

Thursday, November 06, 2008

การสอบ IGCSE ของเด็กไทยชักจะเริ่มมีแนวโน้มสูงขึ้น

ดูเหมือนการสอบ IGCSE ของเด็กมัธธยมจะเริ่มมีมากขึ้นในเมืองไทย เพื่อเตรียมเข้าหลักสูตรอินเตอร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่โรงเรียนของลูกก็กำลังจะจัดสอบ ก็เลยไปค้นๆเว็บดู มีตัวอย่างข้อสอบเก่าในเว็บลิงก์ข้างบนด้วย

ข้อสอบเขาน่าสนใจ ผมเห็นว่า สำหรับวิชาหลักๆเช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อะไรพวกนี้ ก็มีประโยชน์ และหลักสูตรไทย ถ้ามีการเรียนเพื่อเตรียมสอบข้อสอบแนวนี้ก็ดีอยู่ แต่ถ้าเป็นวิชาอื่นๆ อย่าง วรรณคดีอังกฤษ ผมก็ต้องทำคอย่น เพราะสมัยเด็ก หรือแก่ปานนี้ก็เถอะ ตัวเองไม่เคยรู้สึกประทับใจกับเชคสเปียร์ (แม้แต่กับเวอร์ชั่นภาษาไทยอย่าง เวนิสวาณิช) และคิดว่า เด็กไทยไม่น่าจะชอบเหมือนกัน อ่านกลอนไทยหรือโคลงโลกนิติยังจะเพราะกว่า เด็กๆไปเรียนพวกนั้นเพียงเพี่อจะเทียบวุฒิให้ดูเป็นมาตราฐานนานาชาติแค่เนี๊ยะ ผมว่า น่าจะมีวิชาภาษาบาลีเปิดให้ไปเรียนซะยังจะดีกว่า เพราะภาษาไทยเนี่ยก็รากมาจากบาลีเยอะมาก ฝรั่งยังเรียนภาษาละตินเลย

แต่ค่าข้อสอบ ค่าเมล์เอกสารไปมา และค่าตรวจที่อังกฤษวิชาละ ๓๐ ปอนด์เนี่ยะแพงจัง และก็เด็กๆจะสอบกันคนละหลายๆวิชาเสียด้วย (ครูไทยสมัยนี้ตรวจข้อสอบได้ข้อละกี่บาทไม่รู้)


เชื่อกันว่า การที่โอบามาชนะเลือกตั้ง เป็นเพราะทีมงานสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์และการติดต่อสมัยใหม่ ร่วมกับเทคนิคทาง เครือข่ายสังคม เข้ามาช่วย เริ่มแรกทีเดียว ก็เอาชนะ ฮิลารี่ คลินตัน ได้ไปอย่างน่าประหลาดใจถ้าคนไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไร และก็ต่อมา ชนะแมคเคน ซึ่งทีมงาน ไม่สามารถตามเทคโนโลยีได้ทัน

ผมจะคอยดูว่า พรรคการเมืองไทยมีบ้างไหมที่เข้าสู่ยุค Web 2.0 เหมือนการเมืองในอเมริกาบ้าง หรือแม้กระทั่งว่า เข้ายุค 1.0 ก็ยังดี และหวังว่าคงไม่นานหลายปีนัก

Saturday, November 01, 2008

A new catch phrase from old Thai ad ?

In the past few weeks, after the introduction of the new MacBook and MacBook Pro by Apple 's CEO, I have noticed many of the hardware reviews echoed the phrase that Mr. Steve Jobs mentioned of the new glass multi-touch pad as "smooth as silk". Today is another occasion that I found another review from an online newspaper. See link above.
I 'd like to point it out here that that catch phrase is likely originated from a decade old catch-phrase of Thai International Airways 's TV advertisements, shown in Thailand as well as overseas, which proclaimed that a flight on a Thai airliner is as "Smooth as silk".

Perhaps next week I 'll have a chance to touch the pad to see if the feeling is really silky or not, or it 's just a hype. A colleague of mine has just reserved his new MacBook from a Bangkok dealer, iStudio, and he expects to get his notebook in the matter of days. So far, only few lucky Thai customers who made early reservations have been able to buy their MacBooks or MacBook Pros, others (including my colleague) have to wait for future shipments.