Wednesday, August 13, 2008

คอนโดฯขึ้นไม่เป็นที่

จากข่าวในลิงก์ อ.จักรพันธุ์ กำลังพยายามต่อสู้กับโครงการสร้างคอนโดฯที่จะปลูกขึ้นข้างบ้าน ที่เป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย

ผมเคยเจอปัญหาคล้ายกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน มีคอนโดขึ้นหน้าบ้าน โชคดีที่บ้านผมไม่พัง ผลกระทบก็คือ แต่ก่อนนั้นซอยบ้านผมสงบเงียบ ตอนนี้จอแจมากขึ้นแยะ ก็ต้องทนไป อีกอย่างคือรับโทรทัศน์ช่องปกติไม่ชัดเพราะตึกบัง ก็เลยต้องติดจานดาวเทียมและจ่ายให้บริษัทเคเบิลทีวีรายเดือน

ถนนบ้านผมมีคอนโดขึ้นมาปีที่ผ่านมาหนึ่งหลังใหญ่ๆ กำลังจะขึ้นอีกหนึ่งหลังใหญ่ๆ

ปัญหาคือกฎหมายไทยไม่ควบคุมอะไรเลย เรื่องผลกระทบต่อชาวบ้าน คนตัวเล็กๆจะไปฟ้องร้องอะไรบริษัทใหญ่ๆได้
ผมมองข้ามไปไกลถึงเรื่องรถติด เมืองไทยนั้น ไม่มีกฎหมายที่พูดถึงเรื่อง flux หรืออัตราไหลของยานพาหนะ (ไม่รู้ว่าประเทศไหนมีอยู่ในกฎเทศบาลเขามั่งหรือเปล่า) แต่ผมเห็นว่า เมื่อไม่มีพูดเรื่องนี้ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็สร้างอาคารได้ทุกที่ตามชอบใจ สร้างเสร็จแล้ว คนในพื้นที่จะหายใจสูดเอาควันมากแค่ไหน รถจะติดเป็นชั่วโมงก็ไม่สนใจ ผลกระทบตอนนี้มันจะเป็นวงจรฟีดกลับไปในวงกว้าง เพราะถ้ารถติดเขตหนึ่งมันก็ส่งผลไปเขตอื่นๆด้วย

Monday, August 11, 2008

ยาดองเหล้า

ช่วงนี้กำลังสนใจการดองเหล้าสมุนไพร ก่อนหน้านี้เคยดองมาแล้วหนหนึ่ง เป็นผงสมุนไพร ของโอท๊อป มีอย่างเดียวคือ ม้ากระทืบโรง ก็รู้สึกว่ากินแล้วดี ตอนนั้นดองโดยใช้แสงโสม ก็กินมาเป็นปีแล้ว นานๆที (เดือนหนี่ง) ก็จิบครึ่งเป๊ก วันละไม่เกินหนึ่งครั้ง ส่วนมากกินตอนเย็นหลังอาหาร โดยเฉพาะวันไหนรู้สึกว่ากินอาหารที่มีไขมันสูง เลี่ยนจัด กลัวไขมันไปอุดหลอดเลือดหัวใจ ก็ต้องกินแอลกอฮอล์เป็น solvent ไปละลายเสียหน่อย ความจริงก็รู้ว่าผิดศีลห้า แต่เห็นว่านิดหน่อย ผิดไม่มาก เพราะไม่ได้อยากเมา แต่เพียงต้องการกินเป็นยาบำรุงร่างกาย และก็ไม่ได้กินทุกวัน

หลังจากไปไหว้หลวงพ่อโสธรมาเมื่อเร็วๆนี้ ก็แวะไปเที่ยวตลาดคลองสวนร้อยปี ที่อยู่ระหว่างฉะเชิงเทราติดกับสมุทรปราการ ไปได้ของมาหลายอย่าง อย่างหนึ่งคือสมุนไพรยาดอง ยี่ห้อ หลวงเขียน เป็นของปทุมธานี ราคาขายขวดละ ๑๘๐ ก็เลยซื้อมา ในนั้นเป็นขวดมีแต่สมุนไพร ไม่มีเหล้า มองดูข้างในมีอะไรต่ออะไรเห็นเป็นชิ้นส่วนกิ่งและเนื้อไม้สมุนไพรแพ็คแน่นไปหมด ก้นขวดมีน้ำผึ้งใส่ไว้ด้วย เขาระบุว่าในนั้นมีใส่สมุนไพรหลายอย่าง ได้แก่ กระชายดำ โด่ไม่รู้ล้ม ม้ากระทืบโรง กำลังเสือโคร่ง แก่นฝาง อ้อยสามสวน ดีงูเห่า โสม น้ำผึ้งป่า ฮ้อสะพานควาย กำลังช้างสาร กำแพงเจ็ดชั้น ชะเอม สะดาน ก็เลยซื้อเอามาเพื่อจะดองเหล้าที่บ้าน ก็ไปเอาสก๊อตซ์วิสกี้อายุเกือบยี่สิบปีลงไป ดองไว้เจ็ดวัน ก็จะชิม เทียวไปดูขวดมันทุกวัน มีฟองอากาศปุดๆ เพราะแอลกอฮอล์มันทำหน้าที่เป็น solvent ไปละลายสมุนไพรออกมาน้ำเหล้าเปลี่ยนจากสีทองกลายเป็นสีน้ำตาลแดงเข้ม และก็ไปไล่ฟองอากาศออกมาจากเนื้อไม้ที่ดองไว้ ระดับน้ำลดทุกวัน ก็ต้องหม่ันเติมเหล้าลงไปให้ท่วมทุกวันๆ ดูแล้วก็เห็นกิเลสรู้ตัวว่าน่ากินๆ และก็เห็นกิเลสที่เป็นความรักตัวเอง อยากให้ตัวเองแข็งแรง เห็นความเป็นอัตตา
เขาบอกว่าสมุนไพรในขวดนี้ดองเหล้าได้อย่างน้อยสามรอบ ก็จะลองดู ถ้าอร่อย และบำรุงกำลังจริงก็จะเอาไปฝากพรรคพวกชิม

เริ่มกินยาดองขวดใหม่มาหลายวันแล้ว ก็ปรากฎว่า รสชาดโอเค คล้ายกับดื่มไวน์เข้มๆ มีรสหวานในคอ คงเป็นของชะเอมกับน้ำผึ้งละมััง จิบวันละไม่เกินหนึ่งครั้ง เขาบอกให้ก่อนอาหาร แต่เรากินหลังอาหาร เพื่อละลายไขมันในอาหารอย่างที่บอก (แพ้กิเลสตามเคย คือ แพ้ความอยาก เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง)

ร้านสเต็คเนื้อโคขุน ที่กำแพงแสน Steak shop at KU Kampangsaen

ความจริงไม่อยากสนับสนุนการกินเนื้อสัตว์ใหญ่ แต่โพสต์นี้เป็นเรื่องของการให้ข้อมูลมากกว่า

เมื่อเร็วๆนี้มีธุระไปมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสน เมื่อขับรถเข้าไปในแคมปัสกำแพงแสนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นมีป้ายบอกทางเป็นระยะๆ ชี้ทางไปร้าน Texas Steak, Cowboy Land ก็เลยสนใจ แวะไปชิมดู เป็นเนื้อโคขุนจากฟาร์มของมหาวิทยาลัย ปรากฎว่า เนื้อหวานอร่อยดีมาก ราคาไม่แพงเท่ากับของร้านโชคชัยสเต็คเฮ้าส์ ที่แน่ๆราคาถูกกว่าเนื้อโคขุนที่สั่งเข้ามาจากนอก วันนั้นผมสั่งทีโบนชิ้นเล็ก (๓๐๐ กรัม) มากิน ก็ปรากฎว่าชิ้นไม่เล็ก กินอิ่มกำลังดี โชคดีไม่สั่งชิ้นกลาง (๓๕๐ กรัม) หรือชิ้นใหญ่ (๔๐๐ กรัม) มาให้เปลืองสตางค์เปล่าๆ ก่อนเสริฟจานหลักเขามีสลัดถ้วยเล็กๆมาให้ และแถมขนมปังกระเทียมมาให้หนึ่งช้ิน ในจานหลักมีเฟร็นช์ฟรายส์มาให้ไม่กี่ช้ิน และก็ผัดสี่ห้าชิ้น แต่ก็พออิ่ม

อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ผมพยายามไม่กินเนื้อวัวบ่อยนัก ปลายปีที่แล้วถึงต้นปีเว้นการบริโภคเนื้อวัวไปได้ครึ่งปี แต่ไปตบะแตกที่ฝรั่งเศส ก็ไปกินตาตาร์สเต็คของขึ้นชื่อที่นั่น และก็สเต็คแบบอื่นๆ ตอนนี้เลยกลับมากินเนื้อวัวเมืองไทยบ้าง แต่ก็พยายามไม่กิน สองสามอาทิตย์อาจจะกินเนื้อวัวครั้งหนึ่งเป็นอย่างมาก ร้านแม็คก็ยังเข้าไม่เกินปีละครั้ง เหตุผลหลักคือเพื่อสุขภาพตัวเอง เพราะเนื้อวัวไขมันมาก จับเป็นก้อน กลัวจะไปทำให้เส้นเลือดหัวใจเราอุดตัน เหตุผลรองก็คือช่วยทำบุญ ไม่ส่งเสริมการฆ่าสัตว์ใหญ่ไปได้บางส่วน แต่นานๆทีก็แพักิเลสจนได้ แต่ก็ตั้งใจว่า อีกไม่นานจะพยายามเลิกเด็ดขาด ต้องค่อยๆลด

ไปซื้อเต็นท์นั่งสมาธิมา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาแวะไปทำบุญประจำสัปดาห์ คราวนี้ไปที่ วัดปทุมวนาราม ข้าง สยามพารากอน ไม่มีอะไรมาก ก็ไปหยอดๆธนบัตรตามตู้ต่างๆ ก่อนหยอดทีละครั้งก็ต้องทำใจให้มีความสุขก่อน จากนั้นก็นึกแผ่ส่วนกุศล แล้วก็หยอด ก็ทำแบบนี้ไปทีละตู้ ทุกๆตู้ ก่อนไปทำก็มีความสุข กำลังทำบุญอยู่ก็มีความสุข หลังทำแล้วก็นึกถึงบ่อยๆและมีความสุข

หยอดตู้เสร็จก็แวะไปซื้อของที่ร้านค้าของวัดริมประตูทางออก ตั้งใจมาก่อนแล้วว่าจะไปซื้อเต้นท์นั่งสมาธิ (meditation tent) ที่นี่มีขาย ราคา ๑๐๐๐ บาท ก็ไปซื้อมา แต่พอซื้อกลับมาบ้านแล้วก็คิดได้ทีหลัง อ้าว มันเป็นเต็นท์นั่ง แค่กว้าง ๑ เมตร ยาว ๑ เมตร สูง ๑ เมตร เอง นอนไม่ได้ แบบนี้ถ้าจะเอาไปใช้ในป่าก็คือ ต้องห้ามนอน ต้องนั่งบำเพ็ญเพียรอย่างเดียวทั้งคืน ไม่งั้นก็ต้องสลับออกมาเดินจงกรมข้างนอกสลับให้ยุงหามบ้าง แต่ปัญหาของตัวเราก็คือ เรายังไม่เคยนั่งสมาธิติดต่อกันเกินชั่วโมงเลย สงสัยจะไม่เวอร์คแฮะ หรือว่าจะต้องไปหาซื้อเต็นท์นอนมาในภายหลังก็ไม่รู้ ข้อดีของเต้นท์นี้ก็คือกางและเก็บง่ายมาก แต่ต้องรู้วิธีพับขดลวดบิดให้เป็นวง และข้อเสียที่เห็นอยู่ของเต็นท์แบบนี้เมื่อลองกางดูแล้วก็คือ ถ้าเกิดมีฝนตกหนักมากๆเต็นท์แบบนี้จะสู้ไม่ไหว เพราะไม่มีแผ่นกันน้ำฝนที่ด้านนอก นำ้ฝนจะซีมผ่านตะเข็บซิบเข้าข้างในได้ (แต่ว่า เขาก็แถมแผ่นพลาสติกมาให้อีกผืนกับตัวหนีบ ๔ ตัวนะ โถๆ อะไร จะมองข้ามในการออกแบบไปถึงขนาดนั้น)

ยังไงๆก็จะเอาไปลองที่สนามหญ้าหน้าบ้านก่อน และก็ต้องลองใช้ในวันที่ฝนไม่ตก อย่างน้อยก็นั่งตอนหัวค่ำ เต็นท์ก็ช่วยกันยุงไปได้แหละ

Thailand 's Gold medal at Beijing Olympic 2008

I did not watch TV yesterday, but I knew I had to check the net for the news in the evening about our Thai weight lifting girls. I was very pleased to see that one of our ladies, Miss Prapawadee, received her gold medal for the 53 kg class, the first for Thailand for this Olympic. I watched two VDO clips from Matichon newspaper 's website, one for the summary footages of her liftings and the other for the flag raising ceremony. When Thai National Anthem was played while the Thai flag was raised at the 1st level and her lips was singing along, I felt the pleasure which spreaded throughout my body and up to my skin and my eyes turned teary. I am sure she will be rewarded greatly by the Thai society for this service to the country.
(Thanks for the VDOs, Matichon ! )

After reading some more news from various presses, I then understand that she got the gold medal through her hard work and single mindedness for the past 13 years of practices for the Olympics. Four years ago, she missed a chance to go to the 2004 Olympic, and she was painful about that. Three and a half year ago, she then returned to the camp for practices and used that painful feeling as her very strong motivation to go for the gold this time. She said she knew she would get it and she did get it. I think that she deserved it after her strong determination and hard practices. I want to congratulate her in my blog here. Thanks, Prapawadee, for giving all Thais the happiness. (Although she might not have a chance to read this English blog.)

I think a lesson we all can see from her case is that, strong determination is one of the most important things for success.

Saturday, August 02, 2008

วิดีโอน่าสนใจ

จากลิงก์ข้างบน เพิ่งไปเจอมา เป็นวีดิโอสัมภาษณ์ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา เกี่ยวกับโลกร้อน ฟังดูแล้วก็ได้ความรู้ใหม่ๆมากขึ้น และก็มีประเด็นให้เกรงกลัวมากขึ้น น่าไปดูไปฟัง
(แต่วีดิโอสัมภาษณ์นี่น่ารำคาญคนสัมภาษณ์ไปหน่อย ชอบพูดแทรก ไม่เห็นเหมือนฝรั่งเขาสัมภาษณ์เลย)

Friday, August 01, 2008

พลังงานจากแสง

ข่าวจากเว็บวันนี้ คือนักวิจัยของ เอ็มไอที พบวิธีเก็บพลังงานจากแสงในรูปการแตกตัวเป็นก๊าสไฮโดรเจนและออกซิเจน โดยวิธีใหม่ที่ง่ายกว่าเดิม ความจริงไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่ว่า สิ่งที่เขาค้นพบคือทำอย่างไรให้ง่ายและกรรมวิธีมีราคาถูกต่างหาก ตามข่าวนี้ เชื่อว่าภายในอีกไม่กี่ปี เมื่อพัฒนาต่อไปอีกไม่นาน การใช้แสงในการผลิตไฮโดรเจนเพื่อมาเป็นเชื้อเพลิง เช่นสำหรับรถยนต์ ก็คงจะเริ่มเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจ

Wednesday, July 30, 2008

เรื่องของกรรม

ช่วงนี้เรียนเรื่องกรรมจตุกกะอยู่ ท่านอาจารย์เน้นในทางปฏิบัติว่า อาจิณณกรรม เป็นเรื่องสำคัญ เพราะยามเมื่อสิ่งมีชีวิตใกล้จะตายนั้นจะไปไว้ใจ อาสัณณกรรมไม่ได้ ส่วนกฏัตตากรรมก็ไม่ไหว น่าจะเสี่ยงไป ส่วนครุกกกรรมนั่นคงไม่ได้ทำอยู่แล้ว เมื่อเป็นดังนั้นก็จัดแจงเลย ทำบุญหยอดตู้ทั้งเสาร์และอาทิตย์ และจะพยายามทำไปทุกอาทิตย์ต่อจากนี้ไป เมื่อไรที่ไปวัดก็จะทำให้เป็นอาจิณณกรรมเข้าไว้ และจะนึกถึงการทำกุศลให้บ่อยๆด้วย จะได้เป็นความเคยชิน นึกถีงก่อนจะทำ และขณะกำลังทำ และก็หลังจากทำแล้วบ่อยๆ เรียกว่าได้บุญสามเด้ง

ที่เขียนเรื่องกรรมนี้ อีกเหตุหนึ่งก็เพราะช่วงนี้อ่านดูจากเว็บต่างๆ ท่าทางดูสถานการณ์หลายอย่างไม่น่าไว้ใจ อะไรต่างๆจะเกิดก็ต้องเป็นไปตามกรรม ทั้งของคนในสังคม และของบ้านเมือง สำหรับผมนั้น ไม่อยากคิด (มีวิตก) เพราะว่าจิตมันจะปรุงให้เกิดกิเลสขึ้นมา อาจจะเป็น โทสะ (โกรธ หรือ เสียใจ ก็ตามแต่) หรือ โลภะ คืออยากจะให้มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือ โมหะ (ก็หลงไปคิดจนขาดสตินั่นแหละ) ก็ต้องวางอุเบกขาไป เซฟตัวเอาไว้ก่อน เรื่องนี้คนอ่านตีความเอาเองว่าหมายความถึงเรื่องอะไร แต่สมควรพูดเพียงว่า ความจริงนั้นผมมีนัยยะมากกว่าหนึ่งเรื่อง

ธมฺมจกฺกปฺปตฺตนสูตร

สองอาทิตย์ผ่านอาสาฬหบูชาไปโดยไม่ได้โพสต์ วันนี้เพิ่งมีโอกาสหยิบหนังสือสวดมนต์แปลมาพลิกอ่านโดยไม้ได้ตั้งใจ ก็เปิดไปอ่าน ธมฺมจกฺกปฺปตฺตนสูตร บาลี และ แปล ไทย อ่านไปทัั้่งบาลีและไทยจนจบสองสามเที่ยว ผมจึงเห็นว่า "ประโยคเด็ด" ต้องเก็บไว้ในบล๊อกนี้กันลืม น่ันก็คือ ตอนที่ตอนที่ท่าน โกญทัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม (บรรลุธรรมเป็นพระอริยะขั้นต้น คือพระโสดาบัน) ท่านได้เห็นความจริงว่า

ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา
(ตามในหนังสือที่ผมคัดมา แปลเป็นไทยไว้)

แต่ในใจผม ผมเข้าใจเอาเอง เลยจะแปลไว้อ่านเองว่า

สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีเหตุให้เกิดขึ้นอันเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดาทั้งสิ้น
(ก็เป็นความเข้าใจของผมเองละนะ คนอื่นไม่ต้องเชื่อตาม)

ผมอ่านวรรคเด็ดนี้แล้วก็พยายามจำให้ขึ้นใจไว้ เพราะใครจะบรรลุธรรมขั้นต้นนั้น ก็ต้องเห็นธรรมข้อนี้ และเข้าใจอย่างอย่างถ่องแท้เท่านั้นถึงจะผ่าน

Thursday, July 17, 2008

A good small restaurant in Paris




I had intended to write a blog about this restaurant but was busy and then forget about it for almost 2 months. I think the information should be useful for international visitors who are are looking for a good restaurant in Paris.

Before I departed to Paris, a French friend of mine recommended a small restaurant near the hotel where I 'd be staying, near Gare de Lyon TGV station. It serves good French dishes and wines. Moreover, the owner and the waitress there speak perfect English, which is very helpful ! This is because they had been working in the US some time ago. The name of the restaurant is Entre les Vignes. It 's across the street and about 300 meters from the train station, on Avenue Diderot. So we went there to dine on the last evening we stayed in Paris. It costed our family of three people about Euro 100 for that dinner. I can say that the foods are good there.

Saturday, July 12, 2008

วันนี้คุยเรื่องพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

ไปเจอบล๊อก(ที่ใส่ลิงก์ไว้ข้างบน) เป็นของนักวิชาการท่านหนึ่งเขียนไว้ ผมตามไปอ่าน เป็นกรณีที่ท่านวิพากย์หนังสือเล่มหนึ่ง คือ หนังสือที่ชื่อว่า "ไอน์สไตน์พบ พระพระพุทธเจ้าเห็น" ท่านวิพากย์หนังสือเล่มนี้ บอกพอสรุปได้ว่าในส่วนการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์นั้นคลาดเคลื่อนมาก ผมอ่านวิจารณ์ของท่านแล้วก็เลยได้ความรู้สึกว่า หนังสือประเภทคาบเกี่ยวระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์นี้ จะไม่ตรงใจนักวิทยาศาสตร์นัก เพราะฝึกมาให้เขียนเรื่องแบบเป๊ะๆ ผลการทดลองภายใต้เงื่อนไขอย่างใดต้องระบุให้ตรง ห้ามพูดกว้างๆ พูดเพี้ยนไปหน่อยไม่ได้เลย

ผมเองไม่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าว ที่เขาว่าขายดีมาก พิมพ์หลายสิบครั้ง แต่สงสัยว่าผมจะเคยพลิกๆดูอยู่นะแล้วก็ไม่ตรงจริตก็เลยไม่ซื้อ

อยากให้ความเห็นไว้ตรงนี้ไว้สั้นๆว่า ผมเคยอ่านหรือได้ฟังมาว่าพุทธศาสนามีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนพ้นทุกข์ และโดยวิธีก็คือการละวาง ไม่ยึดถือ (เอากว้างๆละกันนะ ไม่อยากตรงตามปกรณ์เป๊ะ) แต่ผมเข้าใจเอาว่า วิทยาศาสตร์นั้น (ถ้ามองในแง่พุทธ) เป็นการสนองตัณหา ในที่นี้คือความกระหายอยากรู้ของนักวิทยาศาสตร์ และในการค้นหาความรู้เพื่อสนองความต้องการความรู้นั้น ก็มีขั้นตอน มีระเบียบวิธี และมีการถกเถียง สื่อสาร ส่วนเรื่องราวที่สื่อก็ต้องถือตามตัวอักษร ตามตรรกะ ตามหลักฐาน ตามเงื่อนไข ที่แน่นอน ดังนั้นพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นคนละเรื่อง การที่มีคนเอาสองเรื่องมาปนกันมันก็ต้องมีปัญหาอย่างนี้แหละ เพราะจากประสบการณ์ที่มีอยู่น้อยนิด ผมได้เห็นแล้วว่าทั้งพุทธศาสนาก็มีเรื่องที่ลึกล้ำมาก ถ้าใครไม่ได้เรียนอภิธรรม ก็คงถือไม่ได้ว่ารู้มากพอ ส่วนทางวิทยาศาสตร์นั้น ความรู้ทางฟิสิกส์ก็เปลี่ยนไปเร็วมาก คนนอกสาขาที่ไม่ได้ตามคงจะหมดสิทธิเขียนอธิบาย

ความจริงเรื่องการเขียนหนังสือวิชาการหรือกึ่งวิชาการเนี่ย คนที่รู้บ้างเล็กๆน้อยๆเนี่ยต้องระวัง ผมว่าคนพวกรู้งูๆปลาๆไม่ควรจะเขียน นี่ว่าโดยทั่วไปนะ ไม่ได้พูดกรณีเล่มนี้ ผมเคยอ่านเจอว่าครูบาอาจารย์รุ่นโบราณทางพุทธศาสนาท่านประพันธ์คาถาภาษาบาลีห้ามไว้เลยว่า ถ้ายังไม่ผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง ห้ามแต่งปกรณ์ (มิฉะนั้นจะไปสอนคนอื่นผิด กลายเป็นบาปไปเสียอีก) คนเขียนหนังสือจึงต้องระวังให้มาก ไม่งั้นจะเขียนอะไรให้ความรู้สังคมผิดเพี้ยนไปได้ และคนอ่านก็ต้องใช้วิจารณญาณเหมือนกัน มีหนังสือบางเล่มผมซื้อมา พลิกอ่านคร่าวๆเสร็จผมก็โยนไปรวมกับเศษกระดาษเพื่อขายซาเล้งเลย เพราะผมว่าไร้สาระ ไม่ควรเก็บไว้ และไม่ควรจะจ่ายแจกคนอื่นอ่านต่อไปเสียอีกด้วย อย่างนี้ก็เคยมี

Saturday, July 05, 2008

บทความน่าอ่าน

ไปดูตามลิงก์ ที่บีบีซี เกี่ยวกับ บริษัท ไมโครซอฟต์ อ่านแล้วพบว่าสำนวนสะใจมาก เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น คนทั่วโลกส่วนมากก็รู้ๆอยู่ แต่ไม่สามารถเขียนออกมาได้ปรุโปร่งอย่างนี้ ตอนแรกๆผมก็ฉงนอยู่ว่าทำไมนักข่าวบีบีซีเขียนได้ดีอย่างนี้ เพิ่งเห็นตอนหลังว่าชื่อคนเขียนคือใคร อพิโธ่ ริชาร์ด สตอลแมล เป็นคนเขียนนั่นเอง แกเป็น ศาสตราจารย์ทาง วิทยาการคอมพิวเตอร์ และ ประธานผู้ก่อตั้ง มูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation) คนดังระดับโลกนั่นเอง ที่สังเกตก็คือ แกจะเป็นคนเดียวในโลกละมังที่เรียกระบบ ลินิกส์ แบบชื่อยาวๆว่า กนูลินิกส์ GNU/Linux

Tuesday, July 01, 2008

Good foods for health

I just found two news from the web: one is that eating water melon is good. Another is an already known fact that drinking red grape (or red wine, that is) is also good.
Water melon has citrulline which will be converted by our body into Arginine which helps improve heart 's health and immune system. Red grape has resveratrol, which is an antioxidant and help reducing the number of fat cells, i.e. help keep your waist line.
So I 'll keep the note here to remind myself what do eat and drink from now on.

Monday, June 30, 2008

ปลงอนิจจัง

สัปดาห์ที่ผ่านมา สุนัขพันธุ์อัลเซเชียนที่เลี้ยงไว้และเอาไว้เฝ้าบ้านอีกหลังหนึ่งที่ต่างจังหวัดตายลง เขาอายุได้ประมาณสิบปี ก่อนหน้านี้ไปบ้านโน้นเอาอาหารเม็ดไปส่งให้ ไปเจอเขา ก็เห็นแล้วว่าท่าทางไม่ค่อยดี อ่อนแอลงไปมาก ซูบผอม ตัวสกปรก ไม่ได้อาบน้ำ มีเห็บด้วย ขาหลังลากเดินไม่ได้ คงแก่จนขาเสียเดินไม่ไหว ก็รู้สึกสงสารเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ดูเขามาเจ็ดแปดปีแล้ว กลับมาก็จิตเศร้าไปวันสองวัน เมื่อตอนย้ายบ้านมานั้น ก็คิดจะเอามาเลี้ยงต่อบ้านในกรุงเทพฯแต่คนที่บ้านให้เอาไว้เฝ้าบ้านโน้น ปล่อยให้คนแก่ที่บ้านโน้นดู ก็เลยต้องปล่อยตามนั้น ก็ยังเหลือที่บ้านนั้นอีกตัวหนึ่ง ก็ตั้งใจว่าต่อไปจะไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงอีกตลอดชีวิตนี้ เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปวัดอยู่แล้วก็เลยไปบริจาคเงินใส่ตู้ให้ที่่วัดอุทิศส่วนกุศลให้เขาเป็นการเฉพาะ และก็เมื่อนั่งสมาธิตอนค่ำก็แผ่เมตตาและอุทิศผลบุญให้ด้วยแล้ว ปีนี้มีอะไรๆผมก็ปลงอนิจจังไปเรื่อยๆ เพื่อปล่อยละวางความยึดมั่น ต้นไม้แต่ละต้นของแม่ทะยอยตายไป รถเสียบ้าง ขายรถคู่กายไปบ้าง ขายหนังสือที่อุตส่าห์ขนมาจากอเมริกาและสะสมมายี่สิบปีไปเป็นเศษกระดาษ หรือบริจาควัดสวนแก้วไปบ้าง มีเรื่องเสียเงินบ้าง คราวนี้สัตว์เลี้ยงตายอีก เห็นจริงว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วดับไปจริงๆ แต่ยังหรอก พูดไปงั้นเอง จิตผมมันยังไม่เห็นธรรมซึ้งจริงๆ

โน้ตบุ้คเสีย

สัปดาห์ที่ผ่านมา เครื่องแม็คพาว์เวอร์บุ๊คจีโฟร์โน้ตบุ๊คของผมเจ๊ง สงสัยเป็นเพราะเครื่องร้อนจัด ดูวิดีโอสตรีมมิ่งจากเว็บนานเกินไป และใช้มอร์นิเตอร์และคีย์บอร์ดนอกอยู่เลยไม่รู้ ต่อมารีบู้ทเครื่องไม่ขึ้น ในวันรุ่งขึ้นก็เลยต้องเอาไปให้บริษัทยูนิตี้โปรเกรสช่วยดู พบว่าเมนบอร์ดเสีย เลยตกลงใจสั่งบอร์ดมาเปลี่ยนจากสิงคโปร์ คาดว่าจะเสียเงินประมาณเกือบสามหมื่นบาท เราจะไม่ซ่อมก็ไม่ได้เพราะต้องใช้เครื่องเป็นอุปการณ์ทำงาน และคิดว่าจะรอซื้อรุ่นใหม่ประมาณกลางปีหน้า ให้ซีพียูรุ่นคว็อดคอร์สำหรับโน้ตบุ้คออกมาก่อน (กำหนดออกสิ้นปีนี้) และก็ให้แอปเปิ้ลออกแม็คโอเอสเท็นรุ่นใหม่ สโนว์เล็พเพอร์ดก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน (กำหนดประมาณกรกฎาคมปีหน้า) แล้วยกเครื่องนี้ให้ลูกไป ตอนนี้ก็เลยต้องรอๆๆ คุยกับเพื่อนพบว่าเครื่องโน้ตบุ้คเขาก็บอร์ดเจ๊งเหมือนกัน ปีที่แล้วของเพื่อนอีกคนก็เสีย แต่ไม่เฉลียวใจ ยังคิดว่าเครื่องเราจะใช้ได้ทน เลยเริ่มรู้ว่าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สมัยนี้เนี่ย พอวงจรมันเล็กลง มันก็เลยบอบบางลง และเสียง่ายมาก ผมตั้งใจจะจดเอาไว้ว่า เมื่อซื้อเครื่องโน้ตบุ้คใหม่ในปีหน้า ก็จะซื้อประกันเครื่องยืดเวลาเป็นสามปีด้วย คิดว่าคุ้มกว่าแน่นอน คราวที่แล้ว พยายามเขียมเงินแค่หมื่นหนึ่ง เลยต้องจ่ายเกือบสามหมื่นในคราวนี้

ไปทำบุญต่างจังหวัด



สัปดาห์ที่แล้วขับรถไปภูเรือ ทางช่วงเข้าเขตจังหวัดเลยแล้ว จากทางเหนือของหล่มเก่า เส้นทางหมายเลข ๒๐๓ ทางวกวนไปตามไหล่เขาในป่าแถบภาคกลางและอีสาณตอนเหนือ ป่าเขียวขจี รู้สึกว่าขับรถสนุกดี โชคดีไม่ได้พาใครนั่งไปด้วย ไม่งั้นคงจะโดนบ่นว่าเวียนหัวหรือเมารถ พักที่รีสอร์ทนอกตัวอำเภอ อากาศเย็นสบายดี ผมไปได้ข้อมูลรีสอร์ทแห่งนั้นมาจากในเว็บ เจ้าของเป็นผู้ใหญ่อายุประมาณ ๗๐ ที่มีเมตตาดี และมีเป็นคนธัมมะธัมโม ได้คุยกันประสาคนชอบธรรมะตรงกัน ท่านเมตตาเตือนสติเรื่องกัมมัฏฐานให้บางเรื่อง ท่านให้หนังสือและเอกสารมาจำนวนหนึ่ง มารู้ทีหลังว่าท่านเจ้าของเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณแล้ว และท่านอยู่ที่นั่นเลยทั้งปี ไม่เข้ากรุงเทพฯอีก วันต่อมาไปทำบุญที่วัดป่าห้วยลาด ถวายสังฆทาน และก็บริจาคเงินสร้างพระ เป็นเงิน 5000 บาท กลับมากรุงเทพฯก็ทำให้รู้สึกกระตือรือร้นขยัันอยากทำงาน ภาษาปากเขาเรียกว่า ไปชาร์จแบ็ตฯมาเรียบร้อย เห็นประโยชน์ว่า ควรไปเที่ยวพักสมองทุกสามเดือน ถ้าทำได้เป็นดี ค่าน้ำมันแพง แต่ก็ถือว่าถูกกว่าค่าเครื่องบินไปเมืองนอก

Thursday, June 26, 2008

หรือโลกมันเอียง

ไปท่องเว็บเจอที่หนึ่ง อ้างว่าโลกเอียงมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นจริง ผมเข้าใจเอาว่าก็จะอธิบายได้ว่าทำไมน้ำแข็งขั้วโลกละลายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โลกร้อนขึ้นมากกว่าที่คาด พายุมากขึ้น และสาเหตุต่างๆปรากฎการณ์ธรรมชาติที่แปลกๆมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ดูได้จากลิ้งก์ที่ใส่ไว้

แต่ข้อมูลจากเว็บอ่านแล้วก็ต้องระวัง ฟังหูไว้หู เพราะฝรั่งชอบคิดว่ามีทฤษฎีสมคบคิดกันปิดบังช้อมูลต่อสาธารณชนอยู่เรื่อยๆ แต่ผมว่ามันก็เป็นไปได้นะ

Wednesday, June 18, 2008

Mindful meditation gain more interest in the west

See interesting news article in the link above. We practicing Buddhists have been doing this for over 2 and a half millennia. I suppose mindful meditation is similar to our Vipassana meditatioin.

Thursday, June 05, 2008

จากข่าว นักฟิสิกส์พบวิธีทำให้วัตถุลอยได้

เรื่องพิสดารจากหนังสือพิมพ์บนเว็บ น่าสนใจ สิ่งที่สมัยก่อนวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปได้ ตอนนี้ นักฟิสิกส์พบวิธีทำให้วัตถุลอยได้
มีคำพูดฝรั่งบอกว่า อย่าพูดว่าไม่มีทาง(เป็นไปได้)
ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้ในวันน้ี ไม่ได้หมายความว่าจะอธิบายไม่ได้ในอนาคต หรือเป็นเรื่องโกหกเสมอไป

นักชีววิทยารู้มานานแล้วว่าอย่าไปเชื่อกฏเกณฑ์หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อะไรมากเกินไป เพราะมันก็เป็นแค่คำอธิบายปรากฎการณ์ในรูปแบบที่ง่านที่สุด และฟิตกับข้อมูลที่สุดเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น ในที่สุดจะต้องมีคนเจอเรื่องราวที่แหกกฏทางชีวภาพจนได้นั่นแหละ

Sunday, June 01, 2008

บ่นเรื่องความหลงของพวกวัยรุ่น

ห้าวันก่อน มีการเปิดตัว วงซูเปอร์จูเนียร์ (Super Junior) ซึ่งเป็นวงดนตรีเกาหลี ในประเทศไทย ที่เวทีชั่วคราวข้างศูนย์การค้าสยาม มีวัยรุ่นไปกรี้ดเยอะ คิดว่าห้าหกพันน่าจะได้ ส่วนมากเป็นเด็กนักเรียนผู้หญิง ลูกผมก็กระตือรือร้นไปกะเขาด้วยคนหนึ่ง ตอนค่ำพ่อก็ต้องเดือดร้อน(กาย แต่ไม่ใช่ใจ) เสียเวลาไปรับกลับ
ต่อมาช่วงนี้ก็เป็นเวลาที่มีรายการอาคาเดมี แฟนเทเชีย (Academy Fantasia) ลูกผมก็พลอยนอนดึกไปด้วย เพราะต้องดูจนกว่าจะรายการจบก็ประมาณห้าทุ่มครึ่ง ทำให้นอนผิดเวลา ดึกผิดปรกติ โชคทีที่เขาจัดรายการคืนวันเสาร์ แต่วันหยุดลูกผมก็มีเรียนพิเศษในวันรุ่งขึ้นอยู่ดี ก็ทำให้เขาตื่นสายเกินไปด้วย การที่เด็กนอนดึกนั้น ทราบกันแล้วว่า จะมีผลเสีย เพราะจะทำให้การหลั่ง growth hormoneในเวลานอนหลับลดลง ทำให้โตช้า หรือตัวเล็ก นอกจากนี้เด็กก็มีการหลงเล่นเน็ตอีก เราก็พยายามควบคุมให้มีเวลาที่เขาจะเล่นได้ ไม่ให้มากเกินไป แต่กระนั้นพ่อแม่ก็ต้องรับกรรม คอยรับอารมณ์ที่โกรธเกรี้ยวของลูก ยามเมื่อเตือนเขาว่าถึงเวลาพักผ่อนสายตาบ้างแล้ว พ่อแม่ก็ต้องโดนแว๊ดกลับเป็นประจำ

เด็กๆวัยรุ่นยังไม่เข้าใจว่า เขานั้นเริ่มโตแต่กาย แต่จิตใจนั้นยังไม่โต ยังไม่รอบรู้ทันคนอื่นพอ (และความรู้ก็ยังแค่หางอึ่ง) ในสังคมทุนนิยม มีการโฆษณา เพื่อดึงความสนใจของพวกเยาวชนอย่างเขาไปสู่สินค้าต่างๆ โดยเอาความบันเทิงที่เป็นสิ่งภายนอกต่างๆเข้ามาให้หลงไหล พวกเขาจึงไม่เคยมีความสุขกับความสงบภายในเลย พวกเขาไม่เคยอยู่เงียบๆโดยไม่เปิดเพลงฟัง ไม่เปิดเน็ต ไม่อ่านหนังสือประโลมโลก ไม่ดูรายการทีวี สื่อต่างๆพยายามหาเงินจากเยาวชนเหล่านี้มากจนเป็นผลเสียต่อพัฒนาการของเยาวชน เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อการยัดเยียดบันเทิงเหล่านี้ โดยที่พ่อแม่ส่วนมากก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะแม้จะตักเตือนด้วยความรักไปบ้าง ก็มักโดนว่ากลับมา หาว่าเป็นการตำหนิเขา หรือว่ากล่าว

พ่อแม่ก็ได้แต่ปลงอนิจจัง จิตใจของเราตัวเราเองยังคุมไม่ได้แล้วจะไปควบคุมจิตใจเด็กได้อย่างไร หวังว่าเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะหลงน้อยลง และเมื่อเขาแก่มากขึ้น จนเท่าๆกับผม ก็จะเห็นความจริงว่า ทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งสมมุติทั้งหมด เป็นของไม่มีสาระ ไม่ควรจะไปหลงไหล ไปใส่ใจ ไม่ควรไปยึดถือ ไม่ควรไปทะยานอยาก