ปกิณกะ ไทย I posted about interesting items information I found, write my views on books I read, education, science and technology, Buddhism and meditation, economic and business, music, and movies, country and rural development. Articles are in English or Thai.
Monday, October 31, 2005
สัมภาษณ์ สตีฟ จ๊อบส์ อีกแล้ว
เพิ่งรู้จากบทความนี้ว่า ซีอีโอ ของ แอ้ปเปิ้ล เป็นชาวพุทธ น่าสนใจที่ว่า คนในแคลิฟอร์เนียจำนวนมากถือพุทธกัน
Thursday, October 27, 2005
สั่งไปแล้ว PowerBook รุ่นใหม่ จอความละเอียดสูง
เมื่อวานไปนั่งวางแผนงานรายเดือนไปอีก ๒๔ เดือนข้างหน้า คิดสะระตะแล้ว สรุปว่าต้องซื้อแล็ปท๊อปใหม่ ไม่มีทางเลี่ยง เพื่อบีบเวลาให้สุดๆ เวลาอยู่บ้านก็ต้องทำงานได้สะดวก ตอนนี้สลับไปๆมา ระหว่าง พาวเวอร์แม็ค จีไฟฟ์ ที่ทำงาน กับ วินโดวส์ และ ลินุกส์ ที่บ้าน ระหว่างสามเครื่อง ทำเอาผมมึนเป็นบางครั้ง เลยตกลงใจปลดเกษียณเจ้าแล็ปท้อปตัวเก่า (เจ้า Toaster) อายุสามปีกว่าเสียเลย จอมันไม่สว่าง ฮาร์ดดิสก็เต็ม แฮงก์บ่อยอีกต่างหาก เช้านี้สั่งแม็คตัวใหม่ไปแล้ว เป็น PowerBook 15" จอ 1440x960 pixels, RAM 512 MB, HD 80 GB, etc. ราคาทำเอาผมจนไปอีกเก้าหมื่นบาท เครื่องจะเข้ามาเมืองไทยกลางเดือนหน้า เย้ เย้
Wednesday, October 26, 2005
แม็คออกมาใหม่ หลายตัว เยี่ยมจริงๆ
แอปเปิ้ล ออกแม็ครุ่นใหม่ออกมามาก ที่คนทั่วโลกซู้ดปากอยากได้ก็คือ PowerMac Quad ที่มี dual core CPU สองตัว เท่ากับสี่ซีพียู
สำหรับผมเฉยๆ แค่แม็ค สองซีพียูธรรมดาก็เยี่ยมอยู่แล้ว
แต่ที่อยากได้คือ PowerBook รุ่นใหม่ที่จอภาพละเอียดสูงมาก ขนาด 15" เนี่ย จอคมกว่าจอ Sony LCD 17" ที่ผมกำลังใช้อยู่ตอนนี้เสียอีก
สงสังเราจะต้องไปแคะกระปุกมาสัก ๙ หมื่นบาทในไม่ช้าแล้วละมัง
สำหรับผมเฉยๆ แค่แม็ค สองซีพียูธรรมดาก็เยี่ยมอยู่แล้ว
แต่ที่อยากได้คือ PowerBook รุ่นใหม่ที่จอภาพละเอียดสูงมาก ขนาด 15" เนี่ย จอคมกว่าจอ Sony LCD 17" ที่ผมกำลังใช้อยู่ตอนนี้เสียอีก
สงสังเราจะต้องไปแคะกระปุกมาสัก ๙ หมื่นบาทในไม่ช้าแล้วละมัง
กำลังทำงานแปลอยู่
ตอนนี้ผมรับช่วยงานแปลหนังสือภาษาอังกฤษเป็นไทยอยู่หนึ่งชิ้น ทำมาสองเดือนแล้ว คาดว่าอีกสักสี่เดือนน่าจะเสร็จ ที่ใช้คำว่าช่วยเพราะไม่ได้แปลคนเดียว มีนักวิชาการไทยช่วยกันแปลจำนวนมาก หลายสิบคน
งานนี้เนื้อหาไม่มีปัญหา สบายอยู่แล้ว แต่เสียเวลาตรงที่ต้องไปถอดคำวิสามาณยนามฝรั่งสารพัดชาติเป็นไทย แถมจะให้ตรงเกณฑ์ของราชบัณฑิตอีก งานนี้เลยอ่วม เพราะไม่มีซอฟต์แวร์ง่ายๆเข้าช่วย ต้องพลิกหนังสือคู่มือหลายเล่มกะคำพวกนั้นแต่ละคำ และในการทำงานถอดความนั้นเล่าก็ต้องใช้สมาธิในการทำงานมากทีเดียว สำนวนฝรั่งง่ายๆที่อ่านแล้วเราก็เข้าใจอยู่หรอก แต่จะถอดออกมาเป็นภาษาไทยให้สละสลวย อ่านแล้วเนียน ทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นสำนวนแบบมีกลิ่นนมเนยเนี่ย ต้องเสียเวลาแก้อยู่หลายตลบ
และที่สำคัญ งานมีแถมบังคับว่างานนี้ต้องไปใช้โปรแกรมบนวินโดวส์เอ็กซ์พีอีกต่างหาก ไม่ได้ใช้เครื่องแม็ค และขาดความสะดวกไปแยะ โชคดีที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าเป็นงาน"เพื่อชาติ" ค่าแรงน้อยก็ไม่ว่า เลยเป็นงานที่ซีเรียสแต่ไม่เครียดจนเกินไป แม้จะเสร็จงานในบางคืนหัวมึนแทบหมุน กว่าผมจะไปเข้าอาณาปาณสติกัมมัฏฐานมาแก้ก็สักพักนึงถึงจะหาย วันนี้เลยบ่นเสียหน่อยไว้เป็นหลักฐาน
ปีหน้าเป็นอย่างช้า คนทั่วไปก็จะรู้เองแหละว่าหนังสืออะไร
งานนี้เนื้อหาไม่มีปัญหา สบายอยู่แล้ว แต่เสียเวลาตรงที่ต้องไปถอดคำวิสามาณยนามฝรั่งสารพัดชาติเป็นไทย แถมจะให้ตรงเกณฑ์ของราชบัณฑิตอีก งานนี้เลยอ่วม เพราะไม่มีซอฟต์แวร์ง่ายๆเข้าช่วย ต้องพลิกหนังสือคู่มือหลายเล่มกะคำพวกนั้นแต่ละคำ และในการทำงานถอดความนั้นเล่าก็ต้องใช้สมาธิในการทำงานมากทีเดียว สำนวนฝรั่งง่ายๆที่อ่านแล้วเราก็เข้าใจอยู่หรอก แต่จะถอดออกมาเป็นภาษาไทยให้สละสลวย อ่านแล้วเนียน ทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นสำนวนแบบมีกลิ่นนมเนยเนี่ย ต้องเสียเวลาแก้อยู่หลายตลบ
และที่สำคัญ งานมีแถมบังคับว่างานนี้ต้องไปใช้โปรแกรมบนวินโดวส์เอ็กซ์พีอีกต่างหาก ไม่ได้ใช้เครื่องแม็ค และขาดความสะดวกไปแยะ โชคดีที่ตั้งใจไว้แต่แรกว่าเป็นงาน"เพื่อชาติ" ค่าแรงน้อยก็ไม่ว่า เลยเป็นงานที่ซีเรียสแต่ไม่เครียดจนเกินไป แม้จะเสร็จงานในบางคืนหัวมึนแทบหมุน กว่าผมจะไปเข้าอาณาปาณสติกัมมัฏฐานมาแก้ก็สักพักนึงถึงจะหาย วันนี้เลยบ่นเสียหน่อยไว้เป็นหลักฐาน
ปีหน้าเป็นอย่างช้า คนทั่วไปก็จะรู้เองแหละว่าหนังสืออะไร
Monday, October 24, 2005
A new Ranad album : "Khun In 2, Ranad Bangkok"

I went to B2S at Central Ladprao a couple days ago and found that Aj. Narongrit Tosa-nga just released his new Ranad & Piano album called "ขุนอิน 2 ระนาดบางกอก".
It has beeen a while since he released Khun In 1. This new album is called Khun In 2, and the northern style traditional Thai songs are very nice to listen to.
The price is not expensinve either: 189 Baht, so I felt compelled to help supportting this xylophone master and add his CD into my small collection.
His website is here : http://www.khun-in.com/
A book on Thai ancient maps: แผนที่เดินทาง

I got some books from SE-ED again. A good one I want to mention today is written by my one of my favorite writers, Mr. Michael Wright, an English gentleman who writes excellent Thai articles.
It is published in color, in good quality paper, and featured lots of Thai ancient maps.
The listed price was already like a bargained price: only 189 Baht, not even mention my SE-ED membership discount.
It is suitable for Thai bookworms who loves Thai history, archeology, or handicraft stuff.
Tuesday, October 18, 2005
สตีฟ จ๊อบส์ เป็นหน้าปกวารสารไทม์
ไม่รู้ว่าฉบับเอเชียจะลงหรือเปล่า เรื่อง How Apple does it ? จาก TIME canada.com เลยไปอ่านออนไลน์มาแล้ว เนื้อหาดีมาก
Saturday, October 15, 2005
Siang Tian : a great album of Thai symphony

This is my first attempt to post about music in my blog, Thai classical music that is.
I digged up a CD album by the great music master and composer, Prasidh Silapabanleng (1912-) to listen again last night.
I started to be bored with the like of Bach's, Vivaldi's, and other Baroques I normally listened. I have a mini stereo set and a TV on my writing desk in my home office just behind my laplop here.
Althought I stumbled on this album by chance and bought it last year, the content actually came from a life-performance which took place in 1995 in Bangkok, by the Bangkok Symphony Orchestra (BSO), and it was later produced in the CD form in 1996.
It was an excellent and great music. I can not verbally express my feeling enought of it.
Historically, Siang Tian is also interesting since could be considered his family's work of 3 generations.
The original Thai music version was an ancient second-speed one, perhaps known by Thai musicians since the Ayuthaya period, and the late great music grandmaster, Sorn Silapabanleng (better known in the royally bestowed Thai official title of "Luang Praditpairoh) composed it into a full set of Thai music.
Mr. Prasidh, or as we Thai called him Ajarn Prasidh, recomposed his dad's Thai version into a western one in the form of string quartet and later for the symphony.
(Newer generation of Thai must have known both of them through the characters depicted by the movie, The Overture (or Hom Rong, in Thai).
Executive producer of the CD as stated in the CD's cover is Mr. Prasidh's son and thus Luang Praditpairoh's grandson.
There are other excellent songs in this album, including the well known northern Thai tune called Damnern Sai (Walking along the sandy beach). The Siamese Suite is also very nice.
I do not think one can easily find this CD on sale any more. If one finds it, I think it 's worth buying to listen to and keep in one's collection.
Friday, October 14, 2005
พักผ่อนที่เขาใหญ่ และ ปากช่อง

เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน ผมและเพื่อนๆนัดพาลูกไปเที่ยวที่ปากช่อง และ เขาใหญ่ รู้สึกสบายกับอากาศบริสุทธิ์ของทุ่งหญ้าและป่าเขา
ช่วงหนึ่งในเขาใหญ่ เราไปเดินป่าราวสองชั่วโมงครึ่ง จากผากล้วยไม้ ไปเหวสุวัต ก็สนุกดี ระยะทางราว ๓ กม. เดินพอเหนื่อย เด็กๆวัยสิบขวบเนี่ยสนุกกันมาก เพื่อนผมคนนึงอุ้มลูกอายุสักสองขวบไปด้วยตลอดทาง เขาเก่งจริงๆ เดินป่านะ ไม่ได้เดินห้างในกรุงเทพฯ เพราะต้องเดินขึ้นๆลงๆ ลุยโคลน ไต่เนินดิน ลงเนิน ลอดใต้ท่อนไม้ ข้ามท่อนซุง ลอดพงหนาม มุดใต้ดงหวาย ไต่ซุงข้ามลำธาร ฯลฯ ต้องยกนิ้วให้เขา
กลับถึงโรงแรม เหนื่อยมากจริงๆ
อาหารที่อร่อยคือ วัวหัน (ขอโทษ ผมไม่ได้ทานเจ) เป็นลูกวัวย่างทั้งตัว ก่อนกินแวะไปดูที่เตา เห็นแล้วก็สงสาร ต้องปลงอนิจจังแต่พอกินเข้า ผมกับลูกต่างทานกันคนละสามจาน
ที่สนุกอีกที่คือที่ปากช่อง คือที่ ทองสมบูรณ์คลับ เป็นฟาร์มคนละสไตล์กับฟาร์มโชคชัย ที่นี่คล้ายสวนสนุกแบบลูกทุ่ง เช่นมีขี่ม้า มีรถเอทีวี (All terrain vehicle) สำหรับผู้ใหญ่และเด็กโต มี Go cart ให้ขี่ นอกจากนี้ก็มี รอกโหนตัวลงเนิน(อย่างรวดเร็ว ผมว่าน้องๆบันจี้จั๊มป์) รถเลื่อนขับลงเนิน รถกระเช้า อะไรๆอีกแยะ ถ้าไม่มีเพื่อนท้องถิ่นจัดรายการให้ คนนอกไม่มีใครรู้มากนักแน่ๆ
ลินิกส์ (หรือลินุกส์) กับอนาคตของประเทศไทย
อ่านเจอจากเว็บ http://poonlap.blogspot.com/2005/10/blog-post_09.html
ผ่าน http://linux.thai.net/planet บอกว่า หนังสือลินุกส์ภาษาไทยขายไม่ได้ คนไทยไม่ค่อยซื้อ
ผมว่าถ้างั้น ต่อๆไปมันจะค่อยๆหายไป ในความคิดของผมเรื่องนี้ดูจะเป็นความล้มเหลวทางนโยบายของรัฐ ที่ไม่ผลักดันลินุกส์เป็นโอเอสแห่งชาติ (จะมีใครบางคนโดนเอาเงินจุกปากหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) และที่สำคัญ คนไทยทั่วไปไม่เคยมีความรู้สึกที่ดีกับลินุกส์ คนที่ไม่เคยอ่านเว็บไอทีต่างประเทศ หรือข่าว หรือบล๊อกในวงการคอมฯจะไม่เข้าใจว่าลินุกส์นั้นมีพลังขนาดไหน ดีขนาดไหน ใช้แล้วรู้สึกเท่ห์แค่ไหน อย่างที่เด็กฝรั่งส่วนหนึ่งรู้สึก
จริงๆแล้วถ้าใครอยากใช้โอเอสที่คุ้มเงิน เพราะฟรีและดีก็ต้องใช้ลินุกส์ แต่ถ้าอยากใช้ของเยี่ยมก็ต้องใช้แม็ค (แต่จ่ายแพงหน่อย) แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จะใช้อะไร แค่ตามๆอื่นเขา และกะเผื่อใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายด้วย (ซึ่งอาจจะเป็นคนส่วนมาก)ก็คงจะไม่คิดอะไร ไปหาโอเอสเก่า ๓ ถึง ๕ ปีมาแล้วแอบก๊อบมาใช้อย่างวินโดวส์
ระยะหลังผมใช้แม็คโอเอสเท็นของแอปเปิ้ลที่ที่ทำงาน โดยพื้นฐานก็คือ BSD Unix ส่วนแล็ปท๊อปตัวเก่าที่ผมเรียกว่าเจ้า toaster นั้นลง WinME กับลง Slackware Linux version 10.2 รุ่นใหม่ไว้ ใช้สลับกัน ส่วน PC Pentium4 3.0E GHz ที่บ้านอีกตัวนั้นลง Linux TLE 7.0 เอาไว้ (ยังมีคอมเก่าอีกสองตัวที่บ้านที่คนในครอบครัวผมใช้ นี่นับเฉพาะที่ทำงานได้นะ ตัวที่ไม่ทำงานแล้วไม่นับ) บนเจ้าแม็คนั้นผมใช้ terminal windows เป็นประจำ และบ่อยครั้งก็ต่อไปทำงานยัง Unix servers ตัวอื่น
แต่เทียบกันแล้ว ในหนึ่งสัปดาห์ผมใช้แม็คโอเอสเท็นมากที่สุดตอนนี้ ตามมาด้วยลินุกส์กับวินโดวส์มี แบบสูสี (ไว้โอกาสหน้าจะมาบรรยายประสบการณ์การใช้ไทเกอร์ต่อไป)
ผมเห็นว่าในอนาคตอีกสักสิบปี ถ้าคนไทยส่วนหนึ่งไม่หันมาใช้ลินิกส์ให้มากพอ ประเทศไทยจะเสียเงินค่าซอฟต์แวร์แบบมหาศาล นับหมื่นล้านบาทต่อปี และนี่คือสิ่งที่น่าตกใจ พูดกันมานานหลายปี แต่ดูจะแก้ปัญหาไม่ได้เสียที
วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ผมยังไม่อยากพูดถึงผลกระทบระดับโลก โดยเฉพาะเรื่อง โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์
ผ่าน http://linux.thai.net/planet บอกว่า หนังสือลินุกส์ภาษาไทยขายไม่ได้ คนไทยไม่ค่อยซื้อ
ผมว่าถ้างั้น ต่อๆไปมันจะค่อยๆหายไป ในความคิดของผมเรื่องนี้ดูจะเป็นความล้มเหลวทางนโยบายของรัฐ ที่ไม่ผลักดันลินุกส์เป็นโอเอสแห่งชาติ (จะมีใครบางคนโดนเอาเงินจุกปากหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) และที่สำคัญ คนไทยทั่วไปไม่เคยมีความรู้สึกที่ดีกับลินุกส์ คนที่ไม่เคยอ่านเว็บไอทีต่างประเทศ หรือข่าว หรือบล๊อกในวงการคอมฯจะไม่เข้าใจว่าลินุกส์นั้นมีพลังขนาดไหน ดีขนาดไหน ใช้แล้วรู้สึกเท่ห์แค่ไหน อย่างที่เด็กฝรั่งส่วนหนึ่งรู้สึก
จริงๆแล้วถ้าใครอยากใช้โอเอสที่คุ้มเงิน เพราะฟรีและดีก็ต้องใช้ลินุกส์ แต่ถ้าอยากใช้ของเยี่ยมก็ต้องใช้แม็ค (แต่จ่ายแพงหน่อย) แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จะใช้อะไร แค่ตามๆอื่นเขา และกะเผื่อใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมายด้วย (ซึ่งอาจจะเป็นคนส่วนมาก)ก็คงจะไม่คิดอะไร ไปหาโอเอสเก่า ๓ ถึง ๕ ปีมาแล้วแอบก๊อบมาใช้อย่างวินโดวส์
ระยะหลังผมใช้แม็คโอเอสเท็นของแอปเปิ้ลที่ที่ทำงาน โดยพื้นฐานก็คือ BSD Unix ส่วนแล็ปท๊อปตัวเก่าที่ผมเรียกว่าเจ้า toaster นั้นลง WinME กับลง Slackware Linux version 10.2 รุ่นใหม่ไว้ ใช้สลับกัน ส่วน PC Pentium4 3.0E GHz ที่บ้านอีกตัวนั้นลง Linux TLE 7.0 เอาไว้ (ยังมีคอมเก่าอีกสองตัวที่บ้านที่คนในครอบครัวผมใช้ นี่นับเฉพาะที่ทำงานได้นะ ตัวที่ไม่ทำงานแล้วไม่นับ) บนเจ้าแม็คนั้นผมใช้ terminal windows เป็นประจำ และบ่อยครั้งก็ต่อไปทำงานยัง Unix servers ตัวอื่น
แต่เทียบกันแล้ว ในหนึ่งสัปดาห์ผมใช้แม็คโอเอสเท็นมากที่สุดตอนนี้ ตามมาด้วยลินุกส์กับวินโดวส์มี แบบสูสี (ไว้โอกาสหน้าจะมาบรรยายประสบการณ์การใช้ไทเกอร์ต่อไป)
ผมเห็นว่าในอนาคตอีกสักสิบปี ถ้าคนไทยส่วนหนึ่งไม่หันมาใช้ลินิกส์ให้มากพอ ประเทศไทยจะเสียเงินค่าซอฟต์แวร์แบบมหาศาล นับหมื่นล้านบาทต่อปี และนี่คือสิ่งที่น่าตกใจ พูดกันมานานหลายปี แต่ดูจะแก้ปัญหาไม่ได้เสียที
วันนี้เอาแค่นี้ก่อน ผมยังไม่อยากพูดถึงผลกระทบระดับโลก โดยเฉพาะเรื่อง โอเพ่นซอร์สซอฟต์แวร์
Thursday, October 13, 2005
แผ่นดินไหวที่แคชเมียร์ในปากีสถานและอินเดีย
เมื่อสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมามีจังค์เมล์จากเพื่อนส่งต่อให้เพื่อนกันว่อนไปทั่วเมืองไทย กรณีมีคำทำนายที่เว็บหนึ่งบอกว่าจะมีเหตุเภทภัยต่างๆที่กรุงเทพฯ คล้ายนิวออร์ลีนส์ กับจะมีสึนามิเกิดซ้ำอีก จำไม่ได้ว่าทายไปรวมถึงแผ่นดินไหวหรือเปล่า กลายเป็นข่างลือกันแซดไปทั่วเมือง จนรายการทีวีอย่างของคุณสรยุทธ์ก็ยังเชิญผู้เชี่ยวชาญต่างๆไปออกทีวี
ต่อมาก็พอดีมีเหตุแผ่นดินไหว ที่มีคนตายมากที่แคชเมียร์ในปากีสถานและอินเดีย ก็ทำให้เกิดประเด็นมาถกกันว่าจะเกิดอันตรายที่กรุงเทพฯได้หรือไม่ ก็ไปออกรายการกันอีก
ผมฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญดูและใช้ความรู้สึกตนเองก็เห็นว่า แผ่นดินไหวรุนแรงในไทยน่าจะเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสน้อย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ว่า เมื่อไร จะเจอแจ้คพ็อตแค่นั้นเอง ตึกในกรุงเทพฯส่วนมากสร้างไม่ได้มาตราฐาน ในส่วนตัวผมเองนั้นตั้งใจไว้เลยมาเป็นสิบปีแล้วว่าไม่ซื้อคอนโดเด็ดขาด อยู่แต่บ้านเดี่ยว ยังไงๆถ้าเกิดแผ่นดินไหวบ้านพังก็ยังมีที่ดินอยู่ ถ้าจะอยู่คอนโดก็ต้องผมออกแบบเองและคุมการสร้างเองตามสเป็คของผมเท่านั้น คนอื่นสร้างนั้นคิดว่าไว้ใจไม่ได้ ส่วนเรื่องเขื่อนที่เมืองกาญจน์หรือทางเหนือก็เช่นกัน เปลือกโลกเคลื่อนตลอดเวลา ไม่ได้อยู่นิ่งๆ พอถึงวันหนึ่งความเครียดมีมากพอมันก็อาจจะมาสักที แต่ไม่รู้เมื่อไร
ต่อมาก็พอดีมีเหตุแผ่นดินไหว ที่มีคนตายมากที่แคชเมียร์ในปากีสถานและอินเดีย ก็ทำให้เกิดประเด็นมาถกกันว่าจะเกิดอันตรายที่กรุงเทพฯได้หรือไม่ ก็ไปออกรายการกันอีก
ผมฟังความเห็นผู้เชี่ยวชาญดูและใช้ความรู้สึกตนเองก็เห็นว่า แผ่นดินไหวรุนแรงในไทยน่าจะเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสน้อย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ว่า เมื่อไร จะเจอแจ้คพ็อตแค่นั้นเอง ตึกในกรุงเทพฯส่วนมากสร้างไม่ได้มาตราฐาน ในส่วนตัวผมเองนั้นตั้งใจไว้เลยมาเป็นสิบปีแล้วว่าไม่ซื้อคอนโดเด็ดขาด อยู่แต่บ้านเดี่ยว ยังไงๆถ้าเกิดแผ่นดินไหวบ้านพังก็ยังมีที่ดินอยู่ ถ้าจะอยู่คอนโดก็ต้องผมออกแบบเองและคุมการสร้างเองตามสเป็คของผมเท่านั้น คนอื่นสร้างนั้นคิดว่าไว้ใจไม่ได้ ส่วนเรื่องเขื่อนที่เมืองกาญจน์หรือทางเหนือก็เช่นกัน เปลือกโลกเคลื่อนตลอดเวลา ไม่ได้อยู่นิ่งๆ พอถึงวันหนึ่งความเครียดมีมากพอมันก็อาจจะมาสักที แต่ไม่รู้เมื่อไร
Wednesday, October 05, 2005
A lot of fallen trees along Kampangpetch 2 Road
I just passed Kampangpetch 2 Road this morning and feel saddened when I saw that dozens of medium size trees along the green road were either uprooted or badly tilted by the strong wind during a very strong thunder storm just two nights before. That might be one of the strongest thunder storms and rains for Bangkok this year. I had wished that this road would be a scenic road and nice to drive. Too bad that the fallen trees were due to the way they were planted: using medium size ones to plant with the main roots cut. I hope BMA replanted new trees to replace those fallen ones.
Slipped-through advertisement via Thai local cables, UBC
I just noticed only recently and wondered why there were international advertisements which slipped thru between programs in western TV channels. Now I understand why. I think it is O.K. to let they go through. Previously, there were Thai boring information pages inserted. Foreign ads are not as boring as those.
Tuesday, October 04, 2005
Thailand Shopping Street : Good or Bad ?
Two nights ago I read a Thai magazine, Brandage, featuring several articles on the emerging Thailand shopping street, a straight line under the SkyTrain from the Emporium in Sukhumvit Road through Kasorn Plaza, Amarin Plaza, Central World Trade Center, onward to Siam Paragon (about to be openned in few months ahead), Siam Center, Siam Discovery Center, MBK Center, Siam Square on Rama I Road. The combined shopping areas, totalling about 2 million square meters, would soon create a world's shopping paradise for international shoppers and potentially earn billions of dollars in income for the country.
However, I think if those would drain a lot of money from Thai shoppers, or to convert more of the Thai younger generation into an even more materialistic, expensive brand-name only shoppers, that would be devastating for future Thailand in the long run.
Personally, I do not use brand name items and think those have very low performance/price ratio. They are not noteworthy for me.
However, I think if those would drain a lot of money from Thai shoppers, or to convert more of the Thai younger generation into an even more materialistic, expensive brand-name only shoppers, that would be devastating for future Thailand in the long run.
Personally, I do not use brand name items and think those have very low performance/price ratio. They are not noteworthy for me.
Tuesday, September 27, 2005
สัมภาษณ์ คนที่ริเริ่มทำ วิกิพีเดีย จิมมี่ เวลส์ (Jimmy Wales)
ผมอ่านบทสัมภาษณ์แล้วชอบมาก ได้ความคิดหลายอย่างที่ทบทวนแวะเวียนเข้ามา
อย่างแรก เยาวชน บรรดาคนที่เป็นคนรักความรู้ จะสามารถเพิ่มพูนความรู้ให้กับคนอื่นในสังคมผ่านอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าคนในวัยอื่นๆ(เช่นคนทำงาน คนวัยกลางคน อาจจะไม่นับนักวิชาการบางคน)
อย่างผมตอนนี้ก็ไม่มีเวลาไปเขียนให้วิกิพีเดีย เพราะลำพังงานตัวเองก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว ในเมืองนอก โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาวฝรั่ง เขาอุทิศตัวสร้างความรู้และทรัพยากรให้กับอินเทอร์เน็ตมากทีเดียว ของไทยดูจะมีน้อยมากๆ
อย่างที่สอง เรื่องประชาคม ที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน อาจจะมีวัตถุประสงค์สร้างอะไรบางอย่างเพื่อสังคมร่วมกัน อย่างนั้นเป็นต้น การมีอินเทอร์เน็ตทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะมีใครเริ่มประชาคมต่างๆขึ้นมาหรือไม่ อย่างเช่น กลุ่มคนที่อาจจะสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือรีไซเคิลในเมืองไทย ถ้ามีการสร้างฟอรัมออนไลน์ขึ้นมา ก็จะเป็นการระดมสมอง และผลักดันประเด็นต่างๆไปสู่สังคมได้
อย่างที่สาม คนที่เป็นนักอ่านนั้น มีโอกาสและความรู้พอที่จะทำอะไรเพื่อสังคมได้มาก เมื่อเขาหยุดพักเพื่อคิดแล้ว แล้วตัดสินใจลงมือทำทันที (คงจะมีโอกาสมากกว่านักแซตหรือนักเล่นเกมส์อย่างเดียวแน่ๆ) ถ้าหนอนหนังสือไทย หันมาสร้างความรู้ไว้บนอินเทอร์เน็ตมากขึ้นก็จะดี
ไม่รู้จะมีคนอ่านความเห็นนี้แล้วเอาไปทำมากแค่ไหน แต่แม้จะคนเดียว(ผมอาจจะทำเอง หลังโดนตัวเองกระตุ้นใหม่นี่) ก็น่าจะทำให้อะไรดีขึ้นบ้าง
อย่างแรก เยาวชน บรรดาคนที่เป็นคนรักความรู้ จะสามารถเพิ่มพูนความรู้ให้กับคนอื่นในสังคมผ่านอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าคนในวัยอื่นๆ(เช่นคนทำงาน คนวัยกลางคน อาจจะไม่นับนักวิชาการบางคน)
อย่างผมตอนนี้ก็ไม่มีเวลาไปเขียนให้วิกิพีเดีย เพราะลำพังงานตัวเองก็จะไปไม่รอดอยู่แล้ว ในเมืองนอก โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มสาวฝรั่ง เขาอุทิศตัวสร้างความรู้และทรัพยากรให้กับอินเทอร์เน็ตมากทีเดียว ของไทยดูจะมีน้อยมากๆ
อย่างที่สอง เรื่องประชาคม ที่มีความสนใจในสิ่งเดียวกัน อาจจะมีวัตถุประสงค์สร้างอะไรบางอย่างเพื่อสังคมร่วมกัน อย่างนั้นเป็นต้น การมีอินเทอร์เน็ตทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ ปัญหาอยู่ที่ว่าจะมีใครเริ่มประชาคมต่างๆขึ้นมาหรือไม่ อย่างเช่น กลุ่มคนที่อาจจะสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือรีไซเคิลในเมืองไทย ถ้ามีการสร้างฟอรัมออนไลน์ขึ้นมา ก็จะเป็นการระดมสมอง และผลักดันประเด็นต่างๆไปสู่สังคมได้
อย่างที่สาม คนที่เป็นนักอ่านนั้น มีโอกาสและความรู้พอที่จะทำอะไรเพื่อสังคมได้มาก เมื่อเขาหยุดพักเพื่อคิดแล้ว แล้วตัดสินใจลงมือทำทันที (คงจะมีโอกาสมากกว่านักแซตหรือนักเล่นเกมส์อย่างเดียวแน่ๆ) ถ้าหนอนหนังสือไทย หันมาสร้างความรู้ไว้บนอินเทอร์เน็ตมากขึ้นก็จะดี
ไม่รู้จะมีคนอ่านความเห็นนี้แล้วเอาไปทำมากแค่ไหน แต่แม้จะคนเดียว(ผมอาจจะทำเอง หลังโดนตัวเองกระตุ้นใหม่นี่) ก็น่าจะทำให้อะไรดีขึ้นบ้าง
Monday, September 26, 2005
My one year anniversary of Vipassana lesson
ผมเรียนวิปัสสนาขั้นต้นมาได้ครบปีหนึ่งแล้วละมัง หลังจากไปกราบนมัสการหลวงพ่อปราโมทย์ที่กาญจนบุรีปีที่แล้วมาสองครั้ง คือในปี พ.ศ. ๒๕๔๗
หลายปีก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้ว่าวิปัสสนาสำคัญอย่างไรในทางพุทธศาสนา เพราะฝึกมาแต่สมถะ ซึ่งก็คงจะทำมาอย่างน้อย ๘ ปีแล้วละมัง ผมชอบเข้าสมาธิและให้จิตใจสงบ เป็นการหลบความวุ่นวายของโลก และความเครียดในเรื่องต่างๆในอดีต
ผมเคยไปเรียนที่วัดอัมพวันของหลวงพ่อจรัญที่สิงห์บุรีมา ๓ ครั้ง ครั้งแรก ๗ วัน ในปีต่อๆมา ครั้งต่อๆมาแค่ ๓ วัน แล้วก็ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้ว เพราะวัดนั้นคนเข้าแยะมาก เลยปล่อยพื้นที่ไว้สำหรับคนเริ่มใหม่ก็แล้วกัน
แต่ก็ปฏิบัติสมถะภาวนามาเป็นครั้งคราว หลังๆนี่ผมเข้าไม่ได้ฌาณเท่าไร แต่อย่างไรก็คิดว่าตนเองชอบรู้กาย ใฝ่ในทางกายานุปัสสนา ยุบหนอพองหนอก็สงบดี แต่ต่อมากลับไปรู้ลมหายใจแทน ตามแบบมหาสติปัฏฐานสูตรและหลวงพ่อฤาษีลิงดำสอน(ในหนังสือที่ถอดเทปของท่าน)
ตอนแรกที่เพื่อนรุ่นน้องผมเอาหนังสือของหลวงพ่อปราโมทย์มาให้เมื่อต้นปีที่แล้วนั้น กว่าผมจะเริ่มอ่านก็ดองไว้หลายเดือน แต่ครั้งอ่านแล้วก็วางไม่ลงต้องอ่านจนจบภายใน ๒ วัน
จากนั้นก็อ่านอีกหลายรอบ และตามมาด้วยความศรัทธาหลวงพ่อ
อยากจะไปกราบนมัสการท่าน และตั้งใจจะแค่ไปทำบุญโดยอามิสบูชาเป็นหลัก รู้อยู่ก่อนเหมือนกันว่าท่านจะสอนธรรมะ แต่ไม่คิดมาก่อนว่าท่านจะสอนวิปัสสนาให้คนเมืองได้ทำกันได้
กลายมาเป็นผมทำปฏิบัติบูชาตามคำสองของท่านในรอบปีที่ผ่านมา
วิธีทำก็ไม่ยาก ตามรู้จิตใจเราไปเรื่อยๆ รู้ว่าตอนนี้อารมณ์หรือเวทนาเราเป็นอย่างไร สูขหรือทุกข์ มีกิเลสอะไรบ้าง ไปรับรู้อะไรบ้าง
แบบนี้ท่านสอนว่าคือมีสัมมาสติ บางครั้งผมสวดมนต์ผมยังนึกเห็นตัวผมเองนั่งสวดอยู่ ขณะที่คล้ายกับมีตัวอีกตัวหนึ่งยืนหรือนั่งดูข้างๆ ได้เริ่มเข้าใจว่า กายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา ผู้รู้ไม่ใช่เรา
หนึ่งปีแล้วยังไม่ได้กลับไปกราบหลวงพ่ออีก กลัวหลวงพ่อสแกนจิตผมอีก รู้สึกละอายใจที่คราวแรกสุดเคยไปคิดอะไรนอกคอกไว้ เพราะรู้ว่าคุมจิตใจตนเองไม่ได้ ฟุ้งซ่านมากในปีที่แล้ว หลวงพ่อท่านก็รู้และมีเมตตาสอนเป็นอย่างดี
หนึ่งปีที่ผ่านมา ก็ฟังซีดีที่ท่านสอนมาตลอด แผ่นหนึ่งก็หลายเที่ยวแล้ว
ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความก้าวหน้าพอจะไปหรือยัง คิดว่าถ้าจะไปกราบหลวงพ่อ ก็คงจะเหมือนเดิมคือตั้งใจจะไปทำบุญกับท่าน อยากจะไปช่วยลงเงินในการเผยแผ่ธรรมะของหลวงพ่อ แต่เรื่องปัญหานั้น ผมยังไม่มีคำถามอะไรที่จะไปถามท่านอีกในตอนนี้
คงจะพยายามตามรู้จิต ตามรู้กายไปเรื่อยๆ
หลายปีก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้ว่าวิปัสสนาสำคัญอย่างไรในทางพุทธศาสนา เพราะฝึกมาแต่สมถะ ซึ่งก็คงจะทำมาอย่างน้อย ๘ ปีแล้วละมัง ผมชอบเข้าสมาธิและให้จิตใจสงบ เป็นการหลบความวุ่นวายของโลก และความเครียดในเรื่องต่างๆในอดีต
ผมเคยไปเรียนที่วัดอัมพวันของหลวงพ่อจรัญที่สิงห์บุรีมา ๓ ครั้ง ครั้งแรก ๗ วัน ในปีต่อๆมา ครั้งต่อๆมาแค่ ๓ วัน แล้วก็ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้ว เพราะวัดนั้นคนเข้าแยะมาก เลยปล่อยพื้นที่ไว้สำหรับคนเริ่มใหม่ก็แล้วกัน
แต่ก็ปฏิบัติสมถะภาวนามาเป็นครั้งคราว หลังๆนี่ผมเข้าไม่ได้ฌาณเท่าไร แต่อย่างไรก็คิดว่าตนเองชอบรู้กาย ใฝ่ในทางกายานุปัสสนา ยุบหนอพองหนอก็สงบดี แต่ต่อมากลับไปรู้ลมหายใจแทน ตามแบบมหาสติปัฏฐานสูตรและหลวงพ่อฤาษีลิงดำสอน(ในหนังสือที่ถอดเทปของท่าน)
ตอนแรกที่เพื่อนรุ่นน้องผมเอาหนังสือของหลวงพ่อปราโมทย์มาให้เมื่อต้นปีที่แล้วนั้น กว่าผมจะเริ่มอ่านก็ดองไว้หลายเดือน แต่ครั้งอ่านแล้วก็วางไม่ลงต้องอ่านจนจบภายใน ๒ วัน
จากนั้นก็อ่านอีกหลายรอบ และตามมาด้วยความศรัทธาหลวงพ่อ
อยากจะไปกราบนมัสการท่าน และตั้งใจจะแค่ไปทำบุญโดยอามิสบูชาเป็นหลัก รู้อยู่ก่อนเหมือนกันว่าท่านจะสอนธรรมะ แต่ไม่คิดมาก่อนว่าท่านจะสอนวิปัสสนาให้คนเมืองได้ทำกันได้
กลายมาเป็นผมทำปฏิบัติบูชาตามคำสองของท่านในรอบปีที่ผ่านมา
วิธีทำก็ไม่ยาก ตามรู้จิตใจเราไปเรื่อยๆ รู้ว่าตอนนี้อารมณ์หรือเวทนาเราเป็นอย่างไร สูขหรือทุกข์ มีกิเลสอะไรบ้าง ไปรับรู้อะไรบ้าง
แบบนี้ท่านสอนว่าคือมีสัมมาสติ บางครั้งผมสวดมนต์ผมยังนึกเห็นตัวผมเองนั่งสวดอยู่ ขณะที่คล้ายกับมีตัวอีกตัวหนึ่งยืนหรือนั่งดูข้างๆ ได้เริ่มเข้าใจว่า กายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา ผู้รู้ไม่ใช่เรา
หนึ่งปีแล้วยังไม่ได้กลับไปกราบหลวงพ่ออีก กลัวหลวงพ่อสแกนจิตผมอีก รู้สึกละอายใจที่คราวแรกสุดเคยไปคิดอะไรนอกคอกไว้ เพราะรู้ว่าคุมจิตใจตนเองไม่ได้ ฟุ้งซ่านมากในปีที่แล้ว หลวงพ่อท่านก็รู้และมีเมตตาสอนเป็นอย่างดี
หนึ่งปีที่ผ่านมา ก็ฟังซีดีที่ท่านสอนมาตลอด แผ่นหนึ่งก็หลายเที่ยวแล้ว
ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความก้าวหน้าพอจะไปหรือยัง คิดว่าถ้าจะไปกราบหลวงพ่อ ก็คงจะเหมือนเดิมคือตั้งใจจะไปทำบุญกับท่าน อยากจะไปช่วยลงเงินในการเผยแผ่ธรรมะของหลวงพ่อ แต่เรื่องปัญหานั้น ผมยังไม่มีคำถามอะไรที่จะไปถามท่านอีกในตอนนี้
คงจะพยายามตามรู้จิต ตามรู้กายไปเรื่อยๆ
Tuesday, September 20, 2005
Car and fuel price in Thailand
Earlier this year, it looked like to be another great year for cars' companies in Thailand. Motor sales had been up, until a recent surge in oil price slowed them down. Until 6 months ago, one of hot sale cars is a "SUV" (not really a SUV, but legally a modified pick-up truck) from Toyota called Fortuner, at 3000 vehicles per month. It 's said to be assembled in the Philippines. Its gasoline engine version uses a 6 cylinder 2.7 liter engine which sure to suck up fuel real fast. A diesel version use a 3.0 liter engine and cost more : but people were in a waiting list for 3 month before getting it. I suppose by this time, due to high oil price, their sale must have been cooled down.
I read from Business Week magazine yesterday: an article said that with current technology, car companies can squeeze the fuel effiency to save up to 30% more. Perhaps I should wait at least a year or two before buying a new generation of more fuel-efficient car. I believe car companies, in response to more customers who will want to save money on fuel, will start churning them out from assembly lines in about 2 years.
I read from Business Week magazine yesterday: an article said that with current technology, car companies can squeeze the fuel effiency to save up to 30% more. Perhaps I should wait at least a year or two before buying a new generation of more fuel-efficient car. I believe car companies, in response to more customers who will want to save money on fuel, will start churning them out from assembly lines in about 2 years.
Sunday, September 18, 2005
ลาก่อน คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ผมซื้อ
เมื่อเสาร์วานนี้ ผมรวบรวมของเก่าบางส่วนที่บ้าน เพื่อไปบริจาคให้วัดสวนแก้ว ที่หลวงพ่อพยอม กัลยาโณ เป็นเจ้าอาวาส ในบรรดาของที่บริจาคให้ไปนั้น ที่ค่อนข้างจะอาลัยเล็กน้อย ก็คือ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ผมซื้อ
ผมซื้อเจ้าเครื่องนี้เมื่อ ๒๐ ปีก่อน เป็นเครื่อง 80286 ชนิด 8/16 bit ยี่ห้อ Wyse มีความจำ 256K ฮาร์ดดิสก์ 20 MB (เทียบกับเครื่อง Mac ผมตอนนี้ 2 GB RAM สองซีพียู G5 64 bit ฮาร์ดดิสก์ 160 GB ผิดกันแยะ) ตอนเรียนเอกอยู่ อุตส่าห์เก็บเงินซื้อ รวมก็คงจะตกสามพันเหรียญได้ละมัง
เรียนพิมพ์สัมผัสก็จากเครื่องนี้ ใช้พิมพ์ thesis ด้วยเครื่องนี้ ตอนเรียนจบก็ยังแพ็คลงเรือกลับมาจากอเมริกา เอามาให้ลูกศิษย์ใช้ในห้องแล็บที่กรุงเทพฯอยู่หลายปี ก่อนจะไวรัสเล่นงาน และไม่ได้ใช้มาสิบกว่าปีแล้ว กระนั้นก็ยังเก็บไว้เป็นที่ระลึก มาคราวนี้ตัดใจบริจาคไปเสีย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้อยากจะเป็นไว้เป็นของโบราณ แต่คราวนี้เปลี่ยนใจ หลังมาทำวิปัสนามาบ่อยขึ้น
หวังใจว่าคนคงจะเอาไปรีไซเคิล น่าจะเป็นประโยชน์กว่าเก็บไว้ เพราะเครื่องรุ่นเก่าโลหะหนามาก (มอร์นิเตอร์เก่าน่ะทิ้งไปนานแล้ว)
ที่ตัดใจได้ เพราะเห็นตามพุทธโอวาสว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา และยิ่งมาประจวบกับช่วงนี้เป็นครบรอบที่สำคัญในทางส่วนตัว ผมก็ยิ่งเห็นสมควรเลิกยึดติดในวัตถุภายนอก ไม่อยากเสียดายอะไรอีก บริจาคไปเสีย ยังได้บุญ ดีกว่าขายเองไปกับซาเล้ง
วันนั้นขับรถเก๋งขนของไปวัดเอง ไปกลับ ก็ ช.ม. ครึ่ง กะว่าราวๆ ๗๐ กม. คงเป็นค่าน้ำมันเสีย ๒๐๐ บาท ถือว่าทำบุญ ได้หนังสือของหลวงพ่อมาอ่านสองเล่ม กะโปสเตอร์เตือนสติเล็กๆมาให้ลูก
ผมซื้อเจ้าเครื่องนี้เมื่อ ๒๐ ปีก่อน เป็นเครื่อง 80286 ชนิด 8/16 bit ยี่ห้อ Wyse มีความจำ 256K ฮาร์ดดิสก์ 20 MB (เทียบกับเครื่อง Mac ผมตอนนี้ 2 GB RAM สองซีพียู G5 64 bit ฮาร์ดดิสก์ 160 GB ผิดกันแยะ) ตอนเรียนเอกอยู่ อุตส่าห์เก็บเงินซื้อ รวมก็คงจะตกสามพันเหรียญได้ละมัง
เรียนพิมพ์สัมผัสก็จากเครื่องนี้ ใช้พิมพ์ thesis ด้วยเครื่องนี้ ตอนเรียนจบก็ยังแพ็คลงเรือกลับมาจากอเมริกา เอามาให้ลูกศิษย์ใช้ในห้องแล็บที่กรุงเทพฯอยู่หลายปี ก่อนจะไวรัสเล่นงาน และไม่ได้ใช้มาสิบกว่าปีแล้ว กระนั้นก็ยังเก็บไว้เป็นที่ระลึก มาคราวนี้ตัดใจบริจาคไปเสีย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้อยากจะเป็นไว้เป็นของโบราณ แต่คราวนี้เปลี่ยนใจ หลังมาทำวิปัสนามาบ่อยขึ้น
หวังใจว่าคนคงจะเอาไปรีไซเคิล น่าจะเป็นประโยชน์กว่าเก็บไว้ เพราะเครื่องรุ่นเก่าโลหะหนามาก (มอร์นิเตอร์เก่าน่ะทิ้งไปนานแล้ว)
ที่ตัดใจได้ เพราะเห็นตามพุทธโอวาสว่า สังขารทั้งหลายย่อมมีการเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา และยิ่งมาประจวบกับช่วงนี้เป็นครบรอบที่สำคัญในทางส่วนตัว ผมก็ยิ่งเห็นสมควรเลิกยึดติดในวัตถุภายนอก ไม่อยากเสียดายอะไรอีก บริจาคไปเสีย ยังได้บุญ ดีกว่าขายเองไปกับซาเล้ง
วันนั้นขับรถเก๋งขนของไปวัดเอง ไปกลับ ก็ ช.ม. ครึ่ง กะว่าราวๆ ๗๐ กม. คงเป็นค่าน้ำมันเสีย ๒๐๐ บาท ถือว่าทำบุญ ได้หนังสือของหลวงพ่อมาอ่านสองเล่ม กะโปสเตอร์เตือนสติเล็กๆมาให้ลูก
Tuesday, September 13, 2005
I 've got Thailand's new chip-embedded e-passport
Recently I just went to MFA 's Consular Department at Chang Wattana road to applied for a new passort. Now all the newly issued Thailand passports would be e-passports, which means they are embedded with an electronic security chip. I heard Thailand was the first country in Asia to use this technology. These new passports will be valid for only 5 years, and are not renewable, in other words, only new passports will be issued. I guess that the chips probably use one-way encryption algorithm. Facial figure and finger prints would be kept in the chip inside the passport book as well for automatic immigration processing at Thailand's port of entry / exit.
When I went to the Consular Department in one mid morning, I had to take a wait in a line and later getting a queue slip with printed number on it (mine was almost 600) : the print out also indicated that there was a long queue of 300 people waiting before me. I then had to proceed to wait in a waiting lounge for about 2 hr to wait for my turn. By the way, now only a citizen ID is needed, no other document required. Once it 's my turn to contact an officer inside, there are 2 dozens of kiosks for simutaneous processing of many applications, it took only a few minutes to finish my electronic application, online criminal background check, and authorization. First the lady swiped my citizen ID card in, and download all my information from the Ministry of Interior 's database, including my old picture. The only time consuming step was a few repetitive fingers' scans. I also was taken a picture by a digital camera and the image would then be printed in the new passport. After the some 10 minutes or so session, I then paid 1000 Baht for the fee and came out. The passport would be ready for pick up in only 2 days.
When I went to the Consular Department in one mid morning, I had to take a wait in a line and later getting a queue slip with printed number on it (mine was almost 600) : the print out also indicated that there was a long queue of 300 people waiting before me. I then had to proceed to wait in a waiting lounge for about 2 hr to wait for my turn. By the way, now only a citizen ID is needed, no other document required. Once it 's my turn to contact an officer inside, there are 2 dozens of kiosks for simutaneous processing of many applications, it took only a few minutes to finish my electronic application, online criminal background check, and authorization. First the lady swiped my citizen ID card in, and download all my information from the Ministry of Interior 's database, including my old picture. The only time consuming step was a few repetitive fingers' scans. I also was taken a picture by a digital camera and the image would then be printed in the new passport. After the some 10 minutes or so session, I then paid 1000 Baht for the fee and came out. The passport would be ready for pick up in only 2 days.
Thursday, September 08, 2005
ผังความคิด หรือ มายด์แม็ป mind map
อาทิตย์ที่แล้วที่ทำงานผมมีการสัมมนา เพื่อพัฒนาองค์กร ได้ไปเชิญ อจ.ธัญญา ผลอนันต์ มาอบรมเรื่อง มายด์แม็ป (Mind map) ความจริงผมเคยอ่านหนังสือของท่านมาแล้วหลายปีก่อน
ลองๆดูแต่ก็ไม่ได้ใช้เท่าไร ทั้งๆที่รู้ว่ามีประโยชน์ ได้อบรมกับตัวจริงก็เป็นการทบทวนอีกครั้ง ได้ประโยชน์ดี คงจะได้ใช้ละทีนี้
อีกสองสามวันต่อมา มติชนลงเป็นสกูป อาจารย์บอกว่าปีนี้ดูท่าจะเปิดได้ถึง ๒๐๐ หลักสูตร เห็นได้ชัดว่า รู้จักกันมากขึ้น แม้ใน โรงเรียนประถมก็มีเรียนตอนนี้
ลองๆดูแต่ก็ไม่ได้ใช้เท่าไร ทั้งๆที่รู้ว่ามีประโยชน์ ได้อบรมกับตัวจริงก็เป็นการทบทวนอีกครั้ง ได้ประโยชน์ดี คงจะได้ใช้ละทีนี้
อีกสองสามวันต่อมา มติชนลงเป็นสกูป อาจารย์บอกว่าปีนี้ดูท่าจะเปิดได้ถึง ๒๐๐ หลักสูตร เห็นได้ชัดว่า รู้จักกันมากขึ้น แม้ใน โรงเรียนประถมก็มีเรียนตอนนี้
Subscribe to:
Posts (Atom)