เมื่อวานขับรถกลับบ้านตอนเที่ยง เพื่อไปทรานส์เฟอร์ข้อมูล จาก คอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ประมวลผล ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ มาใส่โน้ตบุ้ค โดยต่อผ่าน ADSL ที่บ้าน ขนาดข้อมูลเป็น GB เพราะไม่สามารถทำงานผ่านเครือข่ายของมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากมีการจำกัดโควต้าเหมือนผู้ใช้ทั่วไป และเราไม่ได้ขอสิทธิพิเศษเอาไว้
พวกเราหัวเราะกัน เพราะว่าเป็นการทรานส์เฟอร์ไฟล์แบบโลว์เทค ผมต้องขับรถไปเอาข้อมูล แต่จริงๆเป็นแค่กึ่งโลว์เทค เพราะจากบ้าน ก็ต้องใช้ secure copy นั่นแหละ ไม่ได้ขับรถไปเอาที่ปทุมธานี
ได้ดาต้ามาแล้วก็ใส่ทัมบ์ไดรฟไปให้ผู้ช่วย parse ต่อ
ปกิณกะ ไทย I posted about interesting items information I found, write my views on books I read, education, science and technology, Buddhism and meditation, economic and business, music, and movies, country and rural development. Articles are in English or Thai.
Friday, September 11, 2009
Saturday, September 05, 2009
เลือกต้ัง(กรรมการสมาคม)น่าเบื่อ แต่ก็ต้องทำ
ผมเพิ่งลงบัตรเลือกตั้งกรรมการสมาคมฯ สำหรับสมัยต่อไป คงจะเมล์ไปพรุ่งนี้ เป็นอะไรที่ทำบ่อยมาก ทุกสองปีทำครั้งหนึ่ง แต่ก็ทำไมตัวผมรู้สึกเหมือนว่าผมทำมาเป็นสิบครั้งได้แล้ว จนรู้สึกเบื่อกับรูปแบบ ตอนแรกคิดว่าจะไม่ลงคะแนนละ ไม่เห็นมีข้อมูลอะไรเท่าไร แต่คิดๆไป ก็ตัดสินใจว่า ต้องลงคะแนน เขาให้ลงคะแนนเลือกกรรมการ ๒๐ คน แต่ผมเลือกไปสี่ห้าคนเอง
เหตุผลก็คือว่า อ่านดูแล้ว สมุดประมวลประวัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่มากเพียงพอ หลายๆท่านไม่ได้ให้วิสัยทัศน์อะไรเลย คงคิดเอาว่ารู้จักชื่อแซ่คุ้นกันดีอยู่แล้ว และก็มีบางท่านเขียนวิสัยทัศน์มาอย่างกับว่าไม่เคยรู้เลยว่าสมาคมทำอะไรกันมั่งในแต่ละปี เขียนมางั้นๆสักแต่ว่าเขียน ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบ ดังนั้น เมื่อท่านใดไม่ได้ให้วิสัยทัศน์อะไรเลย ผมก็ไม่ลงคะแนนให้ แม้ว่าบางท่านผมจะคุ้นเคย หรือ เคยได้ยินชื่อเสียงมาก็ตาม
อีกอย่างที่ผมเห็นว่าขาดไปก็คือ ข้อมูลอะไรบางอย่างที่จะให้คนเลือกตั้งได้ทราบ ในเรื่องความสนใจส่วนตัว ทักษะส่วนตัว งานอดิเรกส่วนตัว เว็บไซต์ส่วนตัว และในเรื่องคุณธรรม เรื่องหลังสุดนี้ ความจริงเป็นเรื่องยากสุดๆที่จะให้มีข้อมูลออกมา แต่การเลือกต้ังทุกระดับในประเทศไทยไม่ได้เลือกคน
โดยดูที่คุณธรรม ตั้งแต่สมาคม ยันระดับชาติ จนเลือกสมาชิกสภาผู้(ทุศีลและไม่)มีเกียรติ ประชาชนไม่ได้เลือกคนที่คุณธรรม เพราะไม่มีข้อมูลด้านนี้ บ้านเมืองไทยมันถึงยุ่งๆกันทุกวันนี้ เพราะเลือกตั้งเอาแต่วุฒิการศึกษา แต่ไม่ได้รู้ว่า คุณธรรมระดับสูงแค่ไหน มันทำให้ทุกอย่างเสียหมด ส่วนเรื่องการศึกษาเอง ก็ไม่ได้บอกอะไรมาก ผมมีเพื่อนจบด็อกเตอร์ที่รู้จักกันเป็นร้อยๆ เพื่อนบางคนเหล่านั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทางว่าจะฉลาดมากกว่าคนธรรมดาก็มี ดังนั้น วุฒิการศึกษาก็บอกอะไรไม่ค่อยได้
นี่้เป็นเหตุผลที่ผมกาเลือกกรรรมการไม่ครบจำนวน
บ่นไปงั้นๆแหละ
เหตุผลก็คือว่า อ่านดูแล้ว สมุดประมวลประวัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่มากเพียงพอ หลายๆท่านไม่ได้ให้วิสัยทัศน์อะไรเลย คงคิดเอาว่ารู้จักชื่อแซ่คุ้นกันดีอยู่แล้ว และก็มีบางท่านเขียนวิสัยทัศน์มาอย่างกับว่าไม่เคยรู้เลยว่าสมาคมทำอะไรกันมั่งในแต่ละปี เขียนมางั้นๆสักแต่ว่าเขียน ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบ ดังนั้น เมื่อท่านใดไม่ได้ให้วิสัยทัศน์อะไรเลย ผมก็ไม่ลงคะแนนให้ แม้ว่าบางท่านผมจะคุ้นเคย หรือ เคยได้ยินชื่อเสียงมาก็ตาม
อีกอย่างที่ผมเห็นว่าขาดไปก็คือ ข้อมูลอะไรบางอย่างที่จะให้คนเลือกตั้งได้ทราบ ในเรื่องความสนใจส่วนตัว ทักษะส่วนตัว งานอดิเรกส่วนตัว เว็บไซต์ส่วนตัว และในเรื่องคุณธรรม เรื่องหลังสุดนี้ ความจริงเป็นเรื่องยากสุดๆที่จะให้มีข้อมูลออกมา แต่การเลือกต้ังทุกระดับในประเทศไทยไม่ได้เลือกคน
โดยดูที่คุณธรรม ตั้งแต่สมาคม ยันระดับชาติ จนเลือกสมาชิกสภาผู้(ทุศีลและไม่)มีเกียรติ ประชาชนไม่ได้เลือกคนที่คุณธรรม เพราะไม่มีข้อมูลด้านนี้ บ้านเมืองไทยมันถึงยุ่งๆกันทุกวันนี้ เพราะเลือกตั้งเอาแต่วุฒิการศึกษา แต่ไม่ได้รู้ว่า คุณธรรมระดับสูงแค่ไหน มันทำให้ทุกอย่างเสียหมด ส่วนเรื่องการศึกษาเอง ก็ไม่ได้บอกอะไรมาก ผมมีเพื่อนจบด็อกเตอร์ที่รู้จักกันเป็นร้อยๆ เพื่อนบางคนเหล่านั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทางว่าจะฉลาดมากกว่าคนธรรมดาก็มี ดังนั้น วุฒิการศึกษาก็บอกอะไรไม่ค่อยได้
นี่้เป็นเหตุผลที่ผมกาเลือกกรรรมการไม่ครบจำนวน
บ่นไปงั้นๆแหละ
Thursday, August 20, 2009
การศึกษาวิทยาศาตร์ในโรงเรียนของไทย
ไปเจอที่ท่าน อ. วิจารณ์ ท่านเขียนไว้ในบล๊อกของท่านเอาไว้ ก็เลยจะลิงก์ไปให้ อยู่ข้างบนครับ เผื่อจะมีคนสนใจตามไปอ่าน
ที่ท่านเขียนไว้ในนั้น ก็แตะแค่ประเด็นความสามารถของครูเนื่องจากวิธีผลิตคนนั้นไม่ถูก ผมว่ายังมีประเด็นอื่นๆอื่นที่ท่านอาจจะเขียนไว้ที่อื่น แต่ไม่ได้ตามไปค้น
ที่ท่านเขียนไว้ในนั้น ก็แตะแค่ประเด็นความสามารถของครูเนื่องจากวิธีผลิตคนนั้นไม่ถูก ผมว่ายังมีประเด็นอื่นๆอื่นที่ท่านอาจจะเขียนไว้ที่อื่น แต่ไม่ได้ตามไปค้น
โปรตีนต้านความดันโลติตสูง และ ต้านความแก่
มีข่าวเกี่ยวกับเปเปอร์หนึ่งเพิ่งออกมา เรื่องโปรตีนตัวหนึ่งชื่อ Klotho สามารถลดความดันโลหิต ในกรณีมีความดันสูงได้
ก่อนหน้านี้ ทราบกันว่า โปรตีนนี้ หรือ ยีนนี้ ทำหน้าที่ต้านความแก่
เลยจดไว้เผื่อไปค้นเพิ่มเติมในวันหน้า
ก่อนหน้านี้ ทราบกันว่า โปรตีนนี้ หรือ ยีนนี้ ทำหน้าที่ต้านความแก่
เลยจดไว้เผื่อไปค้นเพิ่มเติมในวันหน้า
Friday, August 07, 2009
หนังสือที่ควรจะอ่าน
หกเดือนก่อน ผมซื้อหนังสือมาหลายเล่ม น่าอ่านทั้งนั้น แต่ก็จนแล้วจนรอดไม่ได้อ่าน เพิ่งมาจับพลิกๆ และก็อ่านเอาไม่กี่วันนี้
ช่วงนี้กำลังอ่านหนังสือแปล ของ ทอฟเลอร์ เรื่อง ความมั่งคั่งปฏิวัติ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน หนาประมาณ ๖๔๐ หน้า
(Revolutionary Wealth, by Alvin and Heidi Toffler, Thai translation edition, Matichon Press, 2008)
ความที่ไม่มีเวลาอ่านยาว ผมเลยต้องทะยอยอ่าน วันละ ๖๐ หน้ามั่ง อะไรราวๆนี้ คาดว่าไม่เกินสิบวันน่าจะจบ ความรู้สึกตอนนี้คือว่า เนื้อหาน่าอ่านดี คิดว่าเมื่อจบแล้วก็อาจจะอ่านรอบสอง (แต่ยังสงสัยอยู่ว่าจะทำได้หรือ เพราะมีหนังสือเล่มอื่นต่อคิวอีกยาวมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องลดการใช้คอมฯลงไปอีกด้วย)
โดยเนื้อความ ผมว่าเนื้อเรื่องนั้นฝรั่งคนเขียนเขียนดี น่าอ่าน และใครที่อยากเข้าใจความเป็นไปของโลกนี้ก็น่าจะอ่าน ดูเหมือนที่ห้องสมุดคณะก็น่าจะมีนะ
คิดเล่นๆว่าพวกนักการเมืองไทยก็น่าจะอ่าน แต่คิดอีกที พวกนั้นส่วนมากไม่อ่านหรอก จะด้วยเหตุผลอะไรก็คิดเอาเอง
จะไปยุให้ลูกหลานวัยรุ่นอ่าน เขาก็คงไม่อ่านเหมือนกัน ทายได้เลยว่า เขาต้องบอกว่า เอาเวลาไปฟังเพลง หรือ เล่นเน็ต ดีกว่า อะไรแบบนั้น
ความที่เป็นหนังสือแปลก็เลยไม่ค่อยแพง ราคาประมาณ ๔๐๐ บาท (หนังสือฝรั่งมีหรือ ราคา สิบสามเหรียญสหรัฐ) แต่ผมซื้อมาตอนลดราคา เลยจ่ายน้อยกว่านั้น นี่เป็นข้อดี
แต่เนื่องจากเป็นหนังสือฉบับแปลมาเป็นภาษาไทย ก็เลยขาดอรรถรสทางภาษาไปหน่อย และก็ดูเหมือนผู้แปลไม่ได้จบมาทางสายวิทยาศาสตร์ ก็เลยมีข้อบกพร่องในการแปลคำทางเทคนิคอยู่บ้าง และสำนวนอเมริกันบางทีก็อ่านเป็นภาษาไทยเข้าใจยาก ผมต้องเดาเอาว่าภาษาอังกฤษน่าจะเขียนว่ายังไง แล้วค่อยถึงบางอ้อ ว่าแปลว่าอะไร ลำพังอ่านภาษาไทยอย่างเดียวก็งงเต้กไปเหมือนกัน นี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ปกติผมไม่ค่อยชอบหนังสือที่แปลมาเป็นภาษาไทยนัก
ช่วงนี้กำลังอ่านหนังสือแปล ของ ทอฟเลอร์ เรื่อง ความมั่งคั่งปฏิวัติ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน หนาประมาณ ๖๔๐ หน้า
(Revolutionary Wealth, by Alvin and Heidi Toffler, Thai translation edition, Matichon Press, 2008)
ความที่ไม่มีเวลาอ่านยาว ผมเลยต้องทะยอยอ่าน วันละ ๖๐ หน้ามั่ง อะไรราวๆนี้ คาดว่าไม่เกินสิบวันน่าจะจบ ความรู้สึกตอนนี้คือว่า เนื้อหาน่าอ่านดี คิดว่าเมื่อจบแล้วก็อาจจะอ่านรอบสอง (แต่ยังสงสัยอยู่ว่าจะทำได้หรือ เพราะมีหนังสือเล่มอื่นต่อคิวอีกยาวมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องลดการใช้คอมฯลงไปอีกด้วย)
โดยเนื้อความ ผมว่าเนื้อเรื่องนั้นฝรั่งคนเขียนเขียนดี น่าอ่าน และใครที่อยากเข้าใจความเป็นไปของโลกนี้ก็น่าจะอ่าน ดูเหมือนที่ห้องสมุดคณะก็น่าจะมีนะ
คิดเล่นๆว่าพวกนักการเมืองไทยก็น่าจะอ่าน แต่คิดอีกที พวกนั้นส่วนมากไม่อ่านหรอก จะด้วยเหตุผลอะไรก็คิดเอาเอง
จะไปยุให้ลูกหลานวัยรุ่นอ่าน เขาก็คงไม่อ่านเหมือนกัน ทายได้เลยว่า เขาต้องบอกว่า เอาเวลาไปฟังเพลง หรือ เล่นเน็ต ดีกว่า อะไรแบบนั้น
ความที่เป็นหนังสือแปลก็เลยไม่ค่อยแพง ราคาประมาณ ๔๐๐ บาท (หนังสือฝรั่งมีหรือ ราคา สิบสามเหรียญสหรัฐ) แต่ผมซื้อมาตอนลดราคา เลยจ่ายน้อยกว่านั้น นี่เป็นข้อดี
แต่เนื่องจากเป็นหนังสือฉบับแปลมาเป็นภาษาไทย ก็เลยขาดอรรถรสทางภาษาไปหน่อย และก็ดูเหมือนผู้แปลไม่ได้จบมาทางสายวิทยาศาสตร์ ก็เลยมีข้อบกพร่องในการแปลคำทางเทคนิคอยู่บ้าง และสำนวนอเมริกันบางทีก็อ่านเป็นภาษาไทยเข้าใจยาก ผมต้องเดาเอาว่าภาษาอังกฤษน่าจะเขียนว่ายังไง แล้วค่อยถึงบางอ้อ ว่าแปลว่าอะไร ลำพังอ่านภาษาไทยอย่างเดียวก็งงเต้กไปเหมือนกัน นี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ปกติผมไม่ค่อยชอบหนังสือที่แปลมาเป็นภาษาไทยนัก
Monday, August 03, 2009
ซอฟต์แวร์จัดการบรรณานุกรม
เพิ่งไปลองดาวน์โหลด Firefox extension อันหนึ่งที่ชื่อ Zotero ดูท่าว่าจะดี หลังจากผัดผ่อนตัวเองมาเป็นเดือน ตอนนี้เป็นรุ่น 2.0 beta 6 แล้วดังนั้นคาดว่า รุ่น 2.0 จริง คงจะออกมาในเร็ววันนี้ เลยลองใช้เสียหน่อย จะได้ไม่ต้องไปเสียตังค์ซื้อ เอ็นด์โน้ตมาใช้ ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่ชอบใช้ โปรแกรมเวอร์ดนั่นเอง ส่วน โอเพ่นออฟฟิสมันก็ไม่ซัพพอร์ทเสียด้วย
ใช้ extension / plugins ของ Firefox ไม่ต้องกลัวตกรุ่น เพราะถึงเวลา ไฟร์ฟ็อกส์จะคอยเช็คการมีอัพเดทปลั๊กอินให้อัตโนมัติ
ปกติผมเป็นคนใช้ Safari เป็นส่วนมาก สงสัยคราวนี้จะเปลี่ยนมาใช้ Firefox เป็นส่วนมากละมัง
แต่ลิงก์ที่ใส่ไว้ข้างบน เป็นบล๊อกของคนไทยท่านหนึ่งที่เขียนติวการใช้ไว้เมื่อหลายเดือนก่อน
ใช้ extension / plugins ของ Firefox ไม่ต้องกลัวตกรุ่น เพราะถึงเวลา ไฟร์ฟ็อกส์จะคอยเช็คการมีอัพเดทปลั๊กอินให้อัตโนมัติ
ปกติผมเป็นคนใช้ Safari เป็นส่วนมาก สงสัยคราวนี้จะเปลี่ยนมาใช้ Firefox เป็นส่วนมากละมัง
แต่ลิงก์ที่ใส่ไว้ข้างบน เป็นบล๊อกของคนไทยท่านหนึ่งที่เขียนติวการใช้ไว้เมื่อหลายเดือนก่อน
Sunday, August 02, 2009
A new Thai book: Following Phra Ubali 's tracks to re-establish Buddhism in Sri Lanka

A small Thai paper back book has just been published. The title can be roughly translated as "Following the tracks of Phra Ubali to re-establish Buddhism in Sri Lanka".
This is a beautiful Thai book, published with a beautiful Thai fonts usually seen in the 18-19th century books, but NOT used in 99.99% of current Thai books. This book also contains lots of color pictures. The coverage is history of Buddhism in Sri Lanka, which lead to the history related to the emissary led by Phra Upali (a royal title given to a senior monk in the Thai kingdom, not his real name), who was sent by King Boromakot of Ayutthaya to re-establish Buddhism in Ceylon some 3 centuries ago. The book cited many Thai and Sri Lanka references. It is suitable for Thai history buffs. (I am not one, just kind of interested in it.)
The author is a Thai Buddhist monk who is currently a Ph.D. student in Sri Lanka. I believe the retail price of the book was 170 Baht, but I paid 200 Baht as a donation to help support a new Stupa (a Buddhist pagoda) construction in Buriram, the home town of the author.
Nuclear ambitious neighbor for Thailand ?
Today 's column from Bangkok Post provided a break for English language newspapers' readers from local news about corrupted politicians, blatant public lies, and political rumours. The news provided an almost shocking evidence that Burma's military junta has been secretly building up its military nuclear capability to create a military balance with Thailand which has better conventional weapons.
Saturday, August 01, 2009
เมื่อไรจะพ้นความเป็นทาสซอฟต์แวร์การค้าเสียที
ช่วงนี้ ผมมีงานต้องเขียนบทคัดย่อ และบทความส่งไปสองสามที่ ในฟอร์แม๊ต ไมโครซอฟต์เวอร์ด ผมละเกลียดเรื่องฟอร์แม็ตต่างๆที่ไม่เข้ากันได้โดยสมบูรณ์มาก แม้แต่ของไมโครซอฟต์เองก็ยังมีปัญหา (ซึ่งผม และคนจำนวนมากในโลกนี้เห็นต้องกันว่า เป็นไปเพราะความจงใจ บีบบังคับลูกค้าให้อัพเกรดซอฟต์แวร์ ไม่ใช่ปัญหาว่าโปรแกรมเมอร์ทำให้เข้ากันได้ไม่ได้) นับประสาอะไรกับโปรแกรมจากค่ายอื่น หรือจาก โอเพ่นออฟฟิส ที่ส่งออกมาเป็นฟอร์แม็ตที่เป็นความลับและเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของไมโครซอฟต์
มีครั้งหนึ่ง ผมต้องก๊อปแฟ้มผมใส่ทัมป์ไดรฟ์จากเครื่องแม็คไปที่เครื่องพีซีรุ่นโบราณที่ห้องเลขา จากนั้น ก็ต้องไปนั่งใช่โปรแกรม ไมโครซอฟต์เวอร์ดรุ่นพระเจ้าเหา ที่ user interface แสนจะเทอะทะ ใช้งานไม่สะดวก ผมแก้ฟอร์แม็ตไป ผมก็สบถไป (ใช่ ตอนนั้นหลงไปแล้ว ตามไม่ทันจิตที่มีโทสะเข้ามาแทรก) ทำไมผมจะต้องมาทนใช้ซอฟต์แวร์เก่าๆไม่ได้เรื่องอย่างนั้นด้วย แก้ไปแก้มา เสียเวลาเป็นชั่วโมงของคนระดับมันสมอง แย่จริงๆ
ผมฝันว่าเมื่อไรหนอ การส่งบทความ หรือ บทคัดย่อ จะเป็นในฟอร์แม็ตโอเพ่นออฟฟิสเสียที แต่คนที่เรียนมาทาง วิทยาการคอมพิวเตอร์คงจะค้าน คงจะบอกว่า ต้องส่งเป็น เท็ค (TeX) สิ ถึงจะดี ยังไงก็ได้ อะไรที่ไม่ใช่ฟอร์แม็ตที่บริษัทใหญ่ใช้ครอบงำตลาดทั้งโลกเอาไว้อย่างเวลานี้ก็ได้ทั้งนั้น
เดี๋ยวผมจะลองเช็ดกับพรรคพวกดูว่าเราจะทำอะไรได้มั่งในปีหน้า เผื่อว่าจะมีวันแห่งอิสรภาพ จะได้พ้นความเป็นทาสซอฟต์แวร์การค้าเสียที
มีครั้งหนึ่ง ผมต้องก๊อปแฟ้มผมใส่ทัมป์ไดรฟ์จากเครื่องแม็คไปที่เครื่องพีซีรุ่นโบราณที่ห้องเลขา จากนั้น ก็ต้องไปนั่งใช่โปรแกรม ไมโครซอฟต์เวอร์ดรุ่นพระเจ้าเหา ที่ user interface แสนจะเทอะทะ ใช้งานไม่สะดวก ผมแก้ฟอร์แม็ตไป ผมก็สบถไป (ใช่ ตอนนั้นหลงไปแล้ว ตามไม่ทันจิตที่มีโทสะเข้ามาแทรก) ทำไมผมจะต้องมาทนใช้ซอฟต์แวร์เก่าๆไม่ได้เรื่องอย่างนั้นด้วย แก้ไปแก้มา เสียเวลาเป็นชั่วโมงของคนระดับมันสมอง แย่จริงๆ
ผมฝันว่าเมื่อไรหนอ การส่งบทความ หรือ บทคัดย่อ จะเป็นในฟอร์แม็ตโอเพ่นออฟฟิสเสียที แต่คนที่เรียนมาทาง วิทยาการคอมพิวเตอร์คงจะค้าน คงจะบอกว่า ต้องส่งเป็น เท็ค (TeX) สิ ถึงจะดี ยังไงก็ได้ อะไรที่ไม่ใช่ฟอร์แม็ตที่บริษัทใหญ่ใช้ครอบงำตลาดทั้งโลกเอาไว้อย่างเวลานี้ก็ได้ทั้งนั้น
เดี๋ยวผมจะลองเช็ดกับพรรคพวกดูว่าเราจะทำอะไรได้มั่งในปีหน้า เผื่อว่าจะมีวันแห่งอิสรภาพ จะได้พ้นความเป็นทาสซอฟต์แวร์การค้าเสียที
การค้นพบเมืองโบราณโรมันโดยภาพถ่ายทางอากาศ
น่าสนใจ มีการตีพิมพ์บทความวิทยาศาสตร์เรื่อง การค้นพบเมืองโรมันโบราณ ชื่อ อัลทินัม แม้ว่าทรากเมืองจะจมอยู่ใต้ดินราว ๔๐ ซม. แต่ก็เจอได้ เพราะว่า พืชพันธุ์ที่ปลูกไว้แถวนั้น จะมีสีแตกต่างกันเล็กน้อย มีอัตราการเจริญแตกต่างกัน เพราะว่าปริมาณน้ำในพื้นที่ต่างๆที่อยู่ภายใต้นั้นไม่เท่ากัน เช่น บริเวณสิ่งปลูกสร้าง ก็จะมีน้ำน้อยกว่า เป็นต้น ทำให้เห็นแผนผังเมืองได้ค่อนข้างชัด จากการใช้ภาพถ่ายด้วยแสงอินฟราเรด
Saturday, July 11, 2009
ความไร้ระเบียบในสังคมไทย
เมื่อคืนผมขับรถกลับบ้านช้าไปอีกสองชั่วโมงเพราะรถติด เป็นเรื่องผิดปรกติ เพราะปกติตอนทุ่มกว่าๆรถจะว่างแล้ว แต่เมื่อวานมีการประท้วงโดยกลุ่มไหนก็ไม่ทราบ ข้างกระทรวงการคลัง และไปปิดถนนพระรามหก ตรงหัวถนนที่จะเข้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ผมรู้สึกว่าตามปกติที่จับลมหายใจอยู่ก็จะโอเค แต่เมื่อวานมันไม่ค่อยจะโอเค ใจกระสับกระส่าย และในใจก็นึกตำหนิทั้งกลุ่มผู้ประท้วง และตำรวจที่เป็นผู้ดำเนินการ และจัดการจราจร โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง ทำให้รถนับหมื่นๆคน และประชากรหลายหมื่นคนต้องเดือนร้อน
คนใกล้ตัวผมก็ไม่สบายแต่ก็ขับรถกลับทางนั้นเหมือนกันก็แทบแย่ กลับถึงบ้านก็อาเจียรหลายรอบ และนอนซมต่อไปทั้งคืน
ผมเขียนมานี้ไม่ได้โกรธอะไรแล้ว แต่ก็อยากจะจดเหตุการณ์นี้ไว้ว่า มันเกิดในสังคมไทยเป็นประจำ และเกิดบ่อยปีละหลายๆครั้ง แต่บังเอิญที่ผมก็รอดสันดอนมาได้ทุกครั้งจนกระทั่งเมื่อวานถึงมาเจอกับตัวเอง
ทำไมคนต้องใช้อารมณ์ ออกมาประท้วง พูดกันดีๆด้วยเหตุผลไม่ได้หรือ ถ้าหน่ายงานรัฐไม่ทำ ก็ยื่นฟ้องศาลปกครองไป หรือหน่วยงานอื่นๆก็มีให้ยื่นตั้งแยะ
ทำไมตำรวจไม่กล้าจัดการ เพราะเขาก็ต้องป้องกันตัวเอง ทำอะไรลงไปก็โดนเล่นงาน เลยไม่ทำดีกว่า
นักการเมืองก็ไม่กล้า เพราะเก้าอี้รัฐบาลก็ไม่ได้แน่นหนาอะไร มีการพยายามหาทางล้มโดยบุคคลบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเรื่อยๆ
วิธีแก้คือต้องแก้ความคิดความเคยชินในสังคมไทยเสียใหม่ อะไรที่ไม่ถูกไม่ควรต้องเลิกเสีย เช่น ไม่ชอบอะไรก็ออกมาปิดถนนประท้วง หรือ เรื่องรับเงินซื้อเสียงจากนักการเมือง เป็นต้น แต่คงต้องไปทำกับเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นปัจจุบันทำอะไรไม่ได้แล้ว
ผมคิดว่า ต้องไปแก้ที่รากเหง้า คือการศึกษาของเด็กไทย
ตำราเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมของไทยจะต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรที่ผู้ใหญ่ทำไม่ดี อย่าไปเอาอย่าง อะไรคือหิริ อะไรคือ โอตัปปะ เพื่อปรับค่านิยมของเขาให้ถูกต้อง ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มากกว่าผู้ใหญ่ในรุ่นนี้
ถ้าคุณธรรมของเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับการแก้ไขให้้ดีขึ้น บ้านเมืองในอนาคตคงจะแย่ลงๆ
ในส่วนตัวผมตอนนั้นก็มองว่า ผมก็รับวิบากกรรมไป พอนึกได้อย่างนี้ก็สบายใจ ใช้กรรมไปเสีย จะได้หมดๆไป กลับถึงบ้าน แม้จะขมับเต้นตุบๆปวดศรีษะ แต่ก็รู้สึกมีความสุขเมื่อถึงบ้าน ยิ้มแย้มแจ่มใจ เพราะเรามีสัมมาสติ และมีสัมปชัญญะ
คนใกล้ตัวผมก็ไม่สบายแต่ก็ขับรถกลับทางนั้นเหมือนกันก็แทบแย่ กลับถึงบ้านก็อาเจียรหลายรอบ และนอนซมต่อไปทั้งคืน
ผมเขียนมานี้ไม่ได้โกรธอะไรแล้ว แต่ก็อยากจะจดเหตุการณ์นี้ไว้ว่า มันเกิดในสังคมไทยเป็นประจำ และเกิดบ่อยปีละหลายๆครั้ง แต่บังเอิญที่ผมก็รอดสันดอนมาได้ทุกครั้งจนกระทั่งเมื่อวานถึงมาเจอกับตัวเอง
ทำไมคนต้องใช้อารมณ์ ออกมาประท้วง พูดกันดีๆด้วยเหตุผลไม่ได้หรือ ถ้าหน่ายงานรัฐไม่ทำ ก็ยื่นฟ้องศาลปกครองไป หรือหน่วยงานอื่นๆก็มีให้ยื่นตั้งแยะ
ทำไมตำรวจไม่กล้าจัดการ เพราะเขาก็ต้องป้องกันตัวเอง ทำอะไรลงไปก็โดนเล่นงาน เลยไม่ทำดีกว่า
นักการเมืองก็ไม่กล้า เพราะเก้าอี้รัฐบาลก็ไม่ได้แน่นหนาอะไร มีการพยายามหาทางล้มโดยบุคคลบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเรื่อยๆ
วิธีแก้คือต้องแก้ความคิดความเคยชินในสังคมไทยเสียใหม่ อะไรที่ไม่ถูกไม่ควรต้องเลิกเสีย เช่น ไม่ชอบอะไรก็ออกมาปิดถนนประท้วง หรือ เรื่องรับเงินซื้อเสียงจากนักการเมือง เป็นต้น แต่คงต้องไปทำกับเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นปัจจุบันทำอะไรไม่ได้แล้ว
ผมคิดว่า ต้องไปแก้ที่รากเหง้า คือการศึกษาของเด็กไทย
ตำราเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมของไทยจะต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรที่ผู้ใหญ่ทำไม่ดี อย่าไปเอาอย่าง อะไรคือหิริ อะไรคือ โอตัปปะ เพื่อปรับค่านิยมของเขาให้ถูกต้อง ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มากกว่าผู้ใหญ่ในรุ่นนี้
ถ้าคุณธรรมของเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับการแก้ไขให้้ดีขึ้น บ้านเมืองในอนาคตคงจะแย่ลงๆ
ในส่วนตัวผมตอนนั้นก็มองว่า ผมก็รับวิบากกรรมไป พอนึกได้อย่างนี้ก็สบายใจ ใช้กรรมไปเสีย จะได้หมดๆไป กลับถึงบ้าน แม้จะขมับเต้นตุบๆปวดศรีษะ แต่ก็รู้สึกมีความสุขเมื่อถึงบ้าน ยิ้มแย้มแจ่มใจ เพราะเรามีสัมมาสติ และมีสัมปชัญญะ
Tuesday, July 07, 2009
๔๐ ปี อพอลโล ๑๑

วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. ๑๙๖๙) เป็นวันที่นักบินอวกาศสองคนจากยาน อพอลโล ๑๑ ไปลงบนดวงจันทร์ ถึงวันนี้ก็กำลังจะครบ ๔๐ ปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวต่างประเทศพูดถึงเรื่องนี้ เลยจะรำลึกความหลังเสียหน่อย
เวลาผ่านไปเร็ว เชื่อว่าคนส่วนมากไม่ได้ร่วมประสบการณ์ในเรื่องนี้ ผมก็เลยอยากบันทึกไว้
ในตอนนั้นผมยังเรียนประถมอยู่ ดูเหมือนจะ ประถมปีที่ ๖ (คนอ่านไม่ต้องมาคำนวณอายุคนเขียนได้ไหม) ข่าวคนจะไปลงดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนั้น เป็นข่าวใหญ่กันทั่วโลก และนักเรียนก็ตื่นเต้นกันมาก วันนั้นงดการเรียนการสอนไป เพราะจะมีการถ่ายทอดสดจากดวงจันทร์มายังโลก และถ่ายทอดต่อจากอเมริกามายังประเทศได้ด้วย เป็นเรื่องใหญ่มากในตอนนั้น ทางโรงเรียนผม (พันธศึกษา ซอยมิตตคาม สามเสน) ก็จัดการเอาโทรทัศน์ตัวใหญ่(ขาวดำ สมัยนั้นยังไม่มีทีวีสี) มาต้ังบนยกพื้นสูงท่วมหัว ใต้อาคารเรียนหลัก (พื้นเป็นซิเมนต์) พวกเราดูเหมือนจะนั่งเก้าอีไม้ที่ขนมาจากห้องเรียนต่างๆ มาจัดเรียงไว้ใต้ถุนตึก เด็กเป็นร้อยๆคนก็เฝ้าดูการถ่ายทอดสดด้วยความใจจดใจจ่อ ผมยังจำภาพขาวดำวันนั้นได้ดี ก็เป็นภาพการลงดวงจันทร์ที่เห็นได้จากทีวีหรือแหล่งอื่นๆที่เก็บภาพวีดีโอนั้นไว้นั่นเอง แม้จนทุกวันนี้
ผมยังจำได้ว่า หลังการลงดวงจันทร์ ก็มีข่าวต่อไปอีกว่า นักข่าวฝรั่งไปสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้หลังคนไปลงบนดวงจันทร์ ส่วนหนึ่งก็ไปถามคนจีนแก่ๆที่ฮ่องกง ว่า ไหนคนจีนเชื่อว่ามีเทพธิดาบนดวงจันทร์ไง มนุษย์อวกาศไปลงแล้วก็ไม่เห็นเจอ อาม่าแกก็บอกว่า ก็มนุษย์อวกาศแต่งตัวน่ากลัว เทพธิดาบนดวงจันทร์คงจะกลัว เลยไปแอบเสีย ไม่ออกมาทักทาย อนึ่ง นักข่าวฝรั่งก็ยังวิพากย์ต่อไปว่า ปกติคนจีนต้องมีประเพณีไหว้พระจันทร์ทุกปี ต่อไปนี้ เมื่อรู้ว่าไม่มีเทพธิดาบนดวงจันทร์ พวกเขาก็อาจจะค่อยๆเลิกประเพณีไหว้พระจันทร์นี้ไปก็ได้
หลังจากเหตุการสำคัญครั้งนั้นแล้ว หลายเดือนต่อมา ผมก็ซื้อหนังสือไว้ด้วยหนึ่งเล่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงดวงจันทร์คราวนี้ เล่มละ 6 บาท แต่ก็พอๆกับค่าขนมผมวันหนึ่งเลยละ อาจจะเป็นหนังสือเล่มแรกๆของผมที่ผมซื้อด้วยค่าขนมตัวเองก็ได้ (จวบจนแก่ปูนนี้ ตอนนี้ก็เลยมีเป็นหลายๆพันเล่มแล้ว) โพสต์รูปหน้าปกไว้แล้ว สภาพไม่ดีนักแต่ก็ยังอยู่เป็นเล่มอยู่
อีกอย่างก็คือ พวกเราที่ชอบสะสมแสตมป์กันก็ต้่องไปขวนขวายหาแสตมป์อเมริกัน ดวงที่เป็นที่ระลึกการลงดวงจันทร์ครั้งนั้นไว้มาด้วย ผมก็ยังเก็บไว้
(This blog recall the day 40 years ago when I was a primary school student in Bangkok watching global television broadcast on the first man on the moon event)
Friday, June 26, 2009
วีดิโอน่าดู โฮม
วีดิโอน่าดู
HOME
ความยาวกว่า ชั่วโมงครึ่ง ในระบบ ไฮเดฟฟินิชั่น
http://www.youtube.com/watch?v=jqxENMKaeCU
อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าสัตว์จำพวกคน หรือ Homo sapiens นี้เป็นเสมือนมดปลวกที่กำลังกัดกินบ้านตัวเองไปมาก
HOME
ความยาวกว่า ชั่วโมงครึ่ง ในระบบ ไฮเดฟฟินิชั่น
http://www.youtube.com/watch?v=jqxENMKaeCU
อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าสัตว์จำพวกคน หรือ Homo sapiens นี้เป็นเสมือนมดปลวกที่กำลังกัดกินบ้านตัวเองไปมาก
Friday, June 19, 2009
วีดิโอคลิปน่าสนใจ
รายการของคุณสัญญา สัมภาษณ์ ท่าน ดังตฤณ
หลายๆคนคงไม่ได้ดู รวมถึงผมกำลังดูไป โพสต์ไปเนี่ยแหละ
(หมายเหตุ ผมใช้คำสรรพนามเรียกว่า ท่าน เพราะเคารพในคุณธรรมของท่าน ไม่ได้ใช้ตามแฟชั่นในบล๊อก)
หลายๆคนคงไม่ได้ดู รวมถึงผมกำลังดูไป โพสต์ไปเนี่ยแหละ
(หมายเหตุ ผมใช้คำสรรพนามเรียกว่า ท่าน เพราะเคารพในคุณธรรมของท่าน ไม่ได้ใช้ตามแฟชั่นในบล๊อก)
Tuesday, June 09, 2009
หนี้ประชาชาติของประเทศต่างๆทั่วโลก
จากลิงก์ข้างบน แสดงแผนที่โลก น่าสนใจว่า ประเทศส่วนใหญ่ ไม่มีประเทศไหนไม่เป็นหนี้
ประเทศอุตสาหกรรม เป็นหนี้มาก ข้อยกเว้นคงเป็นอินเดียที่เป็นสีแดงด้วย
ประเทศไทยยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เขาแสดงด้วยสีเทาอ่อน
ผมสงสัยว่า มหาอำนาจเกิดเบี้ยวหนี้ขึ้นมาจะว่าไง
หรือจะมีเหตุอะไร มาทำให้หนี้ทั้งหมดมันสูญไปได้บ้างไหม
ผมจะคอยดู
ประเทศอุตสาหกรรม เป็นหนี้มาก ข้อยกเว้นคงเป็นอินเดียที่เป็นสีแดงด้วย
ประเทศไทยยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เขาแสดงด้วยสีเทาอ่อน
ผมสงสัยว่า มหาอำนาจเกิดเบี้ยวหนี้ขึ้นมาจะว่าไง
หรือจะมีเหตุอะไร มาทำให้หนี้ทั้งหมดมันสูญไปได้บ้างไหม
ผมจะคอยดู
ยูนิกส์อายุ ๔๐ ปี ปีนี้
๔๐ ปีผ่านไป ตั้งแต่ปี ๑๙๖๙ จนปี ๒๐๐๙ ยูนิกส์ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแขนงหนึ่งของมันกลายมาเป็นพื่นฐานของ โอเอสเท็นในปัจจุบัน และมี Linux เป็น unix lookalike ที่ใช้กันมากในเซอร์ฟเวอร์ใหญ่ๆที่สุดของโลกส่วนใหญ่
สำหรับผมนั้น ผมว่าผมรู้จักมันครั้งแรก ประมาณปี ๑๙๘๗ ตอนนั้นที่บ้านเพื่อนของผมมีคอมพิวเตอร์ระบบยูนิกส์ของเอทีแอนด์ทีที่ยืมมาจากมหาวิทยาลัยมาตั้งไว้ในห้องรับแขก ผมก็เลยไปเล่นมัน ก็คำสั่งมาตราฐาน ง่ายๆ ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตอนนั้นผมไม่ได้ต่อเข้าเน็ตเวอร์คที่ไหน สมัยนั้น โมเด็มต่อโทรศัพท์เข้ามหาวิทยาลัยดูเหมือนจะความเร็วแค่ 100 bps (bits per second) ละมัง พอกลับมาเมืองไทย ในต้นปี 1990s ผมถึงมาใช้โมเด็ม ความเร็ว 300 bps ต่อมาก็เป็น 1200 bps ตัวหนังสือที่ส่งมาที่เทอร์มินัล ส่งมาทีละตัวๆ ช้าๆ ตอนน้ันส่วนมากใช้หลักอยู่สองอย่าง หนี่งคืออ่านข่าว จาก USENET และอีกอย่างก็ส่ง e-mail จำได้ว่า ตอนผมต่อเน็ตไปเข้าเซอร์ฟเวอร์ ก็ต้องใช้คำสั่ง who เช็คว่ามีใครอยู่มั่ง เพราะบางทีถ้ามีปัญหาก็ต้อง ใช้คำสั่ง talk ส่งข้อความไปหาคนอื่นที่ล็อกกินเข้ามาอยู่ด้วย เพื่อถามวิธีแก้ปัญหา
เวลาผ่านไปเร็ว
๒๒ ปีต่อมา ผมก็ยังใช้คำสั่งยูนิกส์หากินอยู่ตอนนี้ แต่ใช้คำสั่งประเภท awk grep sort uniq อะไรพวกนี้แยะ นอกจากนั้นก็ tar zip ssh scp
คนที่นึกเรื่องเก่าๆแสดงว่าแก่แล้ว
แน่นอน เพราะอายุเกินกึ่งศตวรรษไปแล้ว
สำหรับผมนั้น ผมว่าผมรู้จักมันครั้งแรก ประมาณปี ๑๙๘๗ ตอนนั้นที่บ้านเพื่อนของผมมีคอมพิวเตอร์ระบบยูนิกส์ของเอทีแอนด์ทีที่ยืมมาจากมหาวิทยาลัยมาตั้งไว้ในห้องรับแขก ผมก็เลยไปเล่นมัน ก็คำสั่งมาตราฐาน ง่ายๆ ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตอนนั้นผมไม่ได้ต่อเข้าเน็ตเวอร์คที่ไหน สมัยนั้น โมเด็มต่อโทรศัพท์เข้ามหาวิทยาลัยดูเหมือนจะความเร็วแค่ 100 bps (bits per second) ละมัง พอกลับมาเมืองไทย ในต้นปี 1990s ผมถึงมาใช้โมเด็ม ความเร็ว 300 bps ต่อมาก็เป็น 1200 bps ตัวหนังสือที่ส่งมาที่เทอร์มินัล ส่งมาทีละตัวๆ ช้าๆ ตอนน้ันส่วนมากใช้หลักอยู่สองอย่าง หนี่งคืออ่านข่าว จาก USENET และอีกอย่างก็ส่ง e-mail จำได้ว่า ตอนผมต่อเน็ตไปเข้าเซอร์ฟเวอร์ ก็ต้องใช้คำสั่ง who เช็คว่ามีใครอยู่มั่ง เพราะบางทีถ้ามีปัญหาก็ต้อง ใช้คำสั่ง talk ส่งข้อความไปหาคนอื่นที่ล็อกกินเข้ามาอยู่ด้วย เพื่อถามวิธีแก้ปัญหา
เวลาผ่านไปเร็ว
๒๒ ปีต่อมา ผมก็ยังใช้คำสั่งยูนิกส์หากินอยู่ตอนนี้ แต่ใช้คำสั่งประเภท awk grep sort uniq อะไรพวกนี้แยะ นอกจากนั้นก็ tar zip ssh scp
คนที่นึกเรื่องเก่าๆแสดงว่าแก่แล้ว
แน่นอน เพราะอายุเกินกึ่งศตวรรษไปแล้ว
Friday, June 05, 2009
เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยจริงหรือ
ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากเห็นว่า เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยจริง ผมก็เห็นด้วยนะ
แต่แหม ประโยคที่พูดกันว่า "เด็กไทยอ่านหนังสือวันหนึ่งแค่คนละ ๗ " บรรทัดนั่น ผมว่ามันก็เกินไปหน่อย เจอบ่อยๆ วันนี้ก็ไปเจอคนพูดประโยคนี้อีก ผมไม่รู้ว่ามีคนไปคำนวณมายังไง เห็นอ้างอิงประโยคนี้กันจัง สงสัยคงไม่รวมหนังสือพิมพ์ กับพวกนิตยสาร แล้วก็คงจะนับเฉพาะหนังสือที่เป็นเล่มๆ นอกหลักสูตรละมัง ไม่งั้นมันก็ต้องเกิน ๗ บรรทัด อยู่แล้ว
และผทเดาเอาว่า คงไม่นับรวมสื่อออนไลน์ ที่มากขึ้นๆ
อนี่ง ผมเองเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างค่าเฉลี่ย เพราะมันเบ้มากๆ (biased) เลยรู้สึกหงุดหงิดกับประโยคดังกล่าว (แต่หงุดหงิด ก็มีสติรู้อยู่)
แต่แหม ประโยคที่พูดกันว่า "เด็กไทยอ่านหนังสือวันหนึ่งแค่คนละ ๗ " บรรทัดนั่น ผมว่ามันก็เกินไปหน่อย เจอบ่อยๆ วันนี้ก็ไปเจอคนพูดประโยคนี้อีก ผมไม่รู้ว่ามีคนไปคำนวณมายังไง เห็นอ้างอิงประโยคนี้กันจัง สงสัยคงไม่รวมหนังสือพิมพ์ กับพวกนิตยสาร แล้วก็คงจะนับเฉพาะหนังสือที่เป็นเล่มๆ นอกหลักสูตรละมัง ไม่งั้นมันก็ต้องเกิน ๗ บรรทัด อยู่แล้ว
และผทเดาเอาว่า คงไม่นับรวมสื่อออนไลน์ ที่มากขึ้นๆ
อนี่ง ผมเองเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างค่าเฉลี่ย เพราะมันเบ้มากๆ (biased) เลยรู้สึกหงุดหงิดกับประโยคดังกล่าว (แต่หงุดหงิด ก็มีสติรู้อยู่)
Sunday, May 31, 2009
Book review (in Thai): Buddhist Philosophy
วันนี้เพิ่งไปได้หนังสือเล่มนี้มา
“พุทธปรัชญา มองพุทธศาสนา ด้วยทรรศนะทางวิทยาศาสตร์” โดย พันเอก สมัคร บุราวาศ
พิมพ์ครั้งที่ ๔ สำนักพิมพ์ ศยาม
หนังสือเล่มนี้ ท่านผู้เขียนซึ่งวายชนม์ไปแล้ว ผู้เป็นอดีตราชบัณฑิต เขียนขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖
ก่อนอื่นผมอยากทบทวนความจริงที่ว่า เมืองไทยสมัยก่อนนั้น คนไทยเราที่จะเข้าใจศึกษาพระธรรมกันในเชิงลึกนั้น มีน้อย ไม่เหมือนสมัยนี้ การศึกษาพระอภิธรรมน่าจะยังไม่เกิดใหม่ (หลังเสียกรุงศรีอยุธยาไปแล้วเกือบสองร้อยปี พระธรรมาจารย์ชาวพม่าท่านอาจจะกำลังเข้ามา หรือเพ่ิงเข้ามาสอนในเมืองไทย สมัยจอมพล ป. ตามคำนิมนต์ของพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ ท่ามกลางการคัดค้านจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในขณะนั้น เป็นผลให้พระพิมลธรรมโดนจับ สึก และคุมขังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะได้ปล่อย และคืนสมณศักดิ์ หลายปีต่อมาในภายหลัง) ส่วนท่านพุทธทาสก็คงเป็นที่รู้จักของคนในสังคมไทยตอนน้ันไม่นานนัก หนังสือเล่มนี้จึงถือว่าเป็นหนังสือที่สำคัญเล่มหนึ่งของคนไทยในสมัยเมื่อ ๕๕ ปีก่อน และดูเหมือนท่านจะใช้สอนที่มหามกุฏฯด้วย ในสมัยนั้น มีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ให้พื้นฐานจนเรามาถึงทุกวันนี้
แต่เมื่อมาพิมพ์ซ้ำ ห้าสิบปีต่อมา ตอนนี้ ผมอ่านดูแล้วก็เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่ให้ข้อมูลพอสมควร และตอนนี้เราก็มีหนังสืออะไรๆมากขึ้น ก็มีจุดที่อยากจะให้ข้อสังเกตส่วนตัวไว้ ในเนื้อหาของหนังสือเก่าเล่มนี้
ที่ผมอยากแสดงความเห็นวิจารณ์เนื้่อหาหนังสือเล่มนี้ ไว้ในบล๊อกนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเยาวชนในอนาคต แต่โดยความเคารพในความเป็นบูรพาจารย์ของผู้เขียน ก็คือผมมีความรู้สึกว่า ผู้เขียนท่านเขียนในสไตล์หนังสือประวัติศาสตร์พุทธปรัชญา ไม่ใช่ปรัชญาอย่างเดียว และก็ไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์อีกด้วย และการเขียนนั้น ก็แสดงในมุมมองของฝรั่งเป็นหลัก คงจะเป็นว่าสมัยน้ัน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเสร็จหยกๆ คนไทยเรายังรู้สึกยกย่องฝรั่งผู้ชนะสงครามมากอยู่ ความคิดฝรั่งเป็นของดี เรื่องภูมิปัญญาล้ำลึกของคนตะวันออกยังไม่รู้สึกกันนัก
และผมกะเอาว่า ในตอนน้ัน หนังสือพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยของอาจารย์สุชีพ อาจจะยังไม่ได้พิมพ์เผยแพร่ก็ได้ ดังนั้น ท่านผู้เขียน แม้จะเป็นบุคคลร่วมสมัยกับ อ. สุชีพ ท่านจีงหันไปอาศัยข้อมูลจากหนังสือของ เนห์รู เป็นพื้นฐานในการเขียนอธิบายพุทธปรัชญา ค่อนข้างหนัก และอาจจะอาศัยหนังสือฝรั่งเล่มอื่นๆ ด้วยก็ได้ ท่านคงไม่ได้มีโอกาสอ่านพระไตรปิฎก (ภาษาไทยหรือบาลีก็ตาม) เพราะสิ่งที่ท่านนำมาอ้างนั้นเป็นสำนวนฝรั่งทั้งนั้น และเนื้อหาไม่ตรงพระสูตร และหากดูจากจับความรู้สึกจากการอ่านระหว่างบันทัดของผม ผมรู้สึกว่า ท่านผู้เขียนไม่ได้ให้ความสำคัญ เชื่อถือ หรือสนใจเนื้อหาในพระไตรปิฎกมากนัก เพราะถือแบบฝรั่งว่า พระไตรปิฎกก็เป็นประหนี่งตำนานปรัมปรา ที่โดนพระอรรถกถาจารย์ในยุคหลัง (แต่ก็คือ ๑๕๐๐ ถึง ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว) แต่งคัมภีร์อธิบายเพิ่มเติมจนฝรั่งไม่เชื่อว่าจะตรงคำสอนเดิมของพระพุทธองค์เป๊ะ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสต์ นักปรัชญาฝรั่งก็ไม่เชื่อว่าถูกต้องทุกอย่าง (เพราะฝรั่งไม่รู้จักศีล ๕ เรื่อง มุสาวาทา เวรมณี ว่าพระภิกษุในพุทธศาสนาเคร่งครัดขนาดไหน)
อีกเรื่องหนี่งที่ผมอ่านแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับหนังสือก็คือ ผมเองไม่ถือว่าคำสอนของพุทธศาสนาเป็นปรัชญา แต่ใครที่เป็นนักวิชาการศาสนา จะถือว่าเป็นปรัชญา ก็เป็นเรื่องของท่าน ตามปัจเจกบุคคลไป ตามสะดวก
ให้ความเห็นแค่นี้ก่อน
“พุทธปรัชญา มองพุทธศาสนา ด้วยทรรศนะทางวิทยาศาสตร์” โดย พันเอก สมัคร บุราวาศ
พิมพ์ครั้งที่ ๔ สำนักพิมพ์ ศยาม
หนังสือเล่มนี้ ท่านผู้เขียนซึ่งวายชนม์ไปแล้ว ผู้เป็นอดีตราชบัณฑิต เขียนขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖
ก่อนอื่นผมอยากทบทวนความจริงที่ว่า เมืองไทยสมัยก่อนนั้น คนไทยเราที่จะเข้าใจศึกษาพระธรรมกันในเชิงลึกนั้น มีน้อย ไม่เหมือนสมัยนี้ การศึกษาพระอภิธรรมน่าจะยังไม่เกิดใหม่ (หลังเสียกรุงศรีอยุธยาไปแล้วเกือบสองร้อยปี พระธรรมาจารย์ชาวพม่าท่านอาจจะกำลังเข้ามา หรือเพ่ิงเข้ามาสอนในเมืองไทย สมัยจอมพล ป. ตามคำนิมนต์ของพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ ท่ามกลางการคัดค้านจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในขณะนั้น เป็นผลให้พระพิมลธรรมโดนจับ สึก และคุมขังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะได้ปล่อย และคืนสมณศักดิ์ หลายปีต่อมาในภายหลัง) ส่วนท่านพุทธทาสก็คงเป็นที่รู้จักของคนในสังคมไทยตอนน้ันไม่นานนัก หนังสือเล่มนี้จึงถือว่าเป็นหนังสือที่สำคัญเล่มหนึ่งของคนไทยในสมัยเมื่อ ๕๕ ปีก่อน และดูเหมือนท่านจะใช้สอนที่มหามกุฏฯด้วย ในสมัยนั้น มีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ให้พื้นฐานจนเรามาถึงทุกวันนี้
แต่เมื่อมาพิมพ์ซ้ำ ห้าสิบปีต่อมา ตอนนี้ ผมอ่านดูแล้วก็เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่ให้ข้อมูลพอสมควร และตอนนี้เราก็มีหนังสืออะไรๆมากขึ้น ก็มีจุดที่อยากจะให้ข้อสังเกตส่วนตัวไว้ ในเนื้อหาของหนังสือเก่าเล่มนี้
ที่ผมอยากแสดงความเห็นวิจารณ์เนื้่อหาหนังสือเล่มนี้ ไว้ในบล๊อกนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเยาวชนในอนาคต แต่โดยความเคารพในความเป็นบูรพาจารย์ของผู้เขียน ก็คือผมมีความรู้สึกว่า ผู้เขียนท่านเขียนในสไตล์หนังสือประวัติศาสตร์พุทธปรัชญา ไม่ใช่ปรัชญาอย่างเดียว และก็ไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์อีกด้วย และการเขียนนั้น ก็แสดงในมุมมองของฝรั่งเป็นหลัก คงจะเป็นว่าสมัยน้ัน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเสร็จหยกๆ คนไทยเรายังรู้สึกยกย่องฝรั่งผู้ชนะสงครามมากอยู่ ความคิดฝรั่งเป็นของดี เรื่องภูมิปัญญาล้ำลึกของคนตะวันออกยังไม่รู้สึกกันนัก
และผมกะเอาว่า ในตอนน้ัน หนังสือพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยของอาจารย์สุชีพ อาจจะยังไม่ได้พิมพ์เผยแพร่ก็ได้ ดังนั้น ท่านผู้เขียน แม้จะเป็นบุคคลร่วมสมัยกับ อ. สุชีพ ท่านจีงหันไปอาศัยข้อมูลจากหนังสือของ เนห์รู เป็นพื้นฐานในการเขียนอธิบายพุทธปรัชญา ค่อนข้างหนัก และอาจจะอาศัยหนังสือฝรั่งเล่มอื่นๆ ด้วยก็ได้ ท่านคงไม่ได้มีโอกาสอ่านพระไตรปิฎก (ภาษาไทยหรือบาลีก็ตาม) เพราะสิ่งที่ท่านนำมาอ้างนั้นเป็นสำนวนฝรั่งทั้งนั้น และเนื้อหาไม่ตรงพระสูตร และหากดูจากจับความรู้สึกจากการอ่านระหว่างบันทัดของผม ผมรู้สึกว่า ท่านผู้เขียนไม่ได้ให้ความสำคัญ เชื่อถือ หรือสนใจเนื้อหาในพระไตรปิฎกมากนัก เพราะถือแบบฝรั่งว่า พระไตรปิฎกก็เป็นประหนี่งตำนานปรัมปรา ที่โดนพระอรรถกถาจารย์ในยุคหลัง (แต่ก็คือ ๑๕๐๐ ถึง ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว) แต่งคัมภีร์อธิบายเพิ่มเติมจนฝรั่งไม่เชื่อว่าจะตรงคำสอนเดิมของพระพุทธองค์เป๊ะ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสต์ นักปรัชญาฝรั่งก็ไม่เชื่อว่าถูกต้องทุกอย่าง (เพราะฝรั่งไม่รู้จักศีล ๕ เรื่อง มุสาวาทา เวรมณี ว่าพระภิกษุในพุทธศาสนาเคร่งครัดขนาดไหน)
อีกเรื่องหนี่งที่ผมอ่านแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับหนังสือก็คือ ผมเองไม่ถือว่าคำสอนของพุทธศาสนาเป็นปรัชญา แต่ใครที่เป็นนักวิชาการศาสนา จะถือว่าเป็นปรัชญา ก็เป็นเรื่องของท่าน ตามปัจเจกบุคคลไป ตามสะดวก
ให้ความเห็นแค่นี้ก่อน
Wednesday, May 27, 2009
แอนตี้ออกซิแดนท์กับการออกกำลังกาย
บทความเพิ่งออกมาจากวารสาร PNAS วันนี้ น่าสนใจ เพราะเข้ากับการปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพที่ดี
นักวิจัยในเยอรมันและสหรัฐ ค้นพบว่าสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อ ต้องการป้องกันการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ ๒ แล้วนั้น หากว่ามี การไปกินวิตามินซี (๑๐๐ ๐ มก.) และ วิตามินอี (๔๐๐ หน่วยสากล) ต่อวัน เป็นอาหารเสริมรายวัน ด้วย การกินวิตามินทั้นสองมันจะไประงับผลดีของการออกกำลังกายลงไปเสีย
เรื่องนี้ก็ผมสรุปเอาตามความเข้าใจของตัวเองว่า ออกกำลังกายมากๆ น่ะดี แต่ไม่ต้องกินวิตามินทั้งสองควบไปด้วย เอาไว้วันไหนไม่ออกกำลังถ้าอยากกินก็ค่อยกิน
อ้างอิง Ristow M, et al 2009 Antioxidant prevent health-promoting effects of physical exercise in humans. Proc. Natl. Acad. Sci. USA 106(21), 8665-8670, May 26, 2009.
doi:10.1073/pnas.0903485106
นักวิจัยในเยอรมันและสหรัฐ ค้นพบว่าสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อ ต้องการป้องกันการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ ๒ แล้วนั้น หากว่ามี การไปกินวิตามินซี (๑๐๐ ๐ มก.) และ วิตามินอี (๔๐๐ หน่วยสากล) ต่อวัน เป็นอาหารเสริมรายวัน ด้วย การกินวิตามินทั้นสองมันจะไประงับผลดีของการออกกำลังกายลงไปเสีย
เรื่องนี้ก็ผมสรุปเอาตามความเข้าใจของตัวเองว่า ออกกำลังกายมากๆ น่ะดี แต่ไม่ต้องกินวิตามินทั้งสองควบไปด้วย เอาไว้วันไหนไม่ออกกำลังถ้าอยากกินก็ค่อยกิน
อ้างอิง Ristow M, et al 2009 Antioxidant prevent health-promoting effects of physical exercise in humans. Proc. Natl. Acad. Sci. USA 106(21), 8665-8670, May 26, 2009.
doi:10.1073/pnas.0903485106
Labels:
การออกกำลังกาย,
เบาหวาน,
วิตามินซี,
วิตามินอี,
อาหารเสริม
Tuesday, May 26, 2009
ชาวนาไทยตัวอย่าง
ไปเจอวีดิโอที่ออกรายการเมื่อปีที่แล้ว สรยุทธ สัมภาษณ์ คุณลุง ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. ๒๕๔๙
ดีมากเลย
ผมเลยได้รู้ว่่า ข้าวหนึ่งถัง มีประมาณ 378,000 เมล็ด
นอกจากนี้ก็ได้รู้ว่า ชาวนาไทยส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้ โดนพ่อค้าปุ๋ยและยาเคมีล้างสมองไปหมด และจำนวนไม่น้อย เป็นชาวนามือถือ คือโทรสั่ง จ้างคนมาทำ ซื้อของให้มาส่ง จ้างรถมาเกี่ยว เป็นหลัก
ผมมีความสนใจว่า สักวันหนึ่ง ผมจะมีโอกาสได้ไปเข้าคอร์สเรียนการเป็นชาวนาของท่านบ้างที่ศรีประจันต์
ดีมากเลย
ผมเลยได้รู้ว่่า ข้าวหนึ่งถัง มีประมาณ 378,000 เมล็ด
นอกจากนี้ก็ได้รู้ว่า ชาวนาไทยส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้ โดนพ่อค้าปุ๋ยและยาเคมีล้างสมองไปหมด และจำนวนไม่น้อย เป็นชาวนามือถือ คือโทรสั่ง จ้างคนมาทำ ซื้อของให้มาส่ง จ้างรถมาเกี่ยว เป็นหลัก
ผมมีความสนใจว่า สักวันหนึ่ง ผมจะมีโอกาสได้ไปเข้าคอร์สเรียนการเป็นชาวนาของท่านบ้างที่ศรีประจันต์
Subscribe to:
Posts (Atom)