Saturday, July 11, 2009

ความไร้ระเบียบในสังคมไทย

เมื่อคืนผมขับรถกลับบ้านช้าไปอีกสองชั่วโมงเพราะรถติด เป็นเรื่องผิดปรกติ เพราะปกติตอนทุ่มกว่าๆรถจะว่างแล้ว แต่เมื่อวานมีการประท้วงโดยกลุ่มไหนก็ไม่ทราบ ข้างกระทรวงการคลัง และไปปิดถนนพระรามหก ตรงหัวถนนที่จะเข้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ผมรู้สึกว่าตามปกติที่จับลมหายใจอยู่ก็จะโอเค แต่เมื่อวานมันไม่ค่อยจะโอเค ใจกระสับกระส่าย และในใจก็นึกตำหนิทั้งกลุ่มผู้ประท้วง และตำรวจที่เป็นผู้ดำเนินการ และจัดการจราจร โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง ทำให้รถนับหมื่นๆคน และประชากรหลายหมื่นคนต้องเดือนร้อน
คนใกล้ตัวผมก็ไม่สบายแต่ก็ขับรถกลับทางนั้นเหมือนกันก็แทบแย่ กลับถึงบ้านก็อาเจียรหลายรอบ และนอนซมต่อไปทั้งคืน
ผมเขียนมานี้ไม่ได้โกรธอะไรแล้ว แต่ก็อยากจะจดเหตุการณ์นี้ไว้ว่า มันเกิดในสังคมไทยเป็นประจำ และเกิดบ่อยปีละหลายๆครั้ง แต่บังเอิญที่ผมก็รอดสันดอนมาได้ทุกครั้งจนกระทั่งเมื่อวานถึงมาเจอกับตัวเอง
ทำไมคนต้องใช้อารมณ์ ออกมาประท้วง พูดกันดีๆด้วยเหตุผลไม่ได้หรือ ถ้าหน่ายงานรัฐไม่ทำ ก็ยื่นฟ้องศาลปกครองไป หรือหน่วยงานอื่นๆก็มีให้ยื่นตั้งแยะ
ทำไมตำรวจไม่กล้าจัดการ เพราะเขาก็ต้องป้องกันตัวเอง ทำอะไรลงไปก็โดนเล่นงาน เลยไม่ทำดีกว่า
นักการเมืองก็ไม่กล้า เพราะเก้าอี้รัฐบาลก็ไม่ได้แน่นหนาอะไร มีการพยายามหาทางล้มโดยบุคคลบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเรื่อยๆ
วิธีแก้คือต้องแก้ความคิดความเคยชินในสังคมไทยเสียใหม่ อะไรที่ไม่ถูกไม่ควรต้องเลิกเสีย เช่น ไม่ชอบอะไรก็ออกมาปิดถนนประท้วง หรือ เรื่องรับเงินซื้อเสียงจากนักการเมือง เป็นต้น แต่คงต้องไปทำกับเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นปัจจุบันทำอะไรไม่ได้แล้ว
ผมคิดว่า ต้องไปแก้ที่รากเหง้า คือการศึกษาของเด็กไทย
ตำราเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมของไทยจะต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรที่ผู้ใหญ่ทำไม่ดี อย่าไปเอาอย่าง อะไรคือหิริ อะไรคือ โอตัปปะ เพื่อปรับค่านิยมของเขาให้ถูกต้อง ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มากกว่าผู้ใหญ่ในรุ่นนี้

ถ้าคุณธรรมของเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับการแก้ไขให้้ดีขึ้น บ้านเมืองในอนาคตคงจะแย่ลงๆ

ในส่วนตัวผมตอนนั้นก็มองว่า ผมก็รับวิบากกรรมไป พอนึกได้อย่างนี้ก็สบายใจ ใช้กรรมไปเสีย จะได้หมดๆไป กลับถึงบ้าน แม้จะขมับเต้นตุบๆปวดศรีษะ แต่ก็รู้สึกมีความสุขเมื่อถึงบ้าน ยิ้มแย้มแจ่มใจ เพราะเรามีสัมมาสติ และมีสัมปชัญญะ

Tuesday, July 07, 2009

๔๐ ปี อพอลโล ๑๑


วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. ๑๙๖๙) เป็นวันที่นักบินอวกาศสองคนจากยาน อพอลโล ๑๑ ไปลงบนดวงจันทร์ ถึงวันนี้ก็กำลังจะครบ ๔๐ ปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวต่างประเทศพูดถึงเรื่องนี้ เลยจะรำลึกความหลังเสียหน่อย

เวลาผ่านไปเร็ว เชื่อว่าคนส่วนมากไม่ได้ร่วมประสบการณ์ในเรื่องนี้ ผมก็เลยอยากบันทึกไว้

ในตอนนั้นผมยังเรียนประถมอยู่ ดูเหมือนจะ ประถมปีที่ ๖ (คนอ่านไม่ต้องมาคำนวณอายุคนเขียนได้ไหม) ข่าวคนจะไปลงดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนั้น เป็นข่าวใหญ่กันทั่วโลก และนักเรียนก็ตื่นเต้นกันมาก วันนั้นงดการเรียนการสอนไป เพราะจะมีการถ่ายทอดสดจากดวงจันทร์มายังโลก และถ่ายทอดต่อจากอเมริกามายังประเทศได้ด้วย เป็นเรื่องใหญ่มากในตอนนั้น ทางโรงเรียนผม (พันธศึกษา ซอยมิตตคาม สามเสน) ก็จัดการเอาโทรทัศน์ตัวใหญ่(ขาวดำ สมัยนั้นยังไม่มีทีวีสี) มาต้ังบนยกพื้นสูงท่วมหัว ใต้อาคารเรียนหลัก (พื้นเป็นซิเมนต์) พวกเราดูเหมือนจะนั่งเก้าอีไม้ที่ขนมาจากห้องเรียนต่างๆ มาจัดเรียงไว้ใต้ถุนตึก เด็กเป็นร้อยๆคนก็เฝ้าดูการถ่ายทอดสดด้วยความใจจดใจจ่อ ผมยังจำภาพขาวดำวันนั้นได้ดี ก็เป็นภาพการลงดวงจันทร์ที่เห็นได้จากทีวีหรือแหล่งอื่นๆที่เก็บภาพวีดีโอนั้นไว้นั่นเอง แม้จนทุกวันนี้

ผมยังจำได้ว่า หลังการลงดวงจันทร์ ก็มีข่าวต่อไปอีกว่า นักข่าวฝรั่งไปสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้หลังคนไปลงบนดวงจันทร์ ส่วนหนึ่งก็ไปถามคนจีนแก่ๆที่ฮ่องกง ว่า ไหนคนจีนเชื่อว่ามีเทพธิดาบนดวงจันทร์ไง มนุษย์อวกาศไปลงแล้วก็ไม่เห็นเจอ อาม่าแกก็บอกว่า ก็มนุษย์อวกาศแต่งตัวน่ากลัว เทพธิดาบนดวงจันทร์คงจะกลัว เลยไปแอบเสีย ไม่ออกมาทักทาย อนึ่ง นักข่าวฝรั่งก็ยังวิพากย์ต่อไปว่า ปกติคนจีนต้องมีประเพณีไหว้พระจันทร์ทุกปี ต่อไปนี้ เมื่อรู้ว่าไม่มีเทพธิดาบนดวงจันทร์ พวกเขาก็อาจจะค่อยๆเลิกประเพณีไหว้พระจันทร์นี้ไปก็ได้

หลังจากเหตุการสำคัญครั้งนั้นแล้ว หลายเดือนต่อมา ผมก็ซื้อหนังสือไว้ด้วยหนึ่งเล่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงดวงจันทร์คราวนี้ เล่มละ 6 บาท แต่ก็พอๆกับค่าขนมผมวันหนึ่งเลยละ อาจจะเป็นหนังสือเล่มแรกๆของผมที่ผมซื้อด้วยค่าขนมตัวเองก็ได้ (จวบจนแก่ปูนนี้ ตอนนี้ก็เลยมีเป็นหลายๆพันเล่มแล้ว) โพสต์รูปหน้าปกไว้แล้ว สภาพไม่ดีนักแต่ก็ยังอยู่เป็นเล่มอยู่

อีกอย่างก็คือ พวกเราที่ชอบสะสมแสตมป์กันก็ต้่องไปขวนขวายหาแสตมป์อเมริกัน ดวงที่เป็นที่ระลึกการลงดวงจันทร์ครั้งนั้นไว้มาด้วย ผมก็ยังเก็บไว้

(This blog recall the day 40 years ago when I was a primary school student in Bangkok watching global television broadcast on the first man on the moon event)

Friday, June 26, 2009

วีดิโอน่าดู โฮม

วีดิโอน่าดู
HOME

ความยาวกว่า ชั่วโมงครึ่ง ในระบบ ไฮเดฟฟินิชั่น
http://www.youtube.com/watch?v=jqxENMKaeCU

อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าสัตว์จำพวกคน หรือ Homo sapiens นี้เป็นเสมือนมดปลวกที่กำลังกัดกินบ้านตัวเองไปมาก

Friday, June 19, 2009

วีดิโอคลิปน่าสนใจ

รายการของคุณสัญญา สัมภาษณ์ ท่าน ดังตฤณ
หลายๆคนคงไม่ได้ดู รวมถึงผมกำลังดูไป โพสต์ไปเนี่ยแหละ

(หมายเหตุ ผมใช้คำสรรพนามเรียกว่า ท่าน เพราะเคารพในคุณธรรมของท่าน ไม่ได้ใช้ตามแฟชั่นในบล๊อก)

Tuesday, June 09, 2009

หนี้ประชาชาติของประเทศต่างๆทั่วโลก

จากลิงก์ข้างบน แสดงแผนที่โลก น่าสนใจว่า ประเทศส่วนใหญ่ ไม่มีประเทศไหนไม่เป็นหนี้
ประเทศอุตสาหกรรม เป็นหนี้มาก ข้อยกเว้นคงเป็นอินเดียที่เป็นสีแดงด้วย
ประเทศไทยยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เขาแสดงด้วยสีเทาอ่อน

ผมสงสัยว่า มหาอำนาจเกิดเบี้ยวหนี้ขึ้นมาจะว่าไง
หรือจะมีเหตุอะไร มาทำให้หนี้ทั้งหมดมันสูญไปได้บ้างไหม

ผมจะคอยดู

ยูนิกส์อายุ ๔๐ ปี ปีนี้

๔๐ ปีผ่านไป ตั้งแต่ปี ๑๙๖๙ จนปี ๒๐๐๙ ยูนิกส์ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแขนงหนึ่งของมันกลายมาเป็นพื่นฐานของ โอเอสเท็นในปัจจุบัน และมี Linux เป็น unix lookalike ที่ใช้กันมากในเซอร์ฟเวอร์ใหญ่ๆที่สุดของโลกส่วนใหญ่

สำหรับผมนั้น ผมว่าผมรู้จักมันครั้งแรก ประมาณปี ๑๙๘๗ ตอนนั้นที่บ้านเพื่อนของผมมีคอมพิวเตอร์ระบบยูนิกส์ของเอทีแอนด์ทีที่ยืมมาจากมหาวิทยาลัยมาตั้งไว้ในห้องรับแขก ผมก็เลยไปเล่นมัน ก็คำสั่งมาตราฐาน ง่ายๆ ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตอนนั้นผมไม่ได้ต่อเข้าเน็ตเวอร์คที่ไหน สมัยนั้น โมเด็มต่อโทรศัพท์เข้ามหาวิทยาลัยดูเหมือนจะความเร็วแค่ 100 bps (bits per second) ละมัง พอกลับมาเมืองไทย ในต้นปี 1990s ผมถึงมาใช้โมเด็ม ความเร็ว 300 bps ต่อมาก็เป็น 1200 bps ตัวหนังสือที่ส่งมาที่เทอร์มินัล ส่งมาทีละตัวๆ ช้าๆ ตอนน้ันส่วนมากใช้หลักอยู่สองอย่าง หนี่งคืออ่านข่าว จาก USENET และอีกอย่างก็ส่ง e-mail จำได้ว่า ตอนผมต่อเน็ตไปเข้าเซอร์ฟเวอร์ ก็ต้องใช้คำสั่ง who เช็คว่ามีใครอยู่มั่ง เพราะบางทีถ้ามีปัญหาก็ต้อง ใช้คำสั่ง talk ส่งข้อความไปหาคนอื่นที่ล็อกกินเข้ามาอยู่ด้วย เพื่อถามวิธีแก้ปัญหา

เวลาผ่านไปเร็ว
๒๒ ปีต่อมา ผมก็ยังใช้คำสั่งยูนิกส์หากินอยู่ตอนนี้ แต่ใช้คำสั่งประเภท awk grep sort uniq อะไรพวกนี้แยะ นอกจากนั้นก็ tar zip ssh scp

คนที่นึกเรื่องเก่าๆแสดงว่าแก่แล้ว

แน่นอน เพราะอายุเกินกึ่งศตวรรษไปแล้ว

Friday, June 05, 2009

เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยจริงหรือ

ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากเห็นว่า เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยจริง ผมก็เห็นด้วยนะ
แต่แหม ประโยคที่พูดกันว่า "เด็กไทยอ่านหนังสือวันหนึ่งแค่คนละ ๗ " บรรทัดนั่น ผมว่ามันก็เกินไปหน่อย เจอบ่อยๆ วันนี้ก็ไปเจอคนพูดประโยคนี้อีก ผมไม่รู้ว่ามีคนไปคำนวณมายังไง เห็นอ้างอิงประโยคนี้กันจัง สงสัยคงไม่รวมหนังสือพิมพ์ กับพวกนิตยสาร แล้วก็คงจะนับเฉพาะหนังสือที่เป็นเล่มๆ นอกหลักสูตรละมัง ไม่งั้นมันก็ต้องเกิน ๗ บรรทัด อยู่แล้ว
และผทเดาเอาว่า คงไม่นับรวมสื่อออนไลน์ ที่มากขึ้นๆ

อนี่ง ผมเองเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างค่าเฉลี่ย เพราะมันเบ้มากๆ (biased) เลยรู้สึกหงุดหงิดกับประโยคดังกล่าว (แต่หงุดหงิด ก็มีสติรู้อยู่)

Sunday, May 31, 2009

Book review (in Thai): Buddhist Philosophy

วันนี้เพิ่งไปได้หนังสือเล่มนี้มา

“พุทธปรัชญา มองพุทธศาสนา ด้วยทรรศนะทางวิทยาศาสตร์” โดย พันเอก สมัคร บุราวาศ
พิมพ์ครั้งที่ ๔ สำนักพิมพ์ ศยาม

หนังสือเล่มนี้ ท่านผู้เขียนซึ่งวายชนม์ไปแล้ว ผู้เป็นอดีตราชบัณฑิต เขียนขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖

ก่อนอื่นผมอยากทบทวนความจริงที่ว่า เมืองไทยสมัยก่อนนั้น คนไทยเราที่จะเข้าใจศึกษาพระธรรมกันในเชิงลึกนั้น มีน้อย ไม่เหมือนสมัยนี้ การศึกษาพระอภิธรรมน่าจะยังไม่เกิดใหม่ (หลังเสียกรุงศรีอยุธยาไปแล้วเกือบสองร้อยปี พระธรรมาจารย์ชาวพม่าท่านอาจจะกำลังเข้ามา หรือเพ่ิงเข้ามาสอนในเมืองไทย สมัยจอมพล ป. ตามคำนิมนต์ของพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ ท่ามกลางการคัดค้านจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในขณะนั้น เป็นผลให้พระพิมลธรรมโดนจับ สึก และคุมขังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะได้ปล่อย และคืนสมณศักดิ์ หลายปีต่อมาในภายหลัง) ส่วนท่านพุทธทาสก็คงเป็นที่รู้จักของคนในสังคมไทยตอนน้ันไม่นานนัก หนังสือเล่มนี้จึงถือว่าเป็นหนังสือที่สำคัญเล่มหนึ่งของคนไทยในสมัยเมื่อ ๕๕ ปีก่อน และดูเหมือนท่านจะใช้สอนที่มหามกุฏฯด้วย ในสมัยนั้น มีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ให้พื้นฐานจนเรามาถึงทุกวันนี้

แต่เมื่อมาพิมพ์ซ้ำ ห้าสิบปีต่อมา ตอนนี้ ผมอ่านดูแล้วก็เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่ให้ข้อมูลพอสมควร และตอนนี้เราก็มีหนังสืออะไรๆมากขึ้น ก็มีจุดที่อยากจะให้ข้อสังเกตส่วนตัวไว้ ในเนื้อหาของหนังสือเก่าเล่มนี้

ที่ผมอยากแสดงความเห็นวิจารณ์เนื้่อหาหนังสือเล่มนี้ ไว้ในบล๊อกนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเยาวชนในอนาคต แต่โดยความเคารพในความเป็นบูรพาจารย์ของผู้เขียน ก็คือผมมีความรู้สึกว่า ผู้เขียนท่านเขียนในสไตล์หนังสือประวัติศาสตร์พุทธปรัชญา ไม่ใช่ปรัชญาอย่างเดียว และก็ไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์อีกด้วย และการเขียนนั้น ก็แสดงในมุมมองของฝรั่งเป็นหลัก คงจะเป็นว่าสมัยน้ัน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเสร็จหยกๆ คนไทยเรายังรู้สึกยกย่องฝรั่งผู้ชนะสงครามมากอยู่ ความคิดฝรั่งเป็นของดี เรื่องภูมิปัญญาล้ำลึกของคนตะวันออกยังไม่รู้สึกกันนัก
และผมกะเอาว่า ในตอนน้ัน หนังสือพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยของอาจารย์สุชีพ อาจจะยังไม่ได้พิมพ์เผยแพร่ก็ได้ ดังนั้น ท่านผู้เขียน แม้จะเป็นบุคคลร่วมสมัยกับ อ. สุชีพ ท่านจีงหันไปอาศัยข้อมูลจากหนังสือของ เนห์รู เป็นพื้นฐานในการเขียนอธิบายพุทธปรัชญา ค่อนข้างหนัก และอาจจะอาศัยหนังสือฝรั่งเล่มอื่นๆ ด้วยก็ได้ ท่านคงไม่ได้มีโอกาสอ่านพระไตรปิฎก (ภาษาไทยหรือบาลีก็ตาม) เพราะสิ่งที่ท่านนำมาอ้างนั้นเป็นสำนวนฝรั่งทั้งนั้น และเนื้อหาไม่ตรงพระสูตร และหากดูจากจับความรู้สึกจากการอ่านระหว่างบันทัดของผม ผมรู้สึกว่า ท่านผู้เขียนไม่ได้ให้ความสำคัญ เชื่อถือ หรือสนใจเนื้อหาในพระไตรปิฎกมากนัก เพราะถือแบบฝรั่งว่า พระไตรปิฎกก็เป็นประหนี่งตำนานปรัมปรา ที่โดนพระอรรถกถาจารย์ในยุคหลัง (แต่ก็คือ ๑๕๐๐ ถึง ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว) แต่งคัมภีร์อธิบายเพิ่มเติมจนฝรั่งไม่เชื่อว่าจะตรงคำสอนเดิมของพระพุทธองค์เป๊ะ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสต์ นักปรัชญาฝรั่งก็ไม่เชื่อว่าถูกต้องทุกอย่าง (เพราะฝรั่งไม่รู้จักศีล ๕ เรื่อง มุสาวาทา เวรมณี ว่าพระภิกษุในพุทธศาสนาเคร่งครัดขนาดไหน)

อีกเรื่องหนี่งที่ผมอ่านแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับหนังสือก็คือ ผมเองไม่ถือว่าคำสอนของพุทธศาสนาเป็นปรัชญา แต่ใครที่เป็นนักวิชาการศาสนา จะถือว่าเป็นปรัชญา ก็เป็นเรื่องของท่าน ตามปัจเจกบุคคลไป ตามสะดวก

ให้ความเห็นแค่นี้ก่อน

Wednesday, May 27, 2009

แอนตี้ออกซิแดนท์กับการออกกำลังกาย

บทความเพิ่งออกมาจากวารสาร PNAS วันนี้ น่าสนใจ เพราะเข้ากับการปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพที่ดี

นักวิจัยในเยอรมันและสหรัฐ ค้นพบว่าสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อ ต้องการป้องกันการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ ๒ แล้วนั้น หากว่ามี การไปกินวิตามินซี (๑๐๐ ๐ มก.) และ วิตามินอี (๔๐๐ หน่วยสากล) ต่อวัน เป็นอาหารเสริมรายวัน ด้วย การกินวิตามินทั้นสองมันจะไประงับผลดีของการออกกำลังกายลงไปเสีย

เรื่องนี้ก็ผมสรุปเอาตามความเข้าใจของตัวเองว่า ออกกำลังกายมากๆ น่ะดี แต่ไม่ต้องกินวิตามินทั้งสองควบไปด้วย เอาไว้วันไหนไม่ออกกำลังถ้าอยากกินก็ค่อยกิน

อ้างอิง Ristow M, et al 2009 Antioxidant prevent health-promoting effects of physical exercise in humans. Proc. Natl. Acad. Sci. USA 106(21), 8665-8670, May 26, 2009.
doi:10.1073/pnas.0903485106

Tuesday, May 26, 2009

ชาวนาไทยตัวอย่าง

ไปเจอวีดิโอที่ออกรายการเมื่อปีที่แล้ว สรยุทธ สัมภาษณ์ คุณลุง ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. ๒๕๔๙
ดีมากเลย

ผมเลยได้รู้ว่่า ข้าวหนึ่งถัง มีประมาณ 378,000 เมล็ด
นอกจากนี้ก็ได้รู้ว่า ชาวนาไทยส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้ โดนพ่อค้าปุ๋ยและยาเคมีล้างสมองไปหมด และจำนวนไม่น้อย เป็นชาวนามือถือ คือโทรสั่ง จ้างคนมาทำ ซื้อของให้มาส่ง จ้างรถมาเกี่ยว เป็นหลัก

ผมมีความสนใจว่า สักวันหนึ่ง ผมจะมีโอกาสได้ไปเข้าคอร์สเรียนการเป็นชาวนาของท่านบ้างที่ศรีประจันต์

Saturday, May 23, 2009

ลินุกส์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

อุปกรณ์วิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้ หันมาใช้พีซีต่อพ่วงกันมาก ไม่เหมือนเครื่องสมัยก่อนที่จะมีแผงควบคุมอะไรเยอะแยะดูเหมือนในหนังไซไฟ การที่ใช้พีซี รันโปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่องมือพีซี ทำให้เครื่องมือวิทยาศาสตร์มีขนาดเล็กลงมาก (ราคาต้นทุนของผู้ผลิตลดลง และสร้างเครื่องมือง่ายขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะราคาขายถูกลงหรือเปล่า ผมคิดว่าคงจะไม่ โดยเฉพาะราคาขายในเมืองไทย ที่แพงมาก) พีซีที่ใช้ก็ส่วนมาก เดี๋ยวนี้รันในระบบวินโดวส์ ซึ่งถ้าเป็นเครื่องตั้งไว้เดี่ยวๆก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาจะมีทันทีถ้ามีมีคนเอาสายเน็ตเวอร์คไปต่อ มันก็จะติดไวรัสงอมแงมทีเดียว หลายๆที่ รวมทั้งที่ทำงานด้วย ก็เลยป้องกันปลายเหตุด้วยการไม่ต่อเน็ตกับเครื่องที่พ่วงกับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เหล่านั้น

รู้สึกสงสารคนส่วนมากใช้ ที่ไม่ได้ใช้ระบบ ยูนิกส์ทั้งหลายแหล่ รวมทั้งลินิกส์ (หรือ ที่คนไทยส่วนมากเรียกว่า ลินุกส์ )

ช่วงนี้ลินุกส์กำลังมาแรง ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องขนาดใหญ่สุดๆของโลก ๕๐๐ เครื่อง ใช้ลินุกส์กว่า 80% ตอนนี้ปริมาณเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่ใช้ระบบลินุกส์ มีประมาณ 1% (เทียบ กับแม็ค โอเอสเท็น ประมาณ 5% แต่ในอเมริกา การใช้แม็คเพิ่มเป็นราว 10% แล้ว) ในเน็ตบุ๊ครุ่นใหม่กำลังทะยอยออกมาโดยใช้ลินุกส์ แต่ผมเข้าใจเอาเองว่า แล็ปท็อป ลินุกส์ยังไม่มีการนำออกมาขายในเมืองไทยในขณะนี้ นอกจากคอมพิวเตอร์ แม้แต่ในมือถือก็กำลังจะออกมาอีกเพียบ ไม่ว่า ระบบโอเอส Moblin ของอินเทล หรือแม้แต่ Android ของกูเกิล ก็ใช้เคอร์เนลเป็น Linux v. 2.6 ในต่างประเทศบางคน(แม้แต่อดีตโปรแกรมเมอร์ของไมโครซอฟต์เองที่ออกมาแล้ว หันมาใช้ลินุกส์) ก็ทำนายไว้ว่า ระบบวินโดวส์กำลังจะหมดยุค

ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง ในอนาคต พีซีที่มาพ่วงกับเครื่องมือต่างๆมันก็คงจะไปรันลินุกส์

Friday, May 15, 2009

ความดันโลหิตสูง เพิ่งเจอสาเหตุ

ขณะที่แต่ละวันผมคอยเช็คความดันบ่อยๆเพื่อเฝ้าระวังความดันที่ดูจะสูงขึ้นตามอายุ และขนาดรอบเอว วันนี้ก็มีข่าวออกมาว่า เพิ่งมีเปเปอร์รายงานว่า ความดันโลหิตสูงเป็นเพราะติดเชื้อ cytomegalovirus (CMV) และอาการจะแย่ลงถ้ากินอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะที่มีไขมันสูง

ก็เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ ว่าถ้าอ้วนก็จะเป็นโรคความดัน และคนทั่วไป ก็มักเคยเจอไวรัสนี้มาแล้ว และมันอาจจะแฝงอยู่ในตัวเราก็ได้ ตามข่าวบอกว่า คนทั่วโลกเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงพันล้านคน

จริงๆแล้ว ถ้ามองในแง่บวก ก็ต้องบอกว่า ถ้ามีไวรัสตัวนี้ตัวนี้ แต่ไม่ใช่ไวรัสที่มันแรงกว่านี้ ก็น่าจะพอใจแล้ว

ข่าวบอกอีกว่า วิธีรักษาใหม่ น่าจะใช้ยาต้านไวรัสมารักษาโรคความดันด้วย

และเคยไปอ่านเจอก่อนหน้านี้ว่า กินชาเขียวจากใบหม่อนช่วยลดไขมันในเลือด และลดความดันได้ มันก็คงจะเกี่ยวกัน ตอนนี้ก็เลยแย่งอาหารตัวไหมกินเป็นประจำ

Thursday, May 14, 2009

แม็กกาซีนออนไลน์ ในเนื้อหาของผู้อัพโหลดเอง

ได้รับจังก์อีเมล์จากคนรู้จัก ครูวาดเขียนของลูกสมัยเด็กๆน่ะ เวลาผ่านไปเร็วมาก ไม่ได้เจอกันหลายปี ระยะหลังก็ยังติดต่อกันอยู่ แกเป็นครูที่มีความเป็นครู และตั้งใจกับเด็กๆตัวเล็กๆมาก เราก็เลยรู้สึกเป็นกันเอง ความจริงแกดังนะ ถ้าใส่ชื่อแกลงในบล๊อกนี้ คนในเมืองไทยเป็นพันๆหรือเป็นหมื่นต้องรู้จัก แต่ไม่อยากใส่ เพราะเคารพในความเป็นส่วนตัวของแก

เปล่า ไม่ใช่ครูผู้หญิงหรอก ครูผู้ชาย ออกจะห้าวด้วย ไม่ใช่พวกนั้น

เขาส่งลิงก์มาให้ ความจริงเว็บไซต์ส่งมาให้ในนามเขามากกว่า ปกติถ้าเจอจังก์เมล์ก็จะลบทิ้งไปทันที แบบพวก ไฮไฟฟ์ อะไรประเภทนั้น แต่วันนี้เกิดไปเช็คดูเสียหน่อย ก็เลยได้ไปรู้จักเว็บนี้ ชื่อว่า อิชชู่ หรือ Issuu

เลยตามไปอ่าน วิกิพีเดีย เกี่ยวกับเว็บนี้ดู และก็ที่เว็บของเขาก็ไปอ่านหน้า About เสียหน่อย
น่าสนใจ น่าสนใจ

ตอนนี้ได้แต่เก็บบุ๊คมาร์กเอาไว้ ว่างๆจะสมัคร และอัพโหลดเอกสารขึ้นไปลองเสียหน่อย เพราะอันที่จริงเขียนบล๊อกก็หลายปีแล้ว แต่ไม่ได้ทำเอกสารออกมาเป็นแม๊กกาซีนหรูๆสักที น่าลองดูเหมือนกัน แต่คงต้องเขียนเป็นภาษาประกิตเสียหน่อย ให้ฝรั่งอ่าน

Saturday, May 02, 2009

วัยรุ่นกับดาราเกาหลี

ไปประชุมผู้ปกครองนักเรียนวันก่อน ได้คุยกับพ่อแม่ของนักเรียนเพื่อนๆของลูก กับครูประจำชั้น พบว่ามีเรื่องกังวลสองเรื่องที่ตรงกัน เรื่องแรกคือเด็กวัยรุ่นติดอินเตอร์เน็ต บางคนห้่าทุ่มยังไม่นอน เรื่องที่สองคือเด็กวัยรุ่น ทั้งชายทั้งหญิงไปคลั่งไคล้เฝ้าสนใจเรื่องดาราเกาหลีจนเกินไป

ในส่วนตัวผม ผมรู้สึกไม่พอใจอยู่ภายในอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องที่สอง แต่ก็พยายามรู้สึกตัวไม่ได้แสดงอะไรออกมากับลูก ผมคิดว่า เด็กวัยรุ่นที่มีสติปัญญาของไทยกำลังโดนมอมเมาโดยบริษัทสองสามบริษัท ที่จัดรายการต่างๆ หรือไปซื้อรายการต่างชาติที่มีการสร้างภาพลักษณ์ของดาราตัวเองมาเป็นอย่างดี มาจับตลาดวัยรุ่น ถามว่าบริษัทเหล่านั้นเขาผิดไหม ที่เขาพยายามทำหน้าที่หากำไรสูงสุดของเขา มองเฉพาะส่วนของเขาดูจะไม่ผิด แต่ว่ามันมากระเทือนผู้บริโภค ในระยะยาว จะมีผลต่อประเทศชาติ นั่นแหละผิด ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนรุ่นใหม่ที่จะไปเป็นประชาชนระดับมันสมองของชาติ เป็นพวกผู้หลง ผู้ไม่รับผิดชอบ ผู้ฝักใฝ่แต่บันเทิงไปวันๆ ไม่รู้จักแบ่งเวลา ใช้เวลาไร้สาระ พ่อแม่ก็พูดไม่ฟัง

ผมได้แต่ปลง หวังว่ามันจะถึงวันที่วัยรุ่นเกิดรู้สึกมีสติ และเกิดเอียนเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเอง และเลิกหลง กลับมาสู่ความเป็นจริงเสียที แต่คงจะยาก และรออีกนาน

Friday, April 24, 2009

ผักกระเฉด

ตามข่าวในลิงก์บอกว่า ออสเตรเลียกำลังพยายามกำจัดวัชพืช (pest plant) ชนิดหนึ่งที่ใช้ทำอาหารไทย ชื่อว่า Water mimosa (Neptunia spp.) ซึ่งเป็น nitrogen fixing legume
ดูจากรูปผมคาดว่าน่าจะเป็นผักกะเฉด ที่หลายคนชอบกินผัดผักกระเฉดไฟแดง (แต่ยังไม่ได้เช็ด)

เขาบอกว่า พืชน้ำชนิดนี้ปล่อยไนโตรเจนลงไปในแหล่งน้ำ ทำให้เกิดการเบ่งบานของสาหร่ายต่างๆ และไปเป็นอาหารของวัชพืชน้ำอื่นๆ เช่น ผักตบชวา (water hyacinth) และก็ water lettuce และ salvinia (ไม่รู้ว่าอะไร ยังขี้เกียจไปค้นหนังสือของ ศ. ดร. เต็ม ที่อยู่ในตู้ใดตู้หนึ่งที่แต่ละตู้อัดแน่นไปด้วยหนังสือสารพัดที่ซื้อหามา แต่ก็อ่านมั่งไม่ได้อ่านมั่ง)

ก็เป็นความรู้ใหม่ เลยโพสต์เก็บไว้

Wednesday, April 22, 2009

ร้อนและแล้ง แก้อย่างไร

ขับรถไปอุบลคราวนี้ ได้เห็นว่าที่อุบลไม่ค่อนร้อนเท่าไร แต่จังหวัดระหว่างทางจะร้อนกว่า แล้งกว่า เพราะป่าแทบไม่เหลือ กลายเป็นที่นาไปหมด แต่ไม่มีน้ำในหน้าแล้งและหน้าร้อน ก็ทำอะไรไม่ได้เป็นระยะเวลานาน ทุ่งหญ้าแห้งเป็นสีน้ำตาล วัวควายก็ไม่มี ถ้ามีก็คงไม่ออกมากินฟางหญ้าแห้งๆ

ผมมาคิดว่า ถ้าเปลี่ยนผืนนาสุดลูกหูลูกตาในจังหวัดอีสาณเหล่านั้น มาเป็นไร่นาสวนประสม ตามแบบพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ เสียให้หมดในวันนี้ ก็อาจจะแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากได้ เพราะพื้นที่บางส่วนที่ทำสวนและปลูกไม้ยืนต้นมากขึ้น ก็จะช่วยเก็บความชื้นให้กับท้องที่ได้มากขึ้น ลดการระเหยของน้ำจากผิวดิน และที่สำคัญ โลกกำลังร้อนขึ้น แล้งมากขึ้น ในอนาคตมันจะยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้ถ้่าไม่ทำ

โลกเราเหลือเวลากอบกู้สิ่งแวดล้อมอีกไม่นานนัก เมื่อเทียบกับกรอบเวลาทางธรณีวิทยา คนรุ่นใหม่จะเดือดร้อน และคนรุ่นปัจจุบันหากตายไปและมาเกิดใหม่ก็จะยิ่งประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากไปกว่านี้อีก ก็เขียนไป เอาไว้อ่านเองแหละ เพราะคงไม่มีใครเอาไปทำ ขนาดเป็นพระราชดำริที่ดียิ่งก็ยังไม่ค่อยมีคนทำมากเท่าที่ควร

ไปนอนวัดป่ามา (4)


ได้มีโอกาสไปกราบเรียนขอกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อเข็ม สุชีโว ที่กุฎิ ท่านได้เมตตาสอนให้หลายชั่วโมง สรุปบทเรียนได้ว่า
เนื่องจากผมถนัดการนั่งสมาธิแบบอาณาปาณสติ หลวงพ่อจึงแนะให้ให้วิธีของหลวงพ่อ คือรู้สึกลมกระทบที่เพดานปากด้านบน จะรู้สึกเย็นๆ แล้วให้พิจารณาไป ว่ากายมันไม่ใช่ตัวเรา ด้วยประการต่างๆ ไม่ต้องไปเอาฌาน คนเรายึดมั่นในกาย ทำอะไรก็เพื่อกาย อย่างชื่อเสียง ก็ทำเพื่อกาย หรือคนด่า เขาด่ากาย เราไม่ต้องไปสนใจ เขาไม่ได้ด่าจิต ถ้าตัดสักกายทิฏฐิได้ จิตเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ก็เป็นพระโสดาบันได้
นอกจากนี้ ให้ถามตัวเองว่า จะเอานิพพานจริงหรือไม่ หรือว่ายังตัดอะไรๆไม่ได้ เช่น ครอบครัว ปากว่าอยากได้นิพพาน แต่ว่าจิตมันไม่อยากได้ ก็ไม่ได้
เรารับปากท่านว่า จะไปพิจารณาดู เพราะเท่าที่ผ่านมา ได้แต่ทำสมถะ ไม่ได้คิดพิจารณา กลัวฟุ้งซ่าน แต่การพิจารณาก็จะทำแบบมีสติ หลวงพ่อบอกว่าดีแล้ว

ไปนอนวัดป่ามา (3)



ในป่ามืดเร็วมาก ไปไหนต้องมีไฟฉายติดมือไปด้วย หลังทุ่มหนึ่งจะมองทางไม่ค่อยเห็น หลังสองทุ่มจะมืดสนิทถ้าไม่มีพระจันทร์ ผมไปนอนคนเดียวในป่าที่มืดตึ๊ดตื่อ (ก่อนหน้านั้น ที่เคยไปวัดหลวงพ่อจรัลเมื่อสิบปีก่อนราวสามครั้งก็เป็นวัดบ้าน และคนเจ็ดร้อยคนไปปฏิบัติธรรมแน่นไปหมดที่สิงห์บุรีจึงไม่เงียบเหงานัก) แต่ที่ป่าในวัดที่นาจะหลวยนี้ก็ไม่น่ากลัวเพราะอยู่ในรั้วอิฐบล๊อกรอบวัด ที่มีบริเวณราวสองสามร้อยไร่ ถ้าจะกลัวก็อาจจะแต่อมนุษย์ หรืองู หรือยุงกัด มากกว่า

ไปอยู่กุฏิก็จับลมหายใจ ทำอาณาปานสติไปเรื่อยๆ พร้อมกับดูจิต

ตั้งแต่เย็นๆแล้ว มีเสียงแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินในเมือง พวกจักจั่นเริ่มส่งเสียง พอหกโมงเย็นก็มี แมลงบ้าอะไรก็ไม่รู้เสียงเสียดสีปีกมันแหลมมากอย่างกับเสียงแตร เป่าโน้ตเสียงสูงมาก และ ลากเสียงยาวกว่าหวูดรถไฟอีก ฟังเหมือนมันมาเป่าอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง บางช่วงก็นึกด่าแมลงว่า มันก็มีตัณหาเหมือนคนแฮะ ขยับปีกทำเสียงเรียกหาคู่เป็นนาน พอเจอกันแล้ว ค่ำๆหน่อย ผสมพันธุ์เสร็จก็เงียบกริบ ป่าก็เงียบลง เสียงนกก็ค่อยๆเงียบลง

ตกดึก บางทีได้ยินเสียงคล้ายคนเดินบนใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ ตัวสัตว์นั่นเอง แต่จิตเราก็หวาดระแวง บางทีก็เสียงเคาะบนหลังคา คงเป็นพวกสัตว์เคาะไล่ตัวแมลงออกมาจะได้กิน อีกทีก็แมลงตัวใหญ่บินมากระแทกหน้าต่าง เสียงเหมือนคนมาเคาะหน้าต่างหรือหลังคา บางขณะรู้สึกกลัวจนขนลุก แต่ก็มีสติอยู่พอควร โดยรวมแล้วจิตก็ระแวดระวังอยู่เกือบตลอดเวลา แต่เรื่องฟุ้งซ่านก็บ่อยมาก แต่ก็เห็นว่าฟุ้งซ่าน นอนจับลมหายใจไปเรื่อยๆ พอตีสองก็ลุก ตื่นตีสองทุกวัน มันตื่นเอง ไม่อยากนอกต่อ มานั่งสมาธิ และสลับจงกรม

อยู่คนเดียวในป่า รู้สีกว่า คนเรามีอะไรที่เกินต้องการสำหรับการดำรงชีวิตไปมาก แรกเริ่มเลย กลางคืนคนส่วนมากก็เอาแสงไฟเป็นเพื่อน ถ้าไม่มีแสงไฟจะรู้สึกกลัวว่าจะมีภัย กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ถ้าไม่มีแสงไฟตอนกลางคืน คนเราก็ไม่ตาย ดังนั้นแสงไฟจึงไม่ใช่ของจำเป็นในชีวิต แต่ก็ต้องมีไฟฉายไม่งั้นหาของไม่เจอ หรือไม่ก็อาจจะสะดุดของล้มลง

ตอนหัวค่ำมืดสนิท ต้องใช้ไฟฉาย ตอนหลังตีสามไปแล้วจะเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อพระจันทร์ขึ้น และสว่างมากขึ้นจนถึงตีห้า ไก่บางตัวขันตั้งแต่ตีสาม ต่อมาก็ราวตีสี่ ตีห้า พอตีห้าครึ่งพวกนกก็เริ่มตื่น ส่งเสียงเจึ๊ยวจ๊าวกัน ต่อมาก่อนรุ่งพวกจักจั่นก็ส่งเสียงระงมกันอีกรอบหนึ่ง

เห็นวงจรของแสงสว่างค่อยๆมืดลง และจากมืดมิด ค่อยๆสว่างขึ้น ทำให้เห็นว่า โลกก็เป็นอย่างนี้ มีทุกข์แล้วก็สุขสลับกันไป

ไปนอนวัดป่ามา (2)


วันนี้จะโพสต์รายละเอียดเพิ่มเติม

ผมขับรถบีเอ็มไปนาจะหลวย คนเดียว เป็นครั้งแรกที่ไปอุบลราชธานี และเป็นครั้งแรกที่ไปนอนวัดป่่า จากกรุงเทพ ไปทางโคราช แวะสวนน้าชาติที่เชื่อนลำตะคองสักครู่ จากนั้นขับรถต่อไป ก่อนถึงสีคิ้วก็แยกไปทางหลวงสาย ๒๔ มุ่งตะวันออกไปทางเดชอุดม โดยแวะเที่ยวประสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ ที่นางรอง ช่วงแรกเป็นเส้นเป็นทางหลวงแบ่งกลาง ไป ๒ กลับ ๒ แต่จากนางรองเป็นทางเล็ก ไปหนึ่งมาหนึ่ง ต้องรอแซงถ้ามีรถใหญ่ขับช้า ทำให้ขับได้ไม่เร็วนัก ขากลับกลับทางเขาพระวิหาร มาทางกัณทรลักษณ์ ระยะทางเท่ากัน แต่ทางดีกว่า รถน้อยกว่าเล็กน้อย

ขอบ่นนอกเรื่องหน่อยเหอะ ขากลับที่กลับทางนี้ เพราะผมอยากจะแวะเที่ยวเขาพระวิหาร กับ ผามออีแดงเสียหน่อย ที่คนเขาว่าสวยมาก แต่พอไปถึงก็เข้าไปไม่ได้ อุทยานแห่งชาติปิด มีทหารพรานเราเฝ้าไว้ เพราะทหารเขมรมันบุกขึ้นมายึดพื้นที่ประเทศไทยส่วนนี้เอาไว้ ก็เลยรู้สึกเซ็งเล็กน้อยที่ประเทศใหญ่โดนประเทศเล็กกว่ามาระราน แต่ก็เถอะนะ คนไทยเราชีวิตมีค่ามากกว่า ถ้ารบกัน คนไทยตายน่าเสียดายมากกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติทางโลก ทางธรรมท่านไม่ให้ยึดถืออะไรทั้งนั้น เราก็ต้องปลงไป

ระยะทางเฉพาะไปวัดไม่รวมแวะรายทางก็ 580 กม. ไปกลับก็พันสองร้อยกิโลรวมระยะทางที่แวบไปโน่นนี่ วัดที่เป็นเป้าหมายของการไปทำบุญ และปฏิบัติธรรมในครั้งนี้คือ วัดป่าโนนนิเวศน์ หรือ วัดห้วยซันเหนือ ที่มีหลวงพ่อเข็ม สุชีโว หรือ พระครูสุชีพภาวนานุวัฒน์ เป็นเจ้าอาวาส
ได้ยินมาว่า พรรษาที่ท่านบวชมาราว ๔๓ พรรษา และท่านอยู่ในวัยหกสิบเศษ และตามที่เคยได้กราบท่านมาเมื่อปีที่แล้ว ได้สัมผัสกับความเมตตาจากท่าน จึงอยากไปร่วมงาน ทักษิณานุปทาน ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีของวัดนี้

Monday, April 20, 2009

วีดิโอคลิปน่าดู

อาจารย์อาจอง และ คุณตังตฤณ พูด น่าฟัง ลิงก์ข้างบนครับ เรื่องภัยพิบัติ โลกร้อน แผ่นดินไหว น้ำท่วม สีนามิ อะไรๆที่คนอยากรู้