Saturday, July 12, 2008

วันนี้คุยเรื่องพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

ไปเจอบล๊อก(ที่ใส่ลิงก์ไว้ข้างบน) เป็นของนักวิชาการท่านหนึ่งเขียนไว้ ผมตามไปอ่าน เป็นกรณีที่ท่านวิพากย์หนังสือเล่มหนึ่ง คือ หนังสือที่ชื่อว่า "ไอน์สไตน์พบ พระพระพุทธเจ้าเห็น" ท่านวิพากย์หนังสือเล่มนี้ บอกพอสรุปได้ว่าในส่วนการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์นั้นคลาดเคลื่อนมาก ผมอ่านวิจารณ์ของท่านแล้วก็เลยได้ความรู้สึกว่า หนังสือประเภทคาบเกี่ยวระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์นี้ จะไม่ตรงใจนักวิทยาศาสตร์นัก เพราะฝึกมาให้เขียนเรื่องแบบเป๊ะๆ ผลการทดลองภายใต้เงื่อนไขอย่างใดต้องระบุให้ตรง ห้ามพูดกว้างๆ พูดเพี้ยนไปหน่อยไม่ได้เลย

ผมเองไม่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าว ที่เขาว่าขายดีมาก พิมพ์หลายสิบครั้ง แต่สงสัยว่าผมจะเคยพลิกๆดูอยู่นะแล้วก็ไม่ตรงจริตก็เลยไม่ซื้อ

อยากให้ความเห็นไว้ตรงนี้ไว้สั้นๆว่า ผมเคยอ่านหรือได้ฟังมาว่าพุทธศาสนามีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนพ้นทุกข์ และโดยวิธีก็คือการละวาง ไม่ยึดถือ (เอากว้างๆละกันนะ ไม่อยากตรงตามปกรณ์เป๊ะ) แต่ผมเข้าใจเอาว่า วิทยาศาสตร์นั้น (ถ้ามองในแง่พุทธ) เป็นการสนองตัณหา ในที่นี้คือความกระหายอยากรู้ของนักวิทยาศาสตร์ และในการค้นหาความรู้เพื่อสนองความต้องการความรู้นั้น ก็มีขั้นตอน มีระเบียบวิธี และมีการถกเถียง สื่อสาร ส่วนเรื่องราวที่สื่อก็ต้องถือตามตัวอักษร ตามตรรกะ ตามหลักฐาน ตามเงื่อนไข ที่แน่นอน ดังนั้นพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์เป็นคนละเรื่อง การที่มีคนเอาสองเรื่องมาปนกันมันก็ต้องมีปัญหาอย่างนี้แหละ เพราะจากประสบการณ์ที่มีอยู่น้อยนิด ผมได้เห็นแล้วว่าทั้งพุทธศาสนาก็มีเรื่องที่ลึกล้ำมาก ถ้าใครไม่ได้เรียนอภิธรรม ก็คงถือไม่ได้ว่ารู้มากพอ ส่วนทางวิทยาศาสตร์นั้น ความรู้ทางฟิสิกส์ก็เปลี่ยนไปเร็วมาก คนนอกสาขาที่ไม่ได้ตามคงจะหมดสิทธิเขียนอธิบาย

ความจริงเรื่องการเขียนหนังสือวิชาการหรือกึ่งวิชาการเนี่ย คนที่รู้บ้างเล็กๆน้อยๆเนี่ยต้องระวัง ผมว่าคนพวกรู้งูๆปลาๆไม่ควรจะเขียน นี่ว่าโดยทั่วไปนะ ไม่ได้พูดกรณีเล่มนี้ ผมเคยอ่านเจอว่าครูบาอาจารย์รุ่นโบราณทางพุทธศาสนาท่านประพันธ์คาถาภาษาบาลีห้ามไว้เลยว่า ถ้ายังไม่ผ่านขั้นตอนอะไรมาบ้าง ห้ามแต่งปกรณ์ (มิฉะนั้นจะไปสอนคนอื่นผิด กลายเป็นบาปไปเสียอีก) คนเขียนหนังสือจึงต้องระวังให้มาก ไม่งั้นจะเขียนอะไรให้ความรู้สังคมผิดเพี้ยนไปได้ และคนอ่านก็ต้องใช้วิจารณญาณเหมือนกัน มีหนังสือบางเล่มผมซื้อมา พลิกอ่านคร่าวๆเสร็จผมก็โยนไปรวมกับเศษกระดาษเพื่อขายซาเล้งเลย เพราะผมว่าไร้สาระ ไม่ควรเก็บไว้ และไม่ควรจะจ่ายแจกคนอื่นอ่านต่อไปเสียอีกด้วย อย่างนี้ก็เคยมี

Saturday, July 05, 2008

บทความน่าอ่าน

ไปดูตามลิงก์ ที่บีบีซี เกี่ยวกับ บริษัท ไมโครซอฟต์ อ่านแล้วพบว่าสำนวนสะใจมาก เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น คนทั่วโลกส่วนมากก็รู้ๆอยู่ แต่ไม่สามารถเขียนออกมาได้ปรุโปร่งอย่างนี้ ตอนแรกๆผมก็ฉงนอยู่ว่าทำไมนักข่าวบีบีซีเขียนได้ดีอย่างนี้ เพิ่งเห็นตอนหลังว่าชื่อคนเขียนคือใคร อพิโธ่ ริชาร์ด สตอลแมล เป็นคนเขียนนั่นเอง แกเป็น ศาสตราจารย์ทาง วิทยาการคอมพิวเตอร์ และ ประธานผู้ก่อตั้ง มูลนิธิซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation) คนดังระดับโลกนั่นเอง ที่สังเกตก็คือ แกจะเป็นคนเดียวในโลกละมังที่เรียกระบบ ลินิกส์ แบบชื่อยาวๆว่า กนูลินิกส์ GNU/Linux

Tuesday, July 01, 2008

Good foods for health

I just found two news from the web: one is that eating water melon is good. Another is an already known fact that drinking red grape (or red wine, that is) is also good.
Water melon has citrulline which will be converted by our body into Arginine which helps improve heart 's health and immune system. Red grape has resveratrol, which is an antioxidant and help reducing the number of fat cells, i.e. help keep your waist line.
So I 'll keep the note here to remind myself what do eat and drink from now on.

Monday, June 30, 2008

ปลงอนิจจัง

สัปดาห์ที่ผ่านมา สุนัขพันธุ์อัลเซเชียนที่เลี้ยงไว้และเอาไว้เฝ้าบ้านอีกหลังหนึ่งที่ต่างจังหวัดตายลง เขาอายุได้ประมาณสิบปี ก่อนหน้านี้ไปบ้านโน้นเอาอาหารเม็ดไปส่งให้ ไปเจอเขา ก็เห็นแล้วว่าท่าทางไม่ค่อยดี อ่อนแอลงไปมาก ซูบผอม ตัวสกปรก ไม่ได้อาบน้ำ มีเห็บด้วย ขาหลังลากเดินไม่ได้ คงแก่จนขาเสียเดินไม่ไหว ก็รู้สึกสงสารเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ดูเขามาเจ็ดแปดปีแล้ว กลับมาก็จิตเศร้าไปวันสองวัน เมื่อตอนย้ายบ้านมานั้น ก็คิดจะเอามาเลี้ยงต่อบ้านในกรุงเทพฯแต่คนที่บ้านให้เอาไว้เฝ้าบ้านโน้น ปล่อยให้คนแก่ที่บ้านโน้นดู ก็เลยต้องปล่อยตามนั้น ก็ยังเหลือที่บ้านนั้นอีกตัวหนึ่ง ก็ตั้งใจว่าต่อไปจะไม่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงอีกตลอดชีวิตนี้ เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ไปวัดอยู่แล้วก็เลยไปบริจาคเงินใส่ตู้ให้ที่่วัดอุทิศส่วนกุศลให้เขาเป็นการเฉพาะ และก็เมื่อนั่งสมาธิตอนค่ำก็แผ่เมตตาและอุทิศผลบุญให้ด้วยแล้ว ปีนี้มีอะไรๆผมก็ปลงอนิจจังไปเรื่อยๆ เพื่อปล่อยละวางความยึดมั่น ต้นไม้แต่ละต้นของแม่ทะยอยตายไป รถเสียบ้าง ขายรถคู่กายไปบ้าง ขายหนังสือที่อุตส่าห์ขนมาจากอเมริกาและสะสมมายี่สิบปีไปเป็นเศษกระดาษ หรือบริจาควัดสวนแก้วไปบ้าง มีเรื่องเสียเงินบ้าง คราวนี้สัตว์เลี้ยงตายอีก เห็นจริงว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วดับไปจริงๆ แต่ยังหรอก พูดไปงั้นเอง จิตผมมันยังไม่เห็นธรรมซึ้งจริงๆ

โน้ตบุ้คเสีย

สัปดาห์ที่ผ่านมา เครื่องแม็คพาว์เวอร์บุ๊คจีโฟร์โน้ตบุ๊คของผมเจ๊ง สงสัยเป็นเพราะเครื่องร้อนจัด ดูวิดีโอสตรีมมิ่งจากเว็บนานเกินไป และใช้มอร์นิเตอร์และคีย์บอร์ดนอกอยู่เลยไม่รู้ ต่อมารีบู้ทเครื่องไม่ขึ้น ในวันรุ่งขึ้นก็เลยต้องเอาไปให้บริษัทยูนิตี้โปรเกรสช่วยดู พบว่าเมนบอร์ดเสีย เลยตกลงใจสั่งบอร์ดมาเปลี่ยนจากสิงคโปร์ คาดว่าจะเสียเงินประมาณเกือบสามหมื่นบาท เราจะไม่ซ่อมก็ไม่ได้เพราะต้องใช้เครื่องเป็นอุปการณ์ทำงาน และคิดว่าจะรอซื้อรุ่นใหม่ประมาณกลางปีหน้า ให้ซีพียูรุ่นคว็อดคอร์สำหรับโน้ตบุ้คออกมาก่อน (กำหนดออกสิ้นปีนี้) และก็ให้แอปเปิ้ลออกแม็คโอเอสเท็นรุ่นใหม่ สโนว์เล็พเพอร์ดก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน (กำหนดประมาณกรกฎาคมปีหน้า) แล้วยกเครื่องนี้ให้ลูกไป ตอนนี้ก็เลยต้องรอๆๆ คุยกับเพื่อนพบว่าเครื่องโน้ตบุ้คเขาก็บอร์ดเจ๊งเหมือนกัน ปีที่แล้วของเพื่อนอีกคนก็เสีย แต่ไม่เฉลียวใจ ยังคิดว่าเครื่องเราจะใช้ได้ทน เลยเริ่มรู้ว่าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์สมัยนี้เนี่ย พอวงจรมันเล็กลง มันก็เลยบอบบางลง และเสียง่ายมาก ผมตั้งใจจะจดเอาไว้ว่า เมื่อซื้อเครื่องโน้ตบุ้คใหม่ในปีหน้า ก็จะซื้อประกันเครื่องยืดเวลาเป็นสามปีด้วย คิดว่าคุ้มกว่าแน่นอน คราวที่แล้ว พยายามเขียมเงินแค่หมื่นหนึ่ง เลยต้องจ่ายเกือบสามหมื่นในคราวนี้

ไปทำบุญต่างจังหวัด



สัปดาห์ที่แล้วขับรถไปภูเรือ ทางช่วงเข้าเขตจังหวัดเลยแล้ว จากทางเหนือของหล่มเก่า เส้นทางหมายเลข ๒๐๓ ทางวกวนไปตามไหล่เขาในป่าแถบภาคกลางและอีสาณตอนเหนือ ป่าเขียวขจี รู้สึกว่าขับรถสนุกดี โชคดีไม่ได้พาใครนั่งไปด้วย ไม่งั้นคงจะโดนบ่นว่าเวียนหัวหรือเมารถ พักที่รีสอร์ทนอกตัวอำเภอ อากาศเย็นสบายดี ผมไปได้ข้อมูลรีสอร์ทแห่งนั้นมาจากในเว็บ เจ้าของเป็นผู้ใหญ่อายุประมาณ ๗๐ ที่มีเมตตาดี และมีเป็นคนธัมมะธัมโม ได้คุยกันประสาคนชอบธรรมะตรงกัน ท่านเมตตาเตือนสติเรื่องกัมมัฏฐานให้บางเรื่อง ท่านให้หนังสือและเอกสารมาจำนวนหนึ่ง มารู้ทีหลังว่าท่านเจ้าของเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณแล้ว และท่านอยู่ที่นั่นเลยทั้งปี ไม่เข้ากรุงเทพฯอีก วันต่อมาไปทำบุญที่วัดป่าห้วยลาด ถวายสังฆทาน และก็บริจาคเงินสร้างพระ เป็นเงิน 5000 บาท กลับมากรุงเทพฯก็ทำให้รู้สึกกระตือรือร้นขยัันอยากทำงาน ภาษาปากเขาเรียกว่า ไปชาร์จแบ็ตฯมาเรียบร้อย เห็นประโยชน์ว่า ควรไปเที่ยวพักสมองทุกสามเดือน ถ้าทำได้เป็นดี ค่าน้ำมันแพง แต่ก็ถือว่าถูกกว่าค่าเครื่องบินไปเมืองนอก

Thursday, June 26, 2008

หรือโลกมันเอียง

ไปท่องเว็บเจอที่หนึ่ง อ้างว่าโลกเอียงมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นจริง ผมเข้าใจเอาว่าก็จะอธิบายได้ว่าทำไมน้ำแข็งขั้วโลกละลายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ โลกร้อนขึ้นมากกว่าที่คาด พายุมากขึ้น และสาเหตุต่างๆปรากฎการณ์ธรรมชาติที่แปลกๆมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ดูได้จากลิ้งก์ที่ใส่ไว้

แต่ข้อมูลจากเว็บอ่านแล้วก็ต้องระวัง ฟังหูไว้หู เพราะฝรั่งชอบคิดว่ามีทฤษฎีสมคบคิดกันปิดบังช้อมูลต่อสาธารณชนอยู่เรื่อยๆ แต่ผมว่ามันก็เป็นไปได้นะ

Wednesday, June 18, 2008

Mindful meditation gain more interest in the west

See interesting news article in the link above. We practicing Buddhists have been doing this for over 2 and a half millennia. I suppose mindful meditation is similar to our Vipassana meditatioin.

Thursday, June 05, 2008

จากข่าว นักฟิสิกส์พบวิธีทำให้วัตถุลอยได้

เรื่องพิสดารจากหนังสือพิมพ์บนเว็บ น่าสนใจ สิ่งที่สมัยก่อนวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ก็เป็นไปได้ ตอนนี้ นักฟิสิกส์พบวิธีทำให้วัตถุลอยได้
มีคำพูดฝรั่งบอกว่า อย่าพูดว่าไม่มีทาง(เป็นไปได้)
ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้ในวันน้ี ไม่ได้หมายความว่าจะอธิบายไม่ได้ในอนาคต หรือเป็นเรื่องโกหกเสมอไป

นักชีววิทยารู้มานานแล้วว่าอย่าไปเชื่อกฏเกณฑ์หรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์อะไรมากเกินไป เพราะมันก็เป็นแค่คำอธิบายปรากฎการณ์ในรูปแบบที่ง่านที่สุด และฟิตกับข้อมูลที่สุดเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น ในที่สุดจะต้องมีคนเจอเรื่องราวที่แหกกฏทางชีวภาพจนได้นั่นแหละ

Sunday, June 01, 2008

บ่นเรื่องความหลงของพวกวัยรุ่น

ห้าวันก่อน มีการเปิดตัว วงซูเปอร์จูเนียร์ (Super Junior) ซึ่งเป็นวงดนตรีเกาหลี ในประเทศไทย ที่เวทีชั่วคราวข้างศูนย์การค้าสยาม มีวัยรุ่นไปกรี้ดเยอะ คิดว่าห้าหกพันน่าจะได้ ส่วนมากเป็นเด็กนักเรียนผู้หญิง ลูกผมก็กระตือรือร้นไปกะเขาด้วยคนหนึ่ง ตอนค่ำพ่อก็ต้องเดือดร้อน(กาย แต่ไม่ใช่ใจ) เสียเวลาไปรับกลับ
ต่อมาช่วงนี้ก็เป็นเวลาที่มีรายการอาคาเดมี แฟนเทเชีย (Academy Fantasia) ลูกผมก็พลอยนอนดึกไปด้วย เพราะต้องดูจนกว่าจะรายการจบก็ประมาณห้าทุ่มครึ่ง ทำให้นอนผิดเวลา ดึกผิดปรกติ โชคทีที่เขาจัดรายการคืนวันเสาร์ แต่วันหยุดลูกผมก็มีเรียนพิเศษในวันรุ่งขึ้นอยู่ดี ก็ทำให้เขาตื่นสายเกินไปด้วย การที่เด็กนอนดึกนั้น ทราบกันแล้วว่า จะมีผลเสีย เพราะจะทำให้การหลั่ง growth hormoneในเวลานอนหลับลดลง ทำให้โตช้า หรือตัวเล็ก นอกจากนี้เด็กก็มีการหลงเล่นเน็ตอีก เราก็พยายามควบคุมให้มีเวลาที่เขาจะเล่นได้ ไม่ให้มากเกินไป แต่กระนั้นพ่อแม่ก็ต้องรับกรรม คอยรับอารมณ์ที่โกรธเกรี้ยวของลูก ยามเมื่อเตือนเขาว่าถึงเวลาพักผ่อนสายตาบ้างแล้ว พ่อแม่ก็ต้องโดนแว๊ดกลับเป็นประจำ

เด็กๆวัยรุ่นยังไม่เข้าใจว่า เขานั้นเริ่มโตแต่กาย แต่จิตใจนั้นยังไม่โต ยังไม่รอบรู้ทันคนอื่นพอ (และความรู้ก็ยังแค่หางอึ่ง) ในสังคมทุนนิยม มีการโฆษณา เพื่อดึงความสนใจของพวกเยาวชนอย่างเขาไปสู่สินค้าต่างๆ โดยเอาความบันเทิงที่เป็นสิ่งภายนอกต่างๆเข้ามาให้หลงไหล พวกเขาจึงไม่เคยมีความสุขกับความสงบภายในเลย พวกเขาไม่เคยอยู่เงียบๆโดยไม่เปิดเพลงฟัง ไม่เปิดเน็ต ไม่อ่านหนังสือประโลมโลก ไม่ดูรายการทีวี สื่อต่างๆพยายามหาเงินจากเยาวชนเหล่านี้มากจนเป็นผลเสียต่อพัฒนาการของเยาวชน เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ตกเป็นเหยื่อการยัดเยียดบันเทิงเหล่านี้ โดยที่พ่อแม่ส่วนมากก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะแม้จะตักเตือนด้วยความรักไปบ้าง ก็มักโดนว่ากลับมา หาว่าเป็นการตำหนิเขา หรือว่ากล่าว

พ่อแม่ก็ได้แต่ปลงอนิจจัง จิตใจของเราตัวเราเองยังคุมไม่ได้แล้วจะไปควบคุมจิตใจเด็กได้อย่างไร หวังว่าเมื่อเขาโตขึ้น เขาจะหลงน้อยลง และเมื่อเขาแก่มากขึ้น จนเท่าๆกับผม ก็จะเห็นความจริงว่า ทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งสมมุติทั้งหมด เป็นของไม่มีสาระ ไม่ควรจะไปหลงไหล ไปใส่ใจ ไม่ควรไปยึดถือ ไม่ควรไปทะยานอยาก

Saturday, May 31, 2008

ถ้ามีภัยควรจะทำตัวอย่างไร

ไปเจอบทความของไทม์ น่าสนใจ ให้ประโยชน์มาก ใครอยากเตรียมใจไว้รับอันตรายในกาลข้างหน้าอย่างฉลาด เพิ่มโอกาสรอดชีวิตจากอุบัติภัย ที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน อ่านบทความดูได้จากลิงก์ข้างบน

Thursday, May 29, 2008

ไปพักสมองต่างประเทศ (ตอน ๖) ปารีส

รูปถ่ายหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Louvre) ยามค่ำ ประมาณสามทุ่ม ก่อนจะปิด


ไปพักสมองต่างประเทศ (ตอน ๕) ปารีส




แวะดูพิพิธภัณฑ์ Musee D'Orsay เป็นแห่งแรก ผมตั้งใจไปดูภาพเขียนของพวกศิลปิน impressionists โดยเฉพาะ Renoir, Degas, etc. ซึ่งไม่มีที่ลูฟร์ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปพวกนั้นมา รู้สึกดูแล้วที่มีอยู่ที่นี่ไม่ประทับใจมากเท่าที่คาดหวังก่อนมา รูปสวยๆที่ผมเคยเห็นไปดูเหมือนจะไปอยู่ที่อเมริกาเสียมากกว่า ถ้าจำไม่ผิดเคยเห็นที่สมิทธโซเนียน ที่ วอชิงตันดีซี ก็เลยถ่ายเก็บแต่รูปพวกปั้น หล่อ มาแทน



Wednesday, May 28, 2008

Global warming and wind mills to generate electricity

Europeans are now more concerned about global warming and its impact to their lives. They saw in their eyes that they had less snow last winter. My French friend recently asked me if Thai people are aware of the global warming issue. I replied to him "yes", although knowing that perhaps the wider population might not have realized its impact to their lives in the near future yet. My friend then recommended a book for me to read, "Plan B" by Lester Brown. He and a colleague have just translated it into French. Since I can not read his French version I had to resort to an (older but free) English version on the web. I will be checking the content out on the web link below :-

http://www.earth-policy.org/Books/PlanB_contents.htm

The web version is the 2003 version of manuscript while the latest paper published version of 2008 is third edition.

Another link below is to an interesting article by Time magazine on an interview with Lester Brown, and his proposal to save the earth. Very good reading.

http://www.time.com/time/health/article/0,8599,1700189,00.html

When I was riding TGV in France, I saw a lot of gigantic wind mills in the fields to generate electricity in various locations (They are not seen in the picture below though). A year ago, I heard a someone in Thailand mentioned that electricity generation by wind mills was not yet economically feasible in Thailand. Now that the price of oil is sky rocketting, I have a feeling that it is now a possible option. I wished someone in this present Samak government of Thailand would do something good once for the country in this regard. Also I believe that Thailand 's all diesel trains should be replaced into electricity ones, not only that action will reduce carbon dioxide emission to help slowing down global warming and improving the air quality, it will save foreign exchange money to buy fuel as well. Perhaps my wish is just unrealistic: I wished I were wrong. However, this issue can not wait.

Statistics on Thailand 's e-commerce

I just read current (paper) issue of Matichon Weekend (issue 1449 for 23-29 May B.E. 2551, 2008) in order to catch up the missing news while I went abroad last week. Apart from political news, I found one small news on p. 19 which catched my interest and thus worth blogging here. Below is my own summary in English from a long Thai text, with numerical figures rounded-off.

The news said that Thailand Statistics Office has just released result of its e-mail survey on Thailand e-Commerce for the year B.E. 2549 (i.e. 2006) which had 39,500 e-commerce licenses (as of that year). Only just over 1,500 of the replied surveys were complete and thus processed for analysis. They estimated that, the market size of e-commerce for 2006 was over 305 billion Bahts. Over 73% of Thailand e-biz operators were small SMEs with less than 5 employees and 83 % of the e-biz were B2C type. Out of the 305 billion Baht market size, 58 % or over 176 billion Baht were activities due to Thai Government procurements via e-auctions. Only about 37 billion Baht were attributed to sales to foreign customers.

ไปพักสมองต่างประเทศ (ตอน ๔) ปารีส




A day after arriving in Paris, we went to Versailles to take a peek at the grand chateau. I had long heard of this place in Thai history when King Narai the Great of Ayutthaya Kingdom sent his envoys and Louis XIV received them there.

ไปพักสมองต่างประเทศ (ตอน ๓) ปารีส




These are pictures of Eiffel tower I took in the evening. We did not bother to go up due to long lines of tourists and we were tired after arriving Paris via TGV late afternoon due to a (partial) strike of railway workers so we had to shift to a new train in the afternoon. Luckily, I had monitored news from France via Google 's news so I knew it in advance about the pending strike just few hours before my departure to France and my French friend helped me rebooking & getting new tickets for the TGV.
Perhaps in the future trip I 'd go up.

Monday, May 26, 2008

From Grenoble to Paris via TGV

From Southeastern France we arrive Paris 's Gare de Lyon via TGV. Here is a picture of our arrived train and the clock tower at the front of the station. The next picture shows the first place we visited in Paris via subway.



Christian forest monastery near Grenoble

It 's been a while since I have not posted in English. So this one is just for a change.

It 's been a great pleasure to visit an old friend, whom I had not met for 18 years, in Grenoble, France. It was a very warm feeling. We had great time chatting old stories. The vivid memories that flew out made me felt like we just departed only few years ago. The environment in the city and in the suburb of Grenoble were extremely pleasant. My friend took me (and our families) up the Chatreuse mountain nearby the city where there is a forest monastery there. Grenoble is the city known for its high tech and nanotech industries and science park, yet the presence of a Christian forest monastery on one of the 3 flanking mountains is quite paradoxical. The atmosphere there is very serene. My friend told me that the monks there live separately in each hut and don't talk to each other, perhaps only once a week at most. It 's amazing that a Christian Order has forest monastery like Buddhism has forest monateries (like several hundreds that we have in Thailand, although I think ours might be better suitably called Jungle monateries). However, technically speaking, I guess their meditation techinique might be more similar to the Samatha style, rather than Vipassana style for sure. My friend also told me that Dalai Lama visited this place once several years ago.



ไปพักสมองต่างประเทศ (ตอน ๒) เกรอโนบล์

ออกจากมาร์เซลล์ก็นั่งทีจีวีต่อไป Grenoble ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆของฝรั่งเศส เชิงเทือกเขาแอลป์ ใกล้ชายแดนสวิส ที่นี่มีประชากรนักวิทยาศาสตร์ และชาวต่างชาติอยู่สูงสุดในประเทศนั้น เมืองนี้ล้อมรอบด้วยภูเขาสำคัญสามลูก อากาศฤดูใบไม้ผลิตอนนี้กำลังเย็นสบาย ในเมืองราว ๑๕ องศาเซลเซียส แต่บนยอดเขาก็ประมาณ ๙ องศา
รูปที่ลงคือส่วนหนึ่งของดอกไม้ที่วางขายอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่งในเมือง รูปที่สองคือลานในเมือง และรูปที่สามคือสนามหญ้าข้างพิพิธภัณฑ์ของเมือง จะแลเห็นป้อมปราการอยู่บนเขาด้านบน



ไปพักสมองต่างประเทศ (ตอน ๑) มาร์เซลล์

ผมไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตไปสิบวัน นับว่าเป็นเหตุการณ์แปลกประหลาด เพราะปกติเมื่อไปต่างประเทศก็จะเอาเครื่องแม็คจีโฟว์ผมไปด้วย ยกเว้นคราวนี้ แล้วก็ไม่ได้อัพเดทบล๊อกมาสองสัปดาห์ ทั้งขาดเรียนอภิธรรมไปสองอาทิตย์ เนื่องจากไปฝรั่งเศส ก่อนไปรู้สึกว่าเครียดมากกับงาน นับว่าได้จังหวะพอดีที่ลาไปพักผ่อนต่างประเทศ ไปต่างประเทศมาเหมือนกับได้รีเซ็ทตัวเอง ตอนนี้ก็หวังว่าอย่างนั้น ขณะที่เขียนอยู่นี้ เพิ่งลงจากเครื่องที่สุวรรณภูมิมาได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่เมื่อถึงบ้านก็แอบไปงีบมาหน่อยแล้วก่อนจะมาโพสต์นี่

มานั่งเลือกรูปบางรูปมาโพสต์ประดับบล๊อกตัวเองบ้าง เพราะไม่ได้โพสต์รูปมานาน สำหรับตอนนี้ ลงรูปจากมาร์เซลล์ก่อน รูปแรกเป็นรถไฟ TGV (ฝรั่งเศสเรียก เตเจเว) ถ่ายที่สถานี เซนต์ชาลส์ ของมาร์เซลล์ (Gare de Marseille Saint Charles) หัวรถเก่าๆด้านซ้ายนั่นแหละที่ใช้โดยสารมาหลังจากลงเครื่องบินที่สนามบิน ซาลส์ เดอ โกลด์ ที่ ปารีส (Paris 's CDG Airport) ใช้เวลาเดินทางเพียงสามชั่วโมงกว่า ด้วยความเร็วสูงถึง ๓๐๐ กม. ต่อชั่วโมง (ถามตัวเองว่า เมื่อไรเมืองไทยจะมีรถไฟความเร็วสูงระหว่างเมืองมั่งก็ไม่รู้ คิดตอบเอาเองว่าคงไม่ได้เห็น อย่างน้อยก็ในอีกสิบปีข้างหน้านี้) รูปที่สองเป็นรูปวิวอ่าวท่าเรือเก่าเมืองมาเซลล์ ถ่ายหลังจากเดินลงมาจากยอดเขาที่ตั้งโบสถ์ Nortre Dame ของเมืองมาเซลล์ รูปที่สามเป็นชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน วันที่ลมแรงนิดหนึ่ง คลื่นซัดโขดหินชายฝั่ง ถ่ายในวันทำงาน เลยไม่มีคนให้เห็นที่หาด อากาศหนาวประมาณสิบห้าองศา แต่ยังไม่ได้คิด wind chill factor ซึ่งจะทำให้เย็นกว่านั้น และคลื่นก็แรงเกินกว่าผมจะถอดแจ็คเก็ตเปลี่ยนเป็นสวมชุดว่ายน้ำลงไปแหวกว่าย



Monday, May 12, 2008

มหันตภัยในพม่า

อ่านดูข่าวในลิงก์ข้างบนแล้วก็เศร้าใจ ชาวพม่าโชคร้ายเพราะรัฐบาลเขาดูเหมือนไม่ไยดีกับความเดือดร้อนของประชาชนมากเท่าที่ควร อาจจะถือว่าพวกนั้นเป็นเชื้อสายมอญหรือเปล่าก็ไม่รู้ พวกนายพลพม่าอาจจะลอยตัว เพราะพวกตนได้ย้ายเมืองหลวงหนีมหันตภัยไปล่วงหน้าแล้วสองสามปีเหมือนกับเป็นนกรู้

ผมไปบริจาคผ่านสภากาชาดไทยมาแล้ว ไม่มากไม่น้อย คือหนึ่งพันบาท ก็แอบหวังในใจว่า ของบรรเทาทุกข์ของชาวไทยที่มีกุศลจิตคงได้กระจายไปถึงชาวบ้านพม่าที่เดือดร้อนหนักๆ หวังว่าของคงไม่ไปติดอยู่ที่ผู้มีอำนาจตุนเอาไว้แจกพรรคพวกตัวเอง เหมือนอย่างที่องค์กรต่างประเทศเกรง(แต่ไม่ค่อยพูดออกมา)

ปลาในมหาสมุทรกำลังลดลงเรื่อยๆ

จากลิงก์ข้างบน อ่านดูแล้วก็น่าเศร้าใจ ประชากรในอนาคตอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าส่วนใหญ่จะไม่มีปลาทะเลกิน เพราะทั่วโลกต่างจับปลาเกินจำนวนที่มันจะเกิดได้ทัน
มันเป็นเรื่องของความโลภแท้ๆ

Sunday, May 11, 2008

เมล์ขยะจาก ไฮไฟฟ์

ในรอบสองเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับจังก์เมล์ หรือ เมล์ขยะหลายฉบับ จาก ไฮไฟฟ์ ส่วนมากทำเป็นว่าส่งจากใครต่อใคร (ซึ่งเป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จักเลย) จำได้ว่ามีฉบับเดียว ที่อ้างว่า ส่งมาจากอดีตนักศึกษาปริญญาโทของผม เชิญผมไปเป็นสมาชิกไฮไฟฟ์ ผมคลิ๊กลบเมล์พวกนั้นทั้งหมดโดยไม่ได้คิดอะไรมากนัก ความจริงก็อยากรู้จักมันเหมือนกันแหละ แต่กลัวเสียเวลา เวลาผมยิ่งมีน้อยๆอยู่ (และยิ่งน้อยลงๆทุกๆขณะ) ผมเชื่อว่าเมล์พวกนี้ส่งมาโดยไฮไฟฟ์โดยอัตโนมัติ และผมถือว่าเป็นสแป็ม และคิดว่าเป็นเรื่องน่ารังเกียจมาก ที่มีธุรกิจใดใช้กลยุทธการตลาดแบบสแปม มาวันนี้ไปอ่านเจอบทความออนไลน์จากประชาชาติ (ลิงก์ข้างบน) ทำให้ผมอธิบายได้ว่า ทำไมอัตราเพิ่มจำนวนผู้ใช้ในไทยของบริษัทนี้ โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นไทย จึงแยะมาก (รวมลูกผมเข้าไปด้วย)

ผมไม่อยากขัดคอการหาความสุขของเด็กๆจากสิ่งเร้าภายนอก ตอนนี้ที่พวกเขายังไม่รู้จักกับความสุขภายในโดยไม่ต้องอาศัยส่ิงเร้า ตอนนี้ปิดเทอมก็ปล่อยไปก่อน สมัยผมเด็กๆ เมื่อสี่สิบปีก่อนนั้น ผมก็เคยโดนคุณพ่อและคุณแม่ผมคอยดูแลตักเตือนเรื่องการดูโทรทัศน์ไม่ให้มากเกินไปบ่อยๆ แต่ตอนน้ันผมก็ไม่ได้ขัดอะไรท่าน แต่เด็กสมัยนี้ถ้าเตือนเข้าก็มักจะโวยวายกลับ และแสดงอาการโกรธเกรี้ยวออกมาอย่างออกนอกหน้า ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ปลงเสียแล้ว ต้องมารับวิบาก(ทางอภิธรรมคำว่าวิบากนี้หมายถึงผลของการกระทำ ทั้งดีและไม่ดี) เป็นพ่อคน

ผมคิดว่าเรื่องแสดงอาการก้าวร้าวของเด็กสมัยนี้เป็นเพราะผลกระทบจากละคอนโทรทัศน์บ้านเรา ที่ผู้จัดชอบทำบทเว่อร์ๆออกมาให้้เห็นบ่อยๆ อย่างเช่น ในบทอาจจะให้พระเอกพูดจาสามหาวตะคอกใส่กับบิดา อย่างที่คนไทยส่วนมากในชีวิตจริงเขาไม่ทำกัน เป็นต้น การแสดงอารมณ์ที่ผู้กำกับจงใจทำออกมาให้สะใจตนเองและคนดูนั้น คนจัดคงหารู้ไม่ว่าผลกระทบนั้นมันจะไปตกอยู่กับเด็นรุ่นใหม่ ที่โตมาก็เห็นแต่การแผดเสียงและใส่อารมณ์กันทางละคอนโทรทัศน์กันแบบไม่มียับยั้งเป็นปรกติวิสัย และก็ไม่มีใครจะคิดหรือจะกล้าเซ็นเซอร์ (ผมเลยไม่ดูเลยละครทีวี) ผมเคยคิดเล่นๆว่า ผลกระทบของลครโทรทัศน์กับบุคคลิกของคนไทยรุ่นใหม่ที่แสดงออกแบบก้าวร้าวขึ้นนั้น น่าจะอธิบายปรากฎการณ์ได้ด้วยการประยุกต์แนวคิดจากทฤษฎีทางพันธุศาสตร์ประชากรของฮาร์ดีและไวน์เบอร์กมาใช้ได้ นั่นคือพฤติกรรมการแสดงออกของคนส่วนน้อย(ในละครทีวี) มีผลต่อพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในสังคมในรุ่นต่อไป

สำหรับลูกหลานผม ผมก็ได้แต่หวังในใจว่า เมื่อเด็กๆโตขึ้น เขาก็จะค่อยๆรู้ว่า อะไรที่มันเวอร์ไปก็ต้องลดลงบ้าง ทั้งการแสดงอารมณ์ ที่เมื่อเขามีวุฒิภาวะสูงขึ้น ก็คงจะควบคุมอารมณ์ให้ดีได้เองมากขึ้น และเรื่องการใช้เวลาหลงไปกับสื่อต่างๆนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็อาจจะเบื่อเอง แล้วก็จะลดลง หรือเมื่อเขามีเหตุผลมากขึ้น และรู้จักการบริหารเวลามากขึ้น ก็คงจะลดลง ทุกอย่างมันเป็นอนิจจตาทั้งหมดนั่นแหละ มีจุดเริ่ม ก็ต้องมีจุดสิ้นสุด ผมเองตอนนี้ก็เริ่มเบื่ออินเทอร์เน็ตเข้าไปมากขึ้น มันเลยจุดสูงสุดมาแล้ว

เอ ตอนแรกจะบ่นเรื่องไฮไฟฟ์ทำไมวกไปเรื่องวัยรุ่นก็ไม่รู้แฮะ

Saturday, May 10, 2008

ทำบุญสัปดาห์นี้

ระยะหลังนี้ นอกจากผมจะเข้าสมาธิรายวันแล้ว ผมก็จะทำบุญทำทานบ่อยกว่าเดิม น่าจะพูดได้ว่าทุกสัปดาห์ ต้องทำมากบ้างน้อยบ้าง มากหน่อยก็เช่น สมทบทุนสร้างพระ สร้างกุฏิพระ สร้างโบสถ์ ผ้าป่า กฐิน เรื่อยมาจน ถายเงินพระอาจารย์ ฯลฯ ส่วนน้อยๆก็ถวาย หรือ ให้ทานวณิพกและคนขอทาน (ยังไม่นับช่วยซื้อของอุดหนุนพ่อค้าแม่ค้าขายของต่างๆ เวลาเห็นหน้าตาแกจ๋อยๆ) อาทิตย์ที่ผ่านมาก็ร่วมกับคนใกล้ตัวบริจาคเงินสมทบทุนพิมพ์หนังสือธรรมะเล่มหนึ่ง (ว่างๆจะมาพูดเรื่องนี้ต่อ) และตอนนี้ก็ตั้งใจว่าจะไปบริจาคเงินช่วยผู้ประสบภัยชาวพม่า อาจจะเป็นพรุ่งนี้ (เลยเขียนเตือนความจำตัวเองไว้ก่อน) เพราะพม่าก็เป็นชาวพุทธด้วยกันก็ต้องช่วยกัน และยังมีลูกหลานเชื้อสายไทยจำนวนมาก ที่สืบสายมาจากชาวไทยที่โดนกวาดต้อนไปจากสมัยกรุงศรีอยุธยาแตก และน่าสงสารที่พวกเขาโดนปกครองด้วยระบอบกดขี่และโกงกินกันมากแบบนั้น ปกติก็ยากจนค่นแค้นอยู่แล้ว การมาได้รับเคราะห์กรรมครั้งนี้เรียกว่าเป็นการซำ้เติมทีเดียว ในใจผมนึกว่า ยังดีที่ยังไม่เกิดเหตุหายนะแบบนี้กับเมืองไทยบ้าง มิฉะนั้นไทยจะเสียหายหนักกว่ามาก เพราะอาคาร สิ่งก่อสร้าง ถนน และอุตสาหกรรมต่างๆบ้านเรามีมากกว่า แต่พูดก็พูดเถอะ (เคาะโต๊ะ ป๊อกๆ) ของพรรค์นี้ บอกไม่ได้แน่นอน ในยุคโลกร้อนนี้ อากาศแปรปรวนมาก ใครจะไปรู้ว่า เมื่อไรใต้ฝุ่นที่บางปีจะเข้าภาคใต้ของไทยนั้น มันจะไม่มีบางลูกวกขึ้นเหนือมากรุงเทพฯและภาคกลางบ้าง ถ้าเป็นดังนั้น เรื่องเศรษฐกิจบ้านเราที่ถูกถล่มเมื่อปี ๒๕๔๐ นั่นจะกลายเป็นเรื่องเล็กๆไปเลยทีเดียวแหละ เพราะภัยพิบัติคราวหน้ามันก็จะเป็นเรื่องความสูญเสียของชีวิตจำนวนมาก และความสูญเสียทางอารยธรรมของชาติพ่วงเข้าไปอีก เพราะกรุงเทพฯคือเกือบทุกอย่างที่ประเทศไทยมี ฝรั่งเขามีสำนวนเรียกว่า เอาไข่ทุกใบใส่ไว้ในตระกร้าใบเดียว

ผมนึกถึงเรื่องสึนามิเมื่อหลายปีก่อน ก่อนเกิดเหตุไม่กี่เดือน ผมไปเที่ยวทะเลที่แถวๆกระบี่ ยังจำได้ดีว่า ตอนนั้นมันมีความรู้สึกประหวั่นในใจผมอย่างบอกไม่ถูก คือรู้สึกว่ามันอาจมีภัยที่จะเข้ามาถล่มชายฝั่งได้จากทะเลสู่ชายฝั่งเมื่อไรก็ได้ แต่ตอนน้ันผมก็คิดปลอบใจตัวเองต่อไปอีกว่า แต่เมืองไทยไม่มีสึนามินี้นา ก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่อีกใจหนึ่งก็บอกตัวเองว่า วิทยาศาสตร์สอนเรามาว่า อย่าพูดว่า never สุดท้ายแล้วสิ่งที่ผมเคยรู้สึกมันก็เกิดขึ้นมาได้วันหนี่งจนได้

Tuesday, May 06, 2008

ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน

ไปอ่านเจอลิงก์ข้างต้นมา เขารายงานว่า ค่ารักษาพยาบาลในญี่ปุ่นต่ำกว่าในอเมริกามาก แม้ว่าส่วนมากจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็ตาม เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นควบคุมราคาต่างๆหมด และก็ทุกคนต้องมีประกันสุขภาพ ไปอ่านดูแล้วก็คิดเอาว่าก็น่าจะต่ำกว่าค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนเมืองไทยก็ได้นะ
มีคนรู้จักเคยไปตรวจหัวใจที่โรงพยาบาลเอกชนแถวคลองประปาแห่งหนึ่ง ชั่วโมงเดียว หมดไปหมื่นบาท มิน่าเล่า แพทย์พาณิชย์แบบนี้นี่เอง
ถึงได้สร้างตึกใหม่ได้ เมืองไทยน่าจะใช้แบบเขามั่งน่าจะดี อาจจะดีกว่าบัตรทองก็ได้

Tuesday, April 22, 2008

วิกิพีเดีย บางทีก็เชื่อไม่ได้

จริงๆแล้ว โดยหลักการก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้ว แต่บทความในข่าวข้างต้น แสดงให้เห็นอีกมุมหนี่งว่า บรรณาธิการบทความของวิกิพีเดีย บางคนก็มีมุมมองที่ไบแอสก็มีเหมือนกัน

Sunday, April 20, 2008

รูปแบบของวิทยานิพนธ์สมัยนี้ บางที่ก็ยุ่งยาก

ในเวลาช่วงนี้ นักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัยหลายๆคนกำลังแก้วิทยานิพนธ์กันอย่างเร่งรีบ ในมุมมองของอาจารย์ ส่วนที่เขาสนใจอย่างเดียวก็คือเนื้อหา และในฐานะนักศึกษาก็คงจะเป็นการแก้เนื้อหาให้เป็นที่พอใจของคณะอาจารย์ผู้ตรวจวิทยานิพนธ์ นี่เป็นภาระหนักพอสมควร ยิ่งหากใครบางคนต้องไปรื้อการวิเคราะห์เดต้าทางสถิติใหม่หมด ก็คงจะทำงานกันอดหลับอดนอนเป็นแน่ เพียงแค่แก้เนื้อหาเท่านั้น

อย่างไรก็ดี นักศึกษาก็กลับต้องมีภาระหนักเพิ่มขึ้น เมื่อก่อนจะส่งวิทยานิพนธ์ให้บัณฑิตวิทยาลัย จะต้องมีการฟอร์แม็ตหน้าแต่ละหน้าของวิทยานิพนธ์ ให้เป็นไปในรูปแบบที่บัณฑิตวิทยาลัยแต่ละมหาวิทยาลัยต้องการ บางแห่งก็อาจจะเรื่องมาก และมีเจ้าหน้าที่จู้จี้มาก บางแห่งก็อาจจะเรื่องน้อย (ก็เป็นกรรมของนักศึกษาไป) ซึ่งเรื่องพวกนี้ไปใช่เป็นเรื่องทางวิชาการแต่อย่างใด แต่เป็นงานประเภทที่ผมว่าน่าจะให้้เด็กจบ ปวช. มาทำให้น่าจะดีกว่า ผมคิดว่าคนคิดฟอร์แม็ตที่ยุ่งยาก หางานให้เด็กทำเปล่าๆ โดยเข้าทำนอง คนคิดไม่ได้ต้องเป็นคนทำ คนทำไม่ได้เป็นคนต้นคิด (อาจารย์คนไหนในอดีตเป็นต้นคิด คงหาได้คิดไม่ว่าตนเองทำกรรมเอาไว้แยะ)

ผมเองถ้ากลับไปเป็นนักศึกษาพิมพ์ธีสิสตอนนี้ ผมก็คงจะไปจ้างพวกเลขาฟอร์แม๊ตข้อมูลให้ ในความเห็นของผม ในอุดมคตินั้นคนเขียนวิทยานิพนธ์ไม่ควรจะต้องใช้ word processor program ด้วยซ้ำ ควรใช้แค่ text editor แค่นั้นก็พอ การที่ใช้โปรแกรมพวก word processor นั้น นอกจากโปรแกรมที่ถูกกฎหมายจะมีราคาแพงมหากาฬแล้ว ผมยังคิดว่าโปรแกรมนั้นมันใช้ยากกว่าที่จำเป็น และเป็นโปรแกรมที่เทอะทะมาก เหมือนอย่างกะขับรถสิบล้อไปจ่ายกับข้าวยังไงยังงั้น (สมัยเขียนวิทยานิพนธ์ ผมใช้แค่ Wordstar บน DOS 2.11 บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ๘ บิท เท่านั้น) จะบอกความลับให้ก็ได้ ผมไม่ได้ใช้ Word มานานแล้ว จนแทบจะฟอร์แม็ตอะไรที่ยุ่งยากไม่เป็นแล้ว เพราะใช้แต่โปรแกรมพวกโอเพ่นซอร์ส การที่บางแห่งมีการบังคับให้วิทยานิพธ์มีฟอร์แม๊ตหน้ากระดาษที่ยุ่งยาก เหมือนจงใจบังคับซื้อซอฟต์แวร์ยังไงยังงั้น และเป็นการยืดอายุโปรแกรมที่ฝรั่งเขาเรียกว่า bloatware ออกไป พวกนี้มันควรจะตกยุุคไปตั้งนานแล้ว ความจริงเราในฐานะนักวิชาการควรจะหาทางหลุดพันธนาการจากบริษัทซอฟต์แวร์บางบริษัทนั่น โดยเฉพาะถ้าเรารู้ตัวว่าเราอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา ที่ต้องซื้อซอฟต์แวร์เขา

ก็บ่นไปงั้นแหละ คนส่วนมากคงคิดไม่เหมือนผม ช่วยไม่ได้ ผมมันเป็น นักตระเวณเว็บ ดังนั้นจึงหูตากว้างกว่าคนทั่วไป (หึ หึ ยกหางตัวเองจนได้ แต่เป็นเรื่องจริง)

เพลงที่ประทับใจ ทำให้ระลึกถึงแม่

คนแต่ละคนคงมีเพลงที่ตนเองชอบ ที่มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และบางส่วนก็อาจจะแปรไปตามกระแสความนิยม แต่คงมีไม่กี่คนที่มีเพลงที่ตนเองประทับใจ และยิ่งน้อยคนที่รู้สึกตัวว่ามีเพลงประทับใจอยู่

ผมเพิ่งรู้มาไม่นานว่า ผมมีเพลงที่ประทับอยู่ในใจผม แต่ลืมไปนานแล้วสี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ เพราะไปฟังเพลงจากไอพ๊อด ที่โหลดไว้จากซีดีที่ซื้อมา เพลงนี้เป็นเพลงคลาสสิค ชื่อ Traumeria (Dreaming) ของ Schumann เป็นเพลงที่ฟังง่ายๆ เพราะดี ฟังแล้วก็คิดถึงแม่ เพราะตอนเด็กๆ ที่หััวเตียงของแม่จะมีนาฬิกาปลุกตัวหนึ่ง ที่แม่ซื้อมาจากญี่ปุ่น ปลุกด้วยเพลงนี้ และผมชอบไปบิดลานเล่นเพื่อฟังเพลงนี้บ่อยๆ เมื่อไปนอนเล่นที่เตียงแม่ หรือเมื่อเป็นไข้ไม่สบาย แม่ก็จะพาไปนอนด้วย คอยเช็ดตัวให้เพื่อลดอาการตัวร้อน ตอนนี้ไม่รู้ว่านาฬิกาตัวนี้หายไปไหนแล้ว เพราะพ่อแม่ก็ไม่อยู่ให้ถามเสียแล้ว ก็สันนิษฐานว่าคงเสียหายพังไปตามกาลเวลา เป็นเรื่องปรกติวิสัย

เคยอ่านเจอมาว่า คนเรานั้น เมื่อพ่อแม่ยังอยู่ก็ไม่รู้หรอกว่าพ่อแม่รักแค่ไหน ต้องไม่อยู่แล้วนั่นแหละ จะเสียดายโอกาสที่จะได้ตอบแทนพระคุณ ผมเห็นด้วยว่าจริง และจากประสบการณ์ตนเอง เมื่อมามีลูกแล้วนั่นละ จะซึ้งและเข้าใจ จำได้ว่าตอนผมนั่งซักผ้าให้ลูกด้วยมือ ได้รู้สึกสะกิดใจว่า ตอนเป็นเด็ก แม่ก็ทำอย่างนี้มาให้ลูกเป็นประจำทุกวันๆ ด้วยความรักลูก แต่ตอนนั้นเราไม่ได้นึกถึง พอนึกแล้วก็เสียดายว่า แต่ก่อนท่านยังอยู่เราก็ไม่ตระหนักในเรื่องนี้

เมื่อเช้าวันนี้ ผมตื่นไปใส่บาตรให้แม่และพ่อ เนื่องในโอกาสคล้ายวันเกิดของแม่ ซึ่งเป็นการกระทำอย่างหนี่งที่คนไทยเชื่อกันและปฏิบัติมาด้วยดี แล้วก็มาโพสต์บล๊อกนี้ จากนั้นก็จะไปกรวดน้ำและนั่งสมาธิต่อ ก่อนไปทำหน้าที่ของพ่อ รับส่งลูกไปเรียนพิเศษในวันเสาร์อาทิตย์ต่อไป

Saturday, April 19, 2008

สิงคโปร์มุ่งเป็นมีเดียฮับของเอเชีย

เกาะเล็กๆไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ แม้แต่น้ำดื่ม ตัวเกาะมีขนาดเล็กกว่ากรุงเทพเสียอีก แต่กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเซียประเทศหนึ่งได้ เพราะเขามีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เคยทราบว่า คนระดับชั้นนำของเขาที่เตรียมไว้ในแต่ละรุ่นนั้น มีไม่กี่ร้อยคน

บรรดานักธุรกิจไทยรู้กันดีว่า สิงคโปร์ชอบตั้งบริษัทเป็นยี่ปั๊วทางการค้าระหว่างประเทศให้กับบรรดาประเทศเอเซียทั้งหลาย เวลาแต่ละประเทศจะค้ากับฝรั่ง มีอะไรต้องไปผ่านยี่ปั๊วเขาหมด มาถึงตอนนี้ ตามข่าวที่ลิงก์ข้างบน ประเทศเกาะแห่งนี้ก็กำลังรุกเป็นมีเดียฮับของเอเซียอีก

ผมถามตัวเองว่า เมืองไทยตอนนี้มีนักการเมืองคนไหนที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศระยะยาวและแสดงออกมาบ้างไหม นอกจากการมีวิสัยทัศน์ที่จะดูแลเรื่องเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง คำตอบในใจตอนนี้น่าหดหู่ใจ

Thursday, April 17, 2008

สงกรานต์พิเศษ





วันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา ไม่ได้ไปต่างจังหวัดที่ไหน อยู่กรุงเทพฯนี่เอง ทำความสะอาดโต๊ะหมู่บูชาพระ สรงน้ำพระพุทธรูปประจำบ้าน และสรงน้ำโกฏบรรจุอัฏฐิบรรพบุรุษ จากนั้นก็ออกไปรดน้ำผู้ใหญ่แค่บ้านเดียว บ้านอื่นๆตัดหมด เพราะรู้สึกมีภาระอะไรในบ้านต้องทำต้องเคลียร์แยะ จนรู้สึกเหนื่อยใจ ก็คิดว่าวันหยุดยาวดูจะหมดกิจกรรมแค่นั้น
แต่เปล่า ก็ยังได้มีโอกาสไปกราบครูบาอาจารย์สายวัดป่า จากอุบลฯ และตามไปกราบสมเด็จพระสังฆราชด้วย ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่คาดฝันจริงๆที่ได้เข้าเฝ้า ได้ทราบว่าท่านจะมีพระชนม์ ๙๖ พรรษาเร็วๆนีี้ ท่านดูแก่มากก็จริง แต่ดูแล้วพระพักตร์ท่านทรงสติมั่น รู้องค์อยู่ เคยอ่านเจอและเข้าใจเอาว่า ท่านเจริญโพชฌงค์ เป็นประจำ

ได้ไปนั่งแถวหน้าแทบจะตรงพระพักตร์ท่านเลย ใกล้มาก (แต่นั่งหลังแถวพระภิกษุ) เวลาท่านออกมาใจก็รู้สึกมีปีติมาก และก็ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีโอกาสไปสรงน้ำสงกรานต์ท่านในตอนหลังด้วย (รดใส่พานพวงดอกไม้ต่อหน้าท่าน) หลังจากพวกญาติโยม และคุณพยาบาลสิบกว่าคนและแพทย์ไปรดน้ำท่านแล้ว ผมก็ไปต่อคิวแทบจะสุดท้าย แต่แรกก็ไม่อยากไปคิดว่าจะไปรบกวนเวลาท่าน แต่สุดท้ายก็คิดว่า โอกาสหายาก ควรจะไปจีงได้ไปกราบคราวนี้ ก่อนกลับได้รับแจกหนังสือธรรมะ มาหนึ่งเล่ม เป็นหนังสือที่ระลึก ฉลองครบรอบ ๑๙ ปี เนื่องในโอกาสท่านได้รับพระราชทาน สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ ๒๑ เมษายน เป็นแบบฉบับแจกฆราวาสปกสีฟ้า (ส่วนฉบับแจกพระสงฆ์เห็นเป็นแบบปกสีส้้ม) เนื้อในเล่มสีฟ้าเป็นพระนิพนธ์ มีประโยชน์ดี นอกจากนี้ได้มีโอกาสนมัสการ และไปดู พระบรมสารีริกธาตุที่ประทานให้กับครูบาอาจารย์ เพื่อไปประดิษฐานที่เจดีย์ที่วัดของท่านด้วย ดังนั้นเลยบอกว่าปีนี้คือสงกรานต์พิเศษของผม

Monday, April 14, 2008

วิถีจิต วิิถีของรูป ตีความแบบวิทยาศาสตร์

วิถีจิต เท่าที่ได้รับการบอกมาจากครูอาจารย์หลาย ท่านต่างก็ว่าเป็นเรื่องสำคัญมากในพระอภิธรรม
การเรียนพระอภิธรรมในระดับชั้นที่ ๔ หรือ มัชฌิมอาภิธรรมิกะตรี เรียนเรื่องวิถีจิต เป็นเรื่องสำคัญ ๑ ใน ๓ เรื่องของที่เรียนในชั้นนี้

จิตของสิ่งมีชิวิตทั้งหลายนั้น เกิดดับอยู่ตลอดเวลา (เรื่องที่ว่า อะไรคือสิ่งมีชีวิต นี่ก็พิสดาร สำหรับคนเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ วันหลังถ้าไม่ลืมจะมาอธิบายว่า พระพุทธศาสนาจัดสิ่งมีชีวิตต่างจากวิทยาศาสตร์อย่างไร คนทั่วไปในประเทศไทยน่าจะ 99% ไม่รู้ หรือถ้าเคยรู้มาก็คงไม่ได้คิดอะไรมาก) แต่ละขณะจิตหนี่ง ก็เป็นจิตดวงหนี่งๆ ดวงจิตนั้นตามคัมภีร์กล่าวว่า ในชั่วดีดนิ้วมือครั้งหนึ่งมีดวงจิตเกิดดับถึงแสนโกฏิขณะ แสนโกฏิก็คือ 10^12 ครั้ง สมมุติว่าถ้าดีดนิ้วมือครั้งหนี่งกินเวลา ๑ วินาที เมื่อคิดกลับกัน ขณะจิตหนึ่งน่าจะมีอายุราวๆ 1 picosecond หรือประมาณนั้น ผมเลยมองเอาแบบวิทยาศาสตร์ว่า ดวงจิตดวงหนี่งน่าจะเป็น nerve impulse หนี่ง น่าจะได้ น่ามหัศจรรย์ที่ญานของพระพุทธองค์นั้นสามารถ probe ลงได้้ถึงระดับเวลาสั้นๆแค่นั้น

ในองค์ประกอบของขณะจิตแต่ละดวงนั้น จะมีองค์ประกอบอยู่เป็นส่วนประกอบด้วยเรียกว่า เจตสิก ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านจัดไว้เต็มที่ ๕๒ ตัว (ผมจะแปลคร่าวๆตามความเข้าใจของผมเองเป็นภาษาอังกฤษว่า เจตสิก เป็น emotional components / attributes มีอยู่เต็มที่ ๕๒ ตัวก็ได้ แต่ว่าจริงๆแล้วจะมีไม่ครบ อย่างมากก็มีสามสิบกว่าตัวในจิตแต่ละดวง) ผมมองเทียบว่า หากจิตดวงหนี่งเป็นเสมือนคอมพิวเตอร์โค้ด ๑ ไบท์ ที่ส่งสัญญาณแบบขนาน ก็จะมีการส่งสัญญานองค์ประกอบเจตสิกของแต่ละ impulse ไปพร้อมๆกันเลย เหมือนการส่งสัญญาณประสาทไม่มีผิด และจิตเกิดแล้วดับ นั้น ในระดับเล็กๆแล้วเกิดเร็วมาก แต่คนทั่วไปไม่เห็น (และไม่ได้เรียนอภิธรรม) จึงไม่เห็นอนิจจลักษณะของมันว่าเกิดหรือดับ ทำนองเดียวกับหลอดไฟที่ติดอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าเราจะใช้ไฟฟ้า 50 Hz ไม่ได้ใช้ไฟกระแสตรงอยู่ก็ตาม

รูป (หรือ ที่พระพรหมคุณาภรณ์ท่านแปลเอาไว้และผมจำได้ว่า physical corporeality ) นั้นก็เกิดดับเหมือนกัน โดยมีอายุ ๑๗ ขณะจิต ดังนั้นเราก็จะคำรวณรู้ได้ว่า ในเวลาประมาณแต่ละวินาทีนั้น มีรูปเกิดดับได้เท่าไร และหาความถี่ของมันได้ ผมเพิ่งถึงบางอ้อไม่นานมานี้ว่า มันไปตรงกับคุณสมบัติสองสถานของอณุภาคทางฟิสิกส์ กล่าวคืออณุภาคเป็นได้ทั้ง particle & wave ผมยังขี้เกียจไปค้นตำรา physics ตอนนี้ว่าอณุภาคต่างๆนั้น ที่บอกว่าเป็นทั้งอณุภาคและคลื่นได้ มันมีความถี่เท่าไร จะได้เอามายันกับพระอภิธรรม

วันนี้ยังไม่ได้พูดเรื่องวิถีจิตเลยแฮะ

Saturday, April 12, 2008

เศรษฐกิจของโลกยังดูท่าไม่ดี

จากบทความทางเศรษฐกิจของนักการทูตออสเตรเลียที่ใส่ลิงก์ไว้ข้างบน อ่านดูแล้ว ก็ไม่เห็นว่าเศรษฐกิจของโลกจะกระเตื้องไปจากสถานการณ์โคม่าในปัจจุบันได้อย่างไร ยังดูท่าไม่ดี
ถ้าเศรษฐกิจถดถอยเหมือนในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็แย่กันทั่วโลก

Thursday, April 10, 2008

สายน้ำสีแดง

red tide ผมแปลเป็นไทยเอาเองว่า สายน้ำสีแดง เกิดจากการเจริญแพร่กระจายของสาหร่ายมากเกินไป (algal bloom) ในสหรัฐเกิดจาก Karenia brevis ซี่งมีสารพิษ ทำให้สัตว์น้ำตาย ไม่เพียงแต่ หอย ปลา กุ้ง เต่า พะยูน แต่คนที่ไปว่ายน้ำก็เกิดอาการ น้ำตาไหลและแสบคอ เป็นผลเสียทางเศรษฐกิจ และยังต่อการท่องเที่ยว(ของฟลอริดา)ด้วย สาเหตุนั้นเชื่อว่า เป็นเพราะมีสารอินทรีย์ โดยเฉพาะไนโตรเจน (จากการเกษตร และอุตสาหกรรม) ออกมาจากปากแม่น้ำสู่ทะเลมากเกินไป
แต่ที่เกิดในไทย ไม่ทราบว่าเกิดจากสาหร่ายชนิดไหน ทำให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเสียหาย หรือบ่อกุ้งเสียหาย แต่สาเหตุก็คงเป็นแบบเดียวกัน คือสารอินทรีย์มากไป หากว่าเกิดเมื่อไร ฟาร์มก็เสียหาย

เชื้อเพลิงชีวะ

ไปอ่านเจอว่า สองเดือนที่แล้ว สหรัฐอเมริกาเพิ่งออกกฏหมายว่า อีก ๘ ปี โรงกลั่นนำ้มันในสหรัฐจะต้องหันไปใช้ เชื้อเพลิงชีว (biofuel) ที่มาจากเซลลูโลส แทนที่จะใช้น้ำตาลหรือข้าวโพด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ เรื่องนี้แม้แต่ยุโรปก็ยังตามอเมริกาไม่ทัน
ความหมายของเขาก็คือว่า การผลิตเอธานอลเป็นเชื้อเพลิงนั้น ไม่สมควรใช้น้ำตาลหรือข้าวโพดเป็นวัตถุต้ั้งต้น เพราะจะเป็นการไปแย่งดึงผลผลิตทางด้านอาหารออกมาเป็นเชื้อเพลิง เป็นผลลบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังอาจจะก่อให้เกิดการแผ้วถางเพื่อปลูกพืชที่ให้น้ำตาล หรือข้าวโพด เพิ่มขี้นอีก เป็นการไม่ช่วยลดการเกิดคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่เอื้อให้สถานการณ์โลกร้อนทุเลาลงแต่อย่างไร
ที่เขียนเรื่องนี้มาไว้นี้ ก็อยากจะให้มีเนื้อหาแบบนี้มีพูดถีงบ้างในภาษาไทย แม้ว่าโดยส่วนตัว
เชื่อว่า ประเทศไทยคงไม่ทำอะไร เพราะนักการเมืองไทยที่อยู่ในอำนาจตอนนี้ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มพ่อค้า นายทุน มาเพื่อหาผลประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ จีงมักไม่ได้มาเพื่อแก้ปัญหาให้ชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต ตอนนี้ก็มีแต่จะแก้ปัญหาส่วนของนักการเมืองเอง ไม่เกี่ยวกับประชาชนเลย แต่ก็อ้างประชาชนจัง

เพิ่มเติมนิดหนี่ง เพราะเพิ่งไปอ่านบทความจากไทม์ บอกว่า การที่ข้าวโพดส่วนหนี่งในอเมริกาโดนนำไปใช้ผลิดเชื้อเพลิงคืออัลกอฮอล์นั้น เป็นเหตุหนึ่งทำให้ปีนี้ข้าวแพงด้วย (นอกเหนือจากเหตุอื่นๆอีกหลายข้อ)

Sunday, April 06, 2008

เพิ่งรู้ว่าอเมริกันเขียนบล๊อกเป็นอาชีพ

จากข่าวข้างบน ทำให้รู้ว่า ในอเมริกานั้น มีคนทำงานหนักอดหลับอดนอนเขียนบล๊อกเป็นอาชีพก็แยะ และทำเงินได้ดีเสียด้วย แต่เป็นอาชีพที่ทารุณสมองมากๆ เพราะ หลายคนเสียชีวิตมาแล้ว

Friday, April 04, 2008

ต้นไม้ดีเซลล์

บทความจากเว็บข้างบนน่าสนใจ ต้นไม้ดีเซลล์ที่ว่าคือ Copaifera langsdorffii เป็นพืชเมืองร้อน น่าจะนำมาปลูกให้มากในไทย อาจจะดีกว่าปาล์มน้ำมันหรือเปล่าไม่ทราบ
และผมว่าถ้าใช้ metabolic engineering อีกเล็กน้อย หรือทำ gene transfer ก็จะสามารถสร้างพืชใหม่ที่ปลูกให้ประสิทธิภาพยิ่งสูงกว่าพืชธรรมชาติได้ (แต่พวกหัวแข็งบางกลุ่มคงไม่ยอมให้เมืองไทยก้าวหน้าไปแน่ๆ แต่อินเดียกับจีนเขาไปไหนๆกันแล้ว) ข้อมูลในวิกิพีเดียก็มี

Thursday, April 03, 2008

ประสบการณ์การใช้เล็พเพอร์ดมาสองวัน

ผมลง Leopard ในเครื่องพาวเวอร์บุ๊ค G4 1.67 GHz รุ่นสุดท้าย พอลงใหม่หมดแล้ว ก็พบว่าเครื่องไม่ได้ช้าลง ดูเหมือนจะเร็วขึ้นเล็กน้อยเสียอีก การใช้ Finder ผมชอบมากกว่าเดิม เพราะเส้นบรรทัดถี่กว่าเดิม ทำให้มองดูแฟ้มได้แยะกว่า เมื่อมองเป็นลิสต์ เมื่อมองในแบบ cover flow ก็ดี เพราะสามารถเห็นเนื้อหาหน้าแรกได้โดยไม่ต้องเปิดแฟ้มดู ส่วนสเปซก็ไม่มีอะไรใหม่ เพราะผมใช้ virtual desktops มาแล้ว
มีที่อยากจะบอกไว้คือ สปอตไลท์เสอร์ชดีกว่าเดิม ไม่ชะงัก และที่สำคัญ ค้นดัชนีคำภาษาไทยได้เร็วกว่าในไทเกอร์มาก
ฟอนต์ของระบบที่ให้มา ทำให้การใช้ซาฟารีดูเว็บภาษาไทย ได้อักษรที่ดูดีกว่าเดิม แต่ทว่า ในบางเว็บตัวจะเล็กมากอ่านยาก ต้องขย่ายขนาดเอาเองเป็นหน้าๆไป
เมื่อใช้ซอฟต์แวร์ประมวลคำ เช่น NeoOffice ตอนแรกไม่สามารถปรินต์ออกมาเป็นภาษาไทยได้ ต้องไปลงฟอนต์ตระกูล UPC ที่พัฒนาโดยบริษัท Unity Progress และผมยังมีเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ลูกเก่า ก๊อปมาใส่เพิ่ม ปัญหาจึงหมดไป เพิ่งลองใช้ไทม์แมชีนแบคอัพไฟล์ค้างคืนไปหนี่งครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าผมมีข้อมูลเกือบ 850,000 แฟ้ม รวม 55 GB ก็ปล่อยค้างคืน ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ผ่านพอร์ต Firewire 400

ISO จะผ่าน OOXML เป็นมาตราฐาน ?

ข่าวออกมาว่า ISO จะผ่าน OOXML เป็นมาตราฐาน โปรแกรมประมวลคำ
จากการโหวตจากประเทศส่วนใหญ่ โหวต Yes (สงสัยว่าจะรวมประเทศไทยด้วย) และมีข่าวว่า มีความไม่ชอบมาพากลในหลายประเทศ อย่าง นอร์เวย์ ก็กำลังตั้งกรรมการสอบว่า กรรมการในประเทศนั้นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่ดันไปโหวตเยสได้ยังไง (แต่ในไทย คงไม่มีใครสนใจจะไปสอบสวน ยิ่งคณะรัฐบาลชุดนี้ด้วยแล้ว ไม่อยากจะพูดต่อ) ก็ได้แต่ปลงอนิจจัง อันนี้เป็นวิบากที่คนในโลกก็ต้องรับไป เลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อ OOXML จริงๆแล้วไม่ใช่มาตราฐาน ยังไงๆผมก็ใช้ ODF อยู่ดีในขณะนี้ อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะหันไปใช้ Pages ในชุดโปรแกรม iWork ของ Apple ตอนนั้นก็ว่ากันใหม่

Tuesday, April 01, 2008

อัพเดทโอเอสเป็นเล็พเพอร์ด




อัพเดทตั้งแต่เมื่อวาน จากไทเกอร์ เป็น เล็พเพอร์ด เพราะต้องถือโอกาสตอนเปลี่ยนฮาร์ดดิสบนเครื่องพาวเวอร์บุ็ค G4 ไปเป็น 250 GB ก็เลยเปลี่ยนโอเอสเสียเลย อีกอย่างงานในโครงการใหม่กำลังจะเริ่ม ทำซะตอนนี้ เวลาก็กำลังเหมาะก่อนสงกรานต์ หากมีปัญหาจะได้มีเวลาหายใจหายคอหน่อย แผ่นโอเอสที่ซื้อมา เป็นรุ่น OS-X 10.5.1 บริษัทยูนิตี้โพรเกรส ส่งช่างมาเปลี่ยนฮาร์ดดิสให้ถีงที่ ขอบคุณจริงๆ ฮาร์ดดิส ราคาราว 6000 บาท ส่วน Leopard จดไว้ว่า 4790 บาท เท่ากันทั่วประเทศไทย ฮาร์ดิสตัวเก่าใส่กล่องเปล่าที่เพิ่งซื้อมาใช้เป็น external drive สำรอง และก็ไว้เตรียมถ่ายข้อมูลลงฮาร์ดิสก์ใหม่

หลังช่างกลับไปแล้ว ผมอินสตอลเล็พเพอร์ดลงบนฮาร์ดดิสก์เปล่าในเครื่องเดิมเอง ใช้เวลาไม่ถีงสองชั่วโมง โดยซอฟต์แวร์มันไปเสียเวลาตรวจสอบความถูกต้องของโด้ดบนแผ่นดีวีดีเสียก่อนเกือบสี่สิบนาที ต่อมาตอนถ่ายโอนข้อมูล มันมีปัญหาเพราะมีสองแฟ้มข้อมูลเก่าที่มันคอร์รัปก็เลยทำให้ไม่สามารถโอนข้อมูลผู้ใช้และโปรแกรมโดยอัตโนมัตมาได้จากฮาร์ดดิสก์เก่า ต้องมาก๊อปข้อมูลถ่ายเทเอาเอง ต่อมาก็เสียเวลาอัพเดทแพ้ทช์ต่างๆและปรับรุ่นของซอฟต์แวร์ให้ทันสมัยอยู่ค้างคืน และมาต่อตอนเช้าอีกเล็กน้อย จากนั้นก็ดาวน์โหลด ซอฟต์แวร์ที่ต้องใช้จากอินเทอร์เน็ตมาเพิ่มเติม เช่น GIMP, NeoOffice, Artemis, Cytoscape

วันนี้เย็นเลยแวะไปพันธุ์ทิพย์มา ไปซื้อ iLife '08 มาจากร้าน iStudio เป็นของแท้กล่องหุ้มพลาสติก มาในราคา 3190 บาท กดเครื่องคิดเลขดู ตอนนี้ดอลล่าร์หนี่งสามสิบเอ็ดบาทกว่า ราคาตกประมาณ $100 นี่ราคาในประเทศไทยนะ เทียบกับราคาในอเมริกาแค่ $70 เอง ดูเหมือนจะเคยโพสต์บ่นมาแล้วทีหนี่งว่า อยู่ประเทศด้อยพัฒนาแต่เสียเงินซื้อของแพงกว่าคนอเมริกัน เอาละ ปลงเสีย ถือว่าจ่ายภาษีให้รัฐบาล กับให้กำไรเอเย่นต์เขาม่ัง มีเงินก็ใช้ไป เก็บไว้เท่าที่เก็บได้ ไม่ต้องคิดมาก

พอตอนอินสตอล เวรกรรม จริงๆ มีหนี่งโปรแกรมคือ iMovie '08 ไม่ยอมลงบนซีพียู G4 ความจริงเราเคยรู้อยู่แล้วก็ลืมไปแล้ว
เราไปค้นดูบนเว็บ ความจริงก็มีวิธีแก้ แต่ขี้คร้านจะลอง เพราะกลัวมันทำมีข้อพกพร่องตอนอัพเดทซอฟต์แวร์ออนไลน์ ช่างหัวมัน เพราะตอนนี้ยังไม่คิดจะใช้ตัวนั้น ซื้อมาเพราะเราติดใจโปรแกรม iPhoto เป็นหลัก แบบนี้สงสัยจะต้องใช้ตัวอื่นให้คุ้มเสียแล้ว ส่วน iWork ยังไม่ได้ซื้อ แต่ก็จะซื้อวันหลัง เพราะจะต้องใช้ KeyNote แค่อย่างเดียว แต่เอาไว้ก่อนก็ได้ อย่างอื่นใช้ NeoOffice ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สฟรีไปแทนสบายๆ

Sunday, March 30, 2008

จะเชื่อมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตไปสู่ชนบทได้อย่างไร

ตัวอย่างจากอินเดียว่าจะเชื่อมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตไปสู่ชาวชนบทได้อย่างไร
ไปดูข่าวตามลิงก์ข้างบน จะเห็นว่า ที่อินเดียเขาตั้ง เพิงสังกะสีตอบคำถามขี้นมา ให้คนชนบทที่เป็นใครก็ได้ที่อยากรู้อะไรๆไปกดปุ่มถามคำถามเป็นภาษาท้องถิ่น แล้วโอเปอเรเตอร์ที่อยู่ไกลออกไปก็จะค้นคำตอบให้เป็นภาษาอังกฤษ และก็จะตอบคำถามให้ทันทีเป็นภาษาถิ่น
นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เงินน้อยมาก ให้ข้อมูลแก่ชาวชนบทที่ต้องการคำตอบในเรื่องต่างๆ

Tuesday, March 25, 2008

My experience with Safari 3.1

Reviews about Safari 3.1 around the world seems to be positive about the speed of web download. I 'd not argue with that. However, from my experience with the new Safari 3.1 , some websites (at least in Thailand) could hang up the browser. In the past few hours, I had to use the terminal to kill the Safari process several times after the application frozed and stop responding when opening some problematic sites. I am currently running it under Tiger in a PowerBook here. But next week, after I upgrade the OS to Leopard, I 'll see if it is better.

Monday, March 24, 2008

ปัญหาเศรษฐกิจของโลกทุนนิยม

ปัญหาเศรษฐกิจของโลกทุนนิยม ใกล้จะทำให้การเงินทั่วโลกพังเข้าไปทุกที ดูจากบทความที่ลิงก์ไป จะเห็นว่า ปัญหายังมีอยู่อีกมาก เป็นเรื่องของโลภะที่นักการเงินฝรั่งมีไม่รู้จักจบสิ้น กรณี แบร์สเตอร์น มันเป็นแค่เริ่มต้น เหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่เหนือน้ำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ผมสงสัยว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หากเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศล่มสลาย คนเล็กๆอย่างพวกเราจะทำอะไรกินดี คำตอบดูจะมีในเรื่องการใช้เศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ของในหลวง และผมก็ยังย้อนนึกไปนึกถึง หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร ที่ท่านเคยกล่าววาทะสำคัญไว้ว่า "เงินทองเป็นของมายา ช้าวปลาสิเป็นของจริง" สงใสในอนาคตต้องไปหาทางทำไร่เสียแล้ว

Thursday, March 20, 2008

ความใส่ใจของครูต่อนักเรียน

อนุสนธิจากการไปพบพูดคุยกับบรรดาครูทั้งชาวไทยที่เป็นครูประจำชั้น และชาวต่างประเทศอีกสี่ห้าคนที่สอนลูก ตามที่โรงเรียนจัดให้เมื่อไม่นานมานี้ ก็รู้สีกว่า บรรดาคุณครูทั้งไทยและฝรั่งเขาเอาใจใส่ต่อการเรียนและพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนเป็นอย่างดี ดูแล้วก็ค่อยรู้สีกว่าคุ้มหน่อยกับการให้ลูกเรียนในโรงเรียนของเอกชนของมูลนิธินี้ เมื่อย้อนไปนีกถีงโรงเรียนก่อนของลูก ก็เป็นโรงเรียนที่ดี แต่เขาก็ไม่ได้มีระบบที่สลับซับซ้อนเท่านี้ และความเอาใจใส่ของคุณครูแม้จะมากพอๆกันก็ยังสู้ที่นี่ไม่ได้ ก็ราคามันผิดกันก็อย่างนี้แหละ
ว่าไปแล้วก็ต้องปลง ตราบใดที่ยังมีเงินจ่ายก็ไม่ต้องกังวลมากนัก

Wednesday, March 19, 2008

เตรียมอัพเกรดฮาร์ดดิสและโอเอสใหม่ให้โน้ตบุ้ค

วันนี้ตัดสินใจโทรไปสั่งฮาร์ดดิสขนาด 250 GB และโอเอสรุ่นใหม่ของแอ็ปเปิ้ล OS-X 10.5 Leopard เพื่อจะลงในเครื่อง Apple Mac PowerBook G4 ส่วนตัว จากคนรู้จักกันที่ยูนิตี้ เพราะฮาร์ดดิสของเดิมเกือบจะเต็มมาหลายรอบ ต้องคอยลบไฟล์ทิ้ง หรือย้ายไปเก็บลงซีดีแทนอยู่เรื่อยๆ และโอเอสใหม่ออกมาได้ห้าเดือนแล้ว มีอัพเดทไปแล้วสองรุ่น นับว่าเสถียรพอสมควร เพื่อนที่เป็นเซียนแมคบอกว่าใช้ได้แล้ว ก็เลยเอาละ กำลังจะขึ้นโพรเจ็คใหม่พอดี จัดการซะก่อนเริ่มงาน ค่าฮาร์ดดิส ๖ พัน ค่าโอเอส 4790 บาท ราคาสูสีแต่แพงกว่าในอเมริกาเล็กน้อย เพราะมี VAT 7% และ อัตราแลกเงินดูจะคิดตอนเงินบาทแค่ 34 แต่ตอนนี้แข็งมาเป็น 31 แล้ว (แล้วยังจะต้องมีรายจ่ายตามมาอีก เพราะจะต้องไปซื้อซอฟต์แวร์ที่ใช้งานประจำรุ่นใหม่อีกสองสามตัว) ค่าบริการเปลี่ยนฮาร์ดดิส ๑ พันบาท ค่าใช้จ่ายตกเกือบหมื่นสองพันบาท

ก่อนหน้านี้ไปซื้อฮาร์ดดิสเอ๊กซเทอร์นัลขนาด 300 GB และ เคสเปล่าสำหรับเตรียมรับฮาร์ดดิสก์ที่จะปลดเกษียณจากโน้ตบุ้คไว้ล่วงหน้าแล้ว จากพันธุ์ทิพย์พลาซ่า จดไว้เหมือนกันเรื่องราคา แต่ไม่อยากไปคุ้ยตอนนี้

วันนี้เลยเสียเวลาจัดแจงแฟ้มต่างๆไปทั้งวัน ให้เข้าที่เข้าทาง และก็พบว่ามีซอฟต์แวร์ที่ใช้ประจำอย่างน้อยหนี่งตัว ยัังไม่ซัพพอร์ทเล็พเพอร์ด ก็เลยต้องเอ็กซพอร์ทข้อมูลออกมาไว้ก่อน ไม่งั้นแย่ หวังว่าอีกสักสองสามเดือนซอฟต์แวร์น่าจะออกมาได้

เมืองไทยด้อยพัฒนาแต่ต้องซื้อของราคาแพงกว่าคนอเมริกันที่รายได้มากกว่า เรื่องเงินต้องทำใจ เพราะของต้องใช้ในอาชีพ

Wednesday, March 12, 2008

จะจัดเวลาให้งานสำคัญในชีวิตได้อย่างไร

แปลสรุปของเขามาครับ เอาไว้เตือนใจตนเอง และก็เลยโพสต์ไว้ที่นี่ด้วย บทความภาษาอังกฤษอยู่ในลิงก์

จะจัดเวลาให้งานสำคัญที่เป็นเป้าหมายในชีวิตได้อย่างไร มีข้อเสนอไว้สิบข้อให้ทำ

๑ ตั้งเป้าไว้ทีละหนี่งเป้า อย่างน้อยหนี่งเดือนต่อเป้า
๒ ให้แน่ใจว่าต้องการทำจริงๆ
๓ ให้มันเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด
๔ หากมีเป้ามากเกินไปลดลงมาเหลือเพียง ๔ _ ๕ เป้าที่สำคัญที่สุด อย่างอื่นถือว่ายังไม่สำคัญ
๕ ทำเป้าให้ง่ายเข้าไว้
๖ โฟกัส ติดโปสเตอร์บนกำแพง ทำรูปบนเดสก์ท็อป ส่งโน้ตถึงตัวเองรายวัน เขียนในบล๊อก บอกคนใกล้ๆทำให้เขาถามถึง
๗ กำหนดช่วงเวลาที่ไม่ทำอย่างอื่น อย่างน้อย ๑ ชม. ต่อวัน ในเวลาที่เหมาะที่สุด
๘ กำหนดเวลานั้นเป็นเวลานัดที่สำคัญที่สุดของเราในแต่ละวัน
๙ ซีเรียสกับเป้าเต็มที่ บอกคนอื่นๆว่าคุณมีเป้าอะไรอยู่ เขียนเป้าออกมา ให้จำเพาะ และเขียนแผนงานออกมา กำหนดวัน และ กิจกรรมที่ต้องทำต่างๆ คิดถึงข้ออุปสรรคขัดข้อง และกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะอุปสรรค
๑๐ หาว่าอะไรทำให้คุณเสียเวลาไปเปล่าๆ รวมทั้ง
กิจกรรมอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายสี่ห้าข้อนั่น

Book: Vipassana 101 in English

I just found that one of "Duntrin" 's writing has been translated into English and available online. I have just browsed the first chapter and, without refering to the Thai text, I can say that the translator is quite fluent in English so I believe that the translation quality would be accurate. Based on my prior knowledge that Duntrin (a pen name) is a good author of Thai Buddhist books for lay persons, I think this translated book should be very readable for English speakers worldwide. I am very pleased with the great work of the author and the translator, and for their good virtues of spreading the wise words to enlighten the world.

The link to the book is above, and below.

http://dungtrin.com/vipassana/EngMain2ndEdition.htm

Friday, March 07, 2008

ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ โดยเฉพาะการศีกษา

สามวันก่อนไปประชุมผู้ปกครองของโรงเรียนอำนวยศิลป์ รู้สึกตัวอยู่ล่วงหน้าแล้วว่า การประชุมชี้แจงครั้งนี้ โรงเรียนอาจจะมุ่งขอเงินสนับสนุนจากผู้ปกครองเพิ่ม ก็เป็นเรื่องจริง โรงเรียนมีการนำ interactive white board ที่ทำหน้าที่เป็นจอคอมพิวเตอร์ขนานใหญ่สำหรับห้องเรียนขนาดเล็ก มาใช้ในโรงเรียนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่ครบทุกชั้น ไม่ครบทุกห้องเรียน เป็นบางวิชาเท่านั้น และจะมีการไปซื้อไลเซนส์ซอฟต์แวร์เสริมการเรียนภาษาอังกฤษที่ชื่อ Fast ForWord มาในอัตราสูงถีงปีละสองล้านบาท โดยลงโปรแกรมได้ในคอมพิวเตอร์เพียงห้าสิบเครื่องเท่านั้น นับว่าแพงเอาการ ตกเครื่องละสี่หมื่นต่อปี คิดว่าเด็กคงใช้ไม่ได้กันทุกคน จะมีการปรับปรุงระบบไฟเบอร์ออพติกของโรงเรียน เพราะแบนด์วิธของการใช้มัลติมีเดียในโรงเรียนสูงขึ้นมาก เน็ตเวอร์คเริ่มรับไม่ไหว จะมีการซื้อหนังสือเพิ่มเติมเพื่อให้โรงเรียนก้าวเข้าสู่โรงเรียนมาตราฐานระดับนานาชาติ ภายในอีกแปดปีข้างหน้า เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ใหม่อีกเป็นจำนวนมาก ทางโรงเรียนพยายามเน้นว่า ค่าใช่จ่ายพื้นฐานที่ผู้ปกครองจ่ายตอนนี้ ปีละแสนแปดหมื่นบาทต่อนักเรียนหนี่งคนนั้น ต่ำกว่าโรงเรียนอินเตอร์ทั่วไปมาก

ผมนั่งฟังก็รู้สีกถีงความเอาใจใส่ของผู้บริหารโรงเรียน (เป็นโรงเรียนเอกชน ที่มูลนิธิเป็นเจ้าของ) ที่จะพยายามขวนขวาย นำสิ่งที่ดีที่สุดมาสู่นักเรียนของโรงเรียน ทำให้เป็นเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย ที่สามารถทำอย่างนี้ได้ ก็รู้สีกว่า ต้องทำใจ คงต้องกัดฟัดจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่จะมีในส่วนต่างๆจากที่ขอการสนับสนุนเพิ่มเติม
ผมย้อนกลับมารำพีงว่า แล้วการศีกษาในโรงเรียนของรัฐล่ะจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาคงไม่มีความสามารถทำได้อย่างโรงเรียนเอกชนแบบนี้แน่ เพราะเก็บค่าเรียนถูกมาก ก็ต้องนีกถีงสุภาษิตฝรั่งที่เคยได้ยินว่า you get what you pay ซึ่่งหมายความว่า คุณจ่ายไปเท่าไรก็ได้ของคุณภาพเท่านั้น นั่นแหละการศีกษาไทย ทุกระดับ ตั้งแต่ประถมหนี่งยันปริญญาเอกก็ว่าได้

ผมรู้สีกแล้วว่าการศีกษาที่ดีย่อมไม่ฟรี จะต้องมีผลเสียไปแลก ผมเริ่มรู้สีกกังวลกับนโยบายเรียนฟรีในรัฐธรรมนูญว่า ในทางปฏิบัติจริง ที่รัฐไม่มีเงินพอสำหรับการศีกษาทั่วประเทศนั้น จะทำให้การเรียนของเด็กไทยเป็นโรคแคระแกร็นไปหมด และที่จะมีผลกระทบมากก็คือการเรียนในชนบท ถิ่นห่างไกล ที่ไม่มีงบให้ก็คงไม่มีต่อไป

Wednesday, March 05, 2008

Useful tips from Science Authors' workshop in Bangkok (part 3)

Below is a summary from the 4th presentation, mainly about Elsevier and its manuscript processing.

Elsevier uses online end-to-end workflow called EES in the processing of authors' submission, reviewing by referees, manuscript tracking, revision, proof-reading, getting to the article-in-press step, to the end publication (PDF and hard copy)

Elsevier claims that it offers better visibility to scientific papers published in its journals through various online services:-
ScienceDirect
Scirus
Scopus
Embase.com

Several major Thai Universities already subscribe to those.

Some useful Elsevier 's websites
Language editing service (I think there will be some cost, charged by several companies offering the service in the given link)
www.elsevier.com/wps/find/authorsview.authors/languagepolishing
Artwork Instruction
www.elsevier.com/artworkinstructions
Use of LateX
http://www.elsevier.com/wps/find/authorsview.authors/latex
Funding body agreements & policies
www.elsevier.com/wps/find/authorsview.authors/fundingbodyagreements

Useful tips from Science Authors' workshop in Bangkok (part 2)

A second presentation in the Authors ' Workshop by Elsevier 's Editorial Specialist, Dr. Zhou Mingxin, is quite informative and pleasant.

She gave us insight about what scientific journal editors would be thinking. And she said the editors really care for feeling of their reviewers, who work for free. Each journal has enormous manuscripts coming in so editors have to screen a lot of them out, and they had to find suitable reviewers for the remaining ones, from the field covered by each paper. More often, they 'd get the people as cited in the manuscripts and thus the authors had better read those they were citing. The editors are looking for manuscripts that will advance the knowledge in the particular field, and they look for quality and value of the papers. (And I also think that they are looking for papers that potentially will pull up the journal 's citation ranking as well.) Some of her noteworthy points are:-

- She urged authors to stick to the authors' guide for each journal from the beginning of drafting a paper.
- The title of the paper must be precise, and consise.
- Quality of the abstract is very important, since a bad one can lead to the manuscript 's rejection quite instantly, without the rest of the paper being read.
- The introduction section must make it clear to the readers why that manuscript is important.
- Good (clear to understand) figures is the best way to present the results. Sometime, it might be better to split a graph with multiple lines into two.
- A clear conclusion will also help reviewers and editors to decide on acceptance of the paper more easily.

The speaker also stressed the importance of ethics (including avoidance of plagiarism and data fabrication / falsification) and other points to the audience (which I don't have time to write here).
Revision of the manuscripts as suggested by the referees is important, otherwise good reasons should be explained/ argued. And never try to resubmit the unedited paper to a new journal, since some reviewers might still be the same people in the same field.

In a third presentation, also from Elsevier Far East, SCOPUS was introduced: real citation data on some Thai papers were shown. She also introduced a new publication ranking system in addition to the impact factor, the h-index developed by Dr. Hirsch of UCSD. The citation tracking feature of SCOPUS is quite interesting and worth taking a look.

Useful tips from Science Authors' workshop in Bangkok (part 1)

Last week, I attended a scientific authors' workshop, organized by Elsevier (Far East), the Science Society of Thailand, and ASAIHL , organized at the Faculty of Science, Mahidol University. Over 250 participants attended the one day workshop.

Here are useful information I got from the workshop, which should be useful to blog readers and serving as my reminder as well. Thank for my friend who did not attend but gave me a nudge to write up this blog.

Prof. Jisnuson Svasti, the current president of the Science Society of Thailand and editor of ScienceAsia journal gave the first lecture on "Translating Research Output into a Good Manuscript". His talk provided a very useful basic on scientific authorship, sort of like "Scientific Paper Writing 101". For young reseachers / novice authors, I think it 's worthwhile to try to get his original PDF and take a look.

He stressed the importance of scientific writing which allows for progression of the world 's scientific and technological advances. Publishing in scientific journals provides a way to archive and peer-review the results. He also went on to describe the details on how to write each section of a research paper. Here are some of his key points that I think important.

- Title of the paper must be short, 8-12 words, without wasted words, should be specific
- Abstract should be able to stand alone. It should cover objectives of the study, description of samples and methodology, any statistics, results, conclusion
- Introduction section explains the reasons for the present study, literature review, remaining unknown, methods selected and reasons, and aims of the present study.
- Last paragraph of the introduction section is probably the most important and should explain why this paper is interesting. Some reviewers just read this paragraph first.
- Materials & Methods. Keep it short. Do not copy text from other people 's. Should be sufficient to allow repeated experiments by others.
- Results. Show only relevant results to the objectives. Present the results in logical order so that readers can follow. Avoid redundancy of data in table and figure. Point out the important points. Tell what the results show or imply.
- Ethical questions (such as use of animals or human subjects) must be addressed. Proper authorization by an Institution review board is needed prior to the conduct of experiments, not after. Many journals now need this evidence.
- Discussion. Generalization of the results, principles, relationships. It should show how this work agree with other works. Explain the significance of the work, main discovery. State any conclusion.

He also gave several Do's and Don'ts.
Some of his last remarks are :-
Before writing, make sure that the authors have something (worth publishing) to say.

Tuesday, March 04, 2008

Key Results from Thai Science Ministry under the previous government

I have seen a copy of an interview transcript of the former Science Minister in the previous "Old Ginger" Thai Government, i.e. Prof. Dr. Yongyuth. I believe that the interview is not widely circulated and might not be found in any newspaper but I think a part of it is quite informative for the public and would like to reproduce it here in my blog in order to publicize and document it.

In that interview, the former Science Minister talked of his accomplishment in the past government. And remember that he is the only Thai science minister who is a real active scientist, not a law-degree politician like others. And since the Thai news media have widely stereotyped the former PM Surayud 's government as slow-acting, no concrete outputs, I 'd like to show that at least he got something well-done in the Thai Ministry of Science & Technology under that government.

Prof. Yongyuth said :-

"the main focus of the Ministry work was to initiate and seek government approvals of various policies. I believed we have successfully implemented this approach. I would say the following laws, Royal Decrees and policies which were passed to be the highlights of the ministry of Science and Technology :-

- National S&T Innovation Law (a national policy system with Thai Prime Minister serving as its Chairperson)
- Law to Support S&T Professions (eg. chemists, environmentalists, nuclear physicists). We had waited ten years for this law to be passed.
- Nuclear Energy Policy
- Approved GMO policy on field testing of GMO crops in government research lab facilities.
- Biosafety Law for further GMO trials and environmental releases.
- THEOS (earth observation satellite) which is expected to be launched sometime in March 2008, pending on the outcome of discussions between Russia and Uzbekistan (in which debris from the launch will land)
- Royal Decree for the creation of the National Synchrotron Research Center in Korat (Nakhon Ratchasima)
- Royal Decree for the creation of the National Astronomical Research Institute in Chiang Mai
- Royal Decree for the creation of the Hydrology and Agricultural Information Institute in Bangkok
- Royal Decree for the creation of the National Innovation Agency (NIA) "

หัดนั่งขัดสมาธิเพชร

ผมเพิ่งหัดนั่งขัดสมาธิเพชรมาได้สักสามสี่ครั้งเองในรอบหนี่งเดือนที่ผ่านมา อย่างที่เคยได้ยินจากหลวงพ่อปราโมทย์เล่าในซีดีว่า สมัยก่อนท่านไปกราบหลวงปู่สิม ท่านให้ขัดสมาธิเพชร มันเจ็บจริงๆ เราฟังท่านว่างั้นเราก็เลยเข็ดขยาดมานาน แต่ความที่ฟังซีดีหลวงปู่สิมมาเข้าแผ่นที่สี่แล้ว ทั้งบางแผ่นก็ก๊อปแฟ้มเอ็มพีสามเข้า iPod อีก แต่ฟังมาหลายเดือนแล้วก็เพิ่งไปได้แค่นั้น จากที่ได้มาทั้ง ๑๕ แผ่น ที่มีอาจารย์มหิดลท่านหนี่งให้มา เพราะท่านไปได้มาจากวัดถ้าผาปล่อง แผ่นนีงๆก็ยี่สิบกว่าตอน ตอนละประมาณครึ่งชั่วโมง ทุกครั้งๆที่ฟังซีดี หลวงปู่สิมท่านก็จะสั่งนั่งขัดสมาธิเพชรแทบทุกตอน ก็เลยมีศรัทธาตอนแรกฟังไปเราก็ขัดสมาธิราบธรรมดา พอขึ้นซีดีแผ่นที่สามที่สี่ก็อดใจทนหลวงเสียงปู่สั่งไม่ไหว เอาละ(วะ) เจ็บเป็นเจ็บ ผมก็เลยลองหัดเข้า แหม เข้าหนแรกปวดมาก ทั้งตอนเข้าอยู่ครึ่งชั่วโมง และตอนจะแกะขาออกจากที่ไข้วกันไว้ก็ไม่อยากจะง้างเลย มันเจ็บจริงๆ หลังจากทนเจ็บแกะขาออกมาแล้ว ก็ยังต้องนั่งปวดข้อเท้า นั่งขาระบมไปอีกครึ่งชั่วโมง ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นก็เดินกระย่องกระแย่งอีกต่างหาก พอหนที่สี่แล้วไม่ค่อยเจ็บแล้ว และเห็นประโยชน์ว่านั่งแล้วมันเห็นทุกขเวทนาดีจริงๆ ถ้าฟังจบสิบห้าแผ่นก็คงสิ้นปีนั่นแหละ และตอนนั้นอาจจะเข้ารายวันแล้วก็ได้

รู้สึกถึงพระคุณหลวงปู่ ที่หลวงปู่แม้นิพพานไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีมาแล้ว แต่ก็มีศิษยานุศิษย์อุตส่าห์เอาเทปที่อัดตอนท่านสอนไว้ มาลงเป็นเอ็มพีสาม ดีจริงๆ นับเป็นบุญที่ได้ฟังคำสอนของท่าน ขัดเกลากิเลสให้เบาบางลงทุกวันๆ ทำให้นึกอยากไปเที่ยววัดถ้าผาปล่อง เชียงใหม่ ตะหงิดๆ

Wednesday, January 30, 2008

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน

มีบทความหนี่งคือ

Bai, C., and Cao, J. 2008 Crossing borders, challenging boundaries: Reflections on a decade of exchange at thhe Chinese-American Kavli Frontiers of Science Symposium Exchange. Proc. Natl. Acad. Sci. USA 105, 1101-1102, doi 10.1073/pnas.0712220105

บทความนี้เพิ่งออกออนไลน์เมื่อวาน รู้สีกน่าสนใจมาก
เจอตอนหนี่งที่สำคัญ ในบทความข้างต้น อยากโพสต์เก็บไว้ ด้วยความอิจฉาว่าเมื่อไรเมืองไทยจะเป็นอย่างนี้บ้าง

คำแปล ตอนหนี่งในบทความ

ในสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ตัดสินใจทุ่มความพยายามเปป็นอย่างมากในการเพิ่มการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศ หลักฐานเรื่องนี้เห็นได้จากการเพิ่มในสัดส่วนของมวลรวมผลผลิตประชาชาติ (GDP) ที่ลงทุนไปในการวิจัยและพัฒนา ที่เพิ่มจาก 0.67% ของ GDP ในปี 1997 จนมาถีง 1.42% ของ GDP ในปี 2006 โดยยังไม่ต้องพูดถีงว่าในช่วงเวลานั้น มีอัตราการเพิ่มเฉลี่ยของค่า GDP ของชาติเฉลี่ยปีละ 10% การเพิ่มงบประมาณนี้ ได้มีการจัดสรรไปยังการเพิ่มความสามารถของสถาบันและการจัดระเบียบองค์กรใหม่ จากบรรดาอินฟราซตรัคเจอร์ที่มีอยู่แล้ว และการสร้างอินฟราซตรัคเจอร์ใหม่ๆ ที่โฟกัสไปยังสาขางานวิจัยที่กำลังรุดล้ำหน้า จำนวนบุคคลากรที่เกี่ยวกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในจีนได้เพิ่มขึ้นประมาณ 50% ในทศวรรษที่ผ่านมา และพร้อมกับการเพิ่มความเข้มในการประเมินผลและเพิ่มความคาดหวังในเรื่องคุณภาพทางวิชาการ

ทว่าการเพิ่มอย่างมากในการลงทุนทางอินฟราซตรัคเจอร์และบุคคลากรนี้ โดนก้าวล่วงไปด้วยอัตราการเพิ่มผลงานทางวิชาการในรูปแบบของการตีพิมพ์ในนานาชาติ ในทศวรรษที่ผ่านมา ที่มีอัตราการเพิ่มจำนวนบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ถีง 7 เท่า จาก 25,007 บทความในปี 1997 เพิ่มเป็น 172,000 บทความ ที่เขียนโดยนักวิชาการชาวจีน ซึ่ง 15% ของจำนวนนี้ มาจาก สภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) การเพิ่มจำนวนนี้เป็นไปพร้อมกับการเพิ่มในเชิงคุณภาพทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ด้วย คุณภาพของงานวิจัยแสดงได้จากจำนวนเปเปอร์ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ที่มีลำดับการอ้างอิงสูง ....


เมื่อไรนะประเทศไทยจะมีอัตราสูงกว่า 1% GDP แบบประเทศจีนและประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆบ้าง

Thursday, January 17, 2008

ปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตสมัยใหม่คืออินเตอร์เน็ต

ADSL modem ของผมยี่ห้อหัวเหว่ยที่ได้มาจากทรู (True HiSpeed Internet) เมื่อสองปีก่อนดูเหมือนจะเจ๊งไปแล้ว ควานหาปัญหาเรื่องการต่อเน็ตอยู่สองวัน โทรไปทรูหลายรอบ กังวลใจสุดๆ เพราะต้องใช้ทำงาน ลูกก็ต้องใช้ทำการบ้าน เลยต้องดิ้นสุดๆ สุดท้ายวันนี้เช้าอุตส่าห์แวะไปซื้อโมเด็มใหม่ที่ร้านทรูที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ก็ไม่มีของ ของขาดบอกว่าไม่รู้จะมาเมื่อไร ผมก็เลยต้องแวะไปหาซื้อที่พันธุ์ทิพย์ ดูตั้งนาน ดูเหมือนทั้งตีกมีอยู่ยี่ห้อเดียวคือ D-Link ก็เลยซื้อมา เป็นแบบ wireless router ด้วยในตัว ราคาไม่ถีงสองพันบาทดี ติดตั้งไม่ยาก แต่ต้องโทรไปถามที่ทรูเพื่อตั้งค่าบางตัวให้ถูก คือ VPI = 0, VCI =100 ตอนแรกไปใช้ค่ามาตราฐาน ไม่เวอร์ค เสียเวลาไปครึ่งชั่วโมง สุดท้ายแก้ปัญหาได้ ก็เลยมาบล๊อกเอาไว้ ว่าวันนี้เหนื่อยมากเรื่องนี้ทั้งวัน

Thursday, January 10, 2008

รัฐบาลไทยกับอีเมล์

ข่าวจากลิงก์ข้างต้นที่บางกอกโพสต์วันนี้ ทำให้ผมอดต้องมาคอมเม็นต์ไม่ได้ เรื่องก็คือรัฐบาลไทยบ้าจี้ กลัวเรื่องความลับรั่วผ่านอีเมลของข้าราชการ จะบังคับข้าราชการเลิกใช้บริการอีเมลฟรีต่างชาติภายใจหนี่งปี (ไม่รู้ว่ารวมถีงพนักงานองค์กรของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ และบริษัทที่รัฐถือหุ้น ด้วยหรือเปล่า)

โดยหลักการก็ดี ปลอดภัยจากหูตาฝรั่ง ลดแบนด์วิธต่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติผมเห็นเลยว่าจะมีผลเสียเกิดขี้น กล่าวคือ หากว่าเซอร์ฟเวอร์ของรัฐล่มล่ะ แบคอัพดีแค่ไหน และคุณภาพของบริการจะดีแค่ไหน ใช้สะดวกแค่ไหน และที่สำคัญ งานนี้น่าจะมีส้มหล่นใส่บางหน่วยงาน ได้งบซื้อของอีกบาน แต่เซอร์วิสนั้นคุณภาพไม่น่าจะขึ้นกับงบ และบริการของรัฐบาลไทย ส่วนมากก็งั้นๆ เป็นที่รู้ๆ

ผมเห็นว่า การมีอีเมลฟรี ที่ใช้งานดีๆ ไว้ใช้ติดต่อเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องงาน ก็คือเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องจำเป็น อะไรจะไปบังคับไม่ให้ใช้เลย เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อว่า ผู้ใช้ของรัฐจะได้พื้นที่เก็บเมลขนาดสี่ห้ากิ๊กแบบของต่างชาติ ก็หวังว่าข่าวที่ลิงก์มานี้คงไม่เว่อร์เกินไป

Friday, January 04, 2008

มาตราฐานเอกสารแฟ้มประมวลคำ

บทความที่ลิงก์อยู่ข้างบนในวันนี้ เมื่อตามไปอ่านแล้ว ทำให้เข้าใจชัดเจนว่าทำไปประเทศไทย จึงไม่ควรสนับสนุน มาตราฐานเอกสารแฟ้มประมวลคำแบบ OOXML ที่สนับสนุนทุกวิถีทางโดยไมโครซอฟต์ และบริษัททั่วโลกที่เป็นคู่ค้าของเขา แต่ควรสนับสนุนมาตราฐาน ODF มากกว่า การหันไปสนับสนุนใช้ OOXML จะทำให้มาตราฐานนานาชาติจะโดนยึดโดยไมโครซอฟต์ไปโดยปริยาย

ไม่รู้ว่าหน่วยงานไหนของไทยบ้างเป็นตัวโหวตก็ไม่ทราบ

Wednesday, January 02, 2008

กรุงเทพฯเสี่ยงภัยพิบัติเหมือนนิวออลีนส์

รู้สึกดี ที่นักวิชาการเริ่มออกมาพูดเรื่องนี้ หลายเดือนก่อนคุณสมิทธิ์ ท่านออกมาพูดทีหนี่ง ต่อมาวันเฉลิมพระชนมพรรษา ท่านก็ตรัสอยู่หน่อยหนี่ง มาวันนี้มีข่าวนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นอีก ถีงผลกระทบมูลค่ามหาศาลหากเกิดพายุเข้าถล่มกรุงเทพฯและน้ำท่วม
แต่สังหรณ์ใจว่ารัฐบาลใหม่ของไทยก็จะยังไม่ทำอะไรในปีนี้หรอก ใครต่อใครคงต้องออกมาพูดกันอีกหลายรอบ
ผมเคยคิดเล่นๆว่า อีกสักสิบปีน่าจะย้ายไปอยู่แถวๆทางอีสาณตอนเหนือ เพราะตอนน้ันระดับน้ำทะเลก็คงจะเริ่มสูงขึ้นๆ และกรุงเทพฯก็จะเสี่ยงมากขี้น

Tuesday, January 01, 2008

Year of working hard commences


I have decided that B.E. 2551 for me will be a year to work very hard in many ways. Setting the good intention from the beginning is a good start.

Monday, December 31, 2007

Farewell for 2007

This is going to be my last post for the year 2007. It has been a good year for me in general. However, I hope to make the next year even a better year than this one. Next year is going to be the turning point for my life. I am transforming my self, behaviorally, professionally, morally.
Today I end the year B.E. 2550 with good deeds, some merit making, and meditations. This year started with a good deed and ends with good deeds. Next year 's coming in the next few hours will start likewise.

Thursday, December 27, 2007

Wat Amphawa in Samut Songkram

Wat Amphawa was built in the land which belonged to grand parents of King Rama II. They later donated their land and built a small monastery there. Around 200 years later (around 1998 or so), it was renovated to commemorate bicentenary of King Rama II. His stature was built next to the Uposoth. Inside the Uposoth, beautiful wall paintings can be found. I was informed by a local keeper that the painting was ceremonially first-touched by HRH Princess Mahachakri Sirindhorn in the area pictured.


Amphawa, Samut Songkram

Amphawa is a district in Samut Songkram, one of the smallest provinces in Thailand. Amphawa is not far from the town of Samut Songkram. After we had lunch in Don Hoi Lord, we continued our tour there. Of interest to visitors are a commemorative garden and museum for King Rama II (pictured), and a small floating market (also pictured).


Wat Satthatham 's perl inlaid teak Uposoth

In "Don Hoi Lord", there is a Mon style Buddhist monastery (a Wat) named Wat Satthatham. I could tell that it 's a Mon style temple since it has a decorative pole with a golden swan on the top in its compound. Later when I checked a book, it said this area is inhabited by descendents of Mon families who escaped from Burma and immigrated few hundred years ago. This Wat is interesting that it has a teak Uposoth (ordination hall) built with teaks which are engraved and inlaid with perls. This perl ordination hall was founded by the late abbot of this temple. Some international tourists know of this and came to visit it almost daily.

Lunch at "Don Hoi Lord" in Samut Songkram

I and my wife went to have lunch at "Don Hoi Lord" ดอนหอยหลอด in Samut Songkram สมุทรสงคราม , some 70 km south-west of Bangkok. The name of the area roughly means "the mud flat full of tube snails". There are perhaps over a dozen of sea-food restaurants over there on the sea-side waiting to serve Bangkokians looking to fill their stomach with sea-foods. We did not order the locally popular dish "tube snail hot pan". We ordered a Tomyam Talay (all sea-foods), a marine crab fried in (miky) curry (pictured), and deep-fried grouper fish in 3 flavor chilli sauce (also pictured). These are already a lot for 2 persons. The sea foods were really really fresh. I personally belief this freshness quality can not be matched by any restaurants in the city of Bangkok. We had a great time and plan on the next trip in the near future. I forget the name of the restaurant but there are its signs along the way. It has received a few quality assurance certificates (framed and posted in the entrant). And there were a lot of cars in front of it too. We were lucky to follow them there.


Wednesday, December 26, 2007

Who is going to be the next PM of Thailand ?

A Thai adage said "Nothing is certain: the only thing certain is uncertainty". Some local (Thai) and international presses have already drummed up news from the result of the recent 's general election on December 23, B.E. 2550 and they seems to say that it is definite that a septuagenarian would become the next prime minister of the Kingdom. I am curious to see if that will really be true or not in a month or so from now. I 'd not bet on that. History showed that a Thai government could be formed by a small party before (during the premiership of M.R. Kukrit Pramoj, when his SAP party got only 18 seats, but that was few decades ago).

I try to ignore political news these days since I feel helpless about it. I have already casted votes (for the party I like and for the 3 representatives for my district) 3 days ago, and that 's all a small guy could do. I have a feeling that what ever is going to happen, it 's got to happen. Buddhist principle indicates that "Every result has its cause".

December, a month of change for me

December usually coincides with Thai 's first lunar month. In Thai, we called it "Duan Aye", translated into English as the first month. Obviously, it was an ancient Thai New Year, long before Songkran Festival (in April) was adapted as a Thai New Year from Indian culture.

For me, I also turn to be half a century old man this month and am fully aware that I am entering "the terminal life period".
Realize that my life may likely be on a shorter term now, I have set a number of goals to improve my health and life-style onward. Many of them seems to be running fine so far.

There are also some changes. My 19 year old car has just been sold to an acquaintance for a very friendly low price. I had teary eyes for it a bit since it represented a gift of love from my long passed-away mom. But as Buddhist principle goes, everything has a start, it also has a stop. I do not want to keep the car since I do not use it any more and it will free some parking space in the garages. Our family still have 2 cars and that is enough.


Tuesday, November 27, 2007

Thai language version of Concise Encyclopedia Britanica came out

Last week, Nov 22, 2007, the Nation inivited me by phone to attend their publicity event to introduce the Thai language version of the concise Encyclopaedia Britanica at the Paragon, 4th floor, during a book exhibition there. Not many people were at the entire exhibition. I guessed some people hanging around the booths were the invited translators, myself as well. I could see that there were some guests turning up at the booth. However, due to bad timing, the guests left the booth one by one and wander away to visit dozens of other booths. By the time the master of ceremony came and was ready, with the 2 Pretties already on stand by, most of the guests were gone. I decided to leave the Paragon hall too. While heading to the Skytrain, I felt sorry for them but I had to go back to work. I noted down about this event because over a year ago I said in a blog that I was up to something. This is it; I was among the translators.

Friday, November 23, 2007

ข่าว ทนงศักดิ์ จากไป

อดเขียนบล๊อกไม่ได้ นักร้องคนโปรดของผม ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา เพิ่งจากไป ตามข่าววันนี้ ไปตามอ่านข่าวจากเว็บ มีคนเขียนคอมเม็นต์อาลัยกันมาก ผมเองก็ปลงอนิจจังมาหลายรอบแล้ว

เมื่อสามสี่วันก่อน เพ่ิงงัดเอาเทปของเขาเมื่อยี่สิบปีที่แล้วมาฟัง วันนั้นก็ยังนีกถึงเขาอยู่ และก็สังหรณ์ใจว่าเขาอาจจะกำลังจะจากไป เพราะนอนไม่รู้สีกตัวมาหลายปีแล้ว รู้สีกปลงๆชอบกล

(วันนี้คอนเฟอร์มว่าความรู้สีกตัวเองมักจะแม่น และยังแม่นอยู่)

Friday, November 02, 2007

ไต้หวัน พิพิธภัณฑ์ราชวังแห่งชาติ

ไปไต้หวันมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสไปชม พิพิธภัณฑ์ราชวังแห่งชาติ (National Palace Museum) ของไต้หวัน (Taiwan) ด้วย ที่มีสมบัติของจักรพรรดิจีน เก็บไว้หลายแสนชิ้น บางชิ้นอายุหลายพันปี เก่าสุดดูเหมือนจะหกหรือแปดพันปีเนี่ยแหละ ผมได้มีโอกาสไปชมของชิ้นงามๆที่ล้ำค่าด้วย อย่างเช่น กะหล่ำปลีหยก ที่เปรียบประหนี่งภาพโมนาลิซ่าทีเดียว ได้ดูแค่สามชั่วโมง โดยมีไกด์ผู้บรรยายเป็นสตรีอเมริกัน พาชมอยู่เกือบสองชั่วโมง ทำให้เข้าใจได้ดีมาก ดูเฉพาะชิ้นสำคัญๆ และสนุกดี เขาบรรยายได้มีรสชาด เนี่ยถ้าไปดูเองก็งั้นๆ ต่อให้มีหูฟังก็ไม่น่าสนใจเท่าไรทั้งก็จะไม่รู้ว่าจะดูอะไรดีด้วย



รีสอร์ทเป็นป่าที่พัทยา

ไปพักที่พัทยามาเมื่อเร็วๆนี้ โรงแรม เป็นรีสอร์ทของ คุณ มีชัย วีระไวทยะ ชื่อ เบิร์ดแอนด์บีส์ หรือ แคปเบจ แอนด์ คอนดอม บรรยากาศดีมาก ครึ้มเป็นป่าทีเดียว เลี้ยงกระต่ายไว้กว่า ๕๐ ตัวด้วย เหมาะสำหรับครอบครัวดี ราคาไม่แพงมากนัก (แต่ก็ไม่ถูก) เจอท่านเจ้าของด้วย ท่านมาโอภาปราศัยดีมาก พาดูอะไรๆรอบๆรีสอร์ทด้วย

แม็ค โอเอสเท็น เวอร์ชั่น ๑.๕.๐ ลีโอพาร์ด จาก แอปเปิ้ล

ออกมาได้เจ็ดวันแล้ว สำหรับ แม็ค โอเอสเท็น เวอร์ชั่น ๑.๕.๐ ลีโอพาร์ด จาก แอปเปิ้ล ที่ผมรอคอย ตามข่าวบอกว่า แค่สี่วัน คนซื้อไปแล้ว ๒ ล้านคน หรือราว 8% ของผู้ใช้แม็คทั้งหมดที่มีราว ๒๕ ล้านคน แสดงว่า คนเฝ้ารอมันแยะมาก และทนไม่ได้ต้องซื้อทันที แต่ผมนั้นยังรอได้ เพราะใช้หัวคิด ไม่ได้ใช้อารมณ์มากนัก และเช็คข่าวด้วยความระมัดระวัง พบว่าบางคนมีปัญหาในการอัพเกรด สรุปว่าผมคงต้องรอไปอีกอย่างน้อยสี่เดือนตามแผนเดิม คือรอถึงมกราคมก่อน อย่างน้อย จาวาในลีโอพาร์ดตอนี้ก็ยังซัพพอร์ตแค่รุ่น 1.4 แต่ผมต้องการใช้อย่างน้อยรุ่น 1.5 สำหรับซอฟต์แวร์แอ็พฯบางตัวที่ต้องใช้ทางวิทยาศาสตร์ และที่ที่ทำงาน รุ่นน้องที่อัพเกรดเป็นลีโอพาร์ดไปเมื่อวันก่อนบอกว่า มีปัญหาใช้เมล์กับ IMAP ของที่ทำงานไม่ได้ ส่วนเหตุผลตัวเองอีกอย่างคือยังไม่ได้จัดโฟลดเตอร์อะไรให้เข้าที่เข้าทางเสียก่อน และผมมีไฟล์ใหญ่ๆขนาดหลายร้อยเม็กหรือเป็นขนาดกิกะไบท์ก็แยะมาก ขืนอัพเกรดตอนนี้ จะต้องไปย้ายแฟ้มวุ่นวายภายหลัง จะทำให้้ตอนแบ็คอัพด้วยไทม์แมชีนในลีโอพาร์ดจะต้องไปเปลืองดิสก์สเปซมากไปเปล่าๆอีกด้วย

Sunday, October 28, 2007

Inevitability: death of someone you like

I thought I was not going to post a single blog in October since I have been very busy this month. Then today, I stumbled on a news link from Google that Arthur Kornberg, a Nobel laureate in 1959, just passed away. He is one of my favorite 's textbook authors and I loved his books on DNA replication when I was just a grad student a couple decades before. A link to NY Times is above. I felt like someone I knew just passed away. I thus could not help but to write my own farewell text for him in my blog here. Wishing he 's gone well.

Buddha 's teaching that I have always accepted is that: an occurence, an existence, and a termination are just the the norm. This is another norm when someone just died. Until one can get out of this circle, sufferings will continue.

Saturday, September 08, 2007

อนัตตา กับชีวิตที่ทันสมัย : mini book review

วันนี้ไปได้หนังสือธรรมมาสองเล่ม จากมหาจุฬาบรรณาคาร ข้างวัดมหาธาตุฯ แต่ผมจะพูดถึงแค่เล่มเดียว คือหนังสือเรื่อง "อนัตตา กับชีวิตที่ทันสมัย" ของ สิริวรุณ

ผมแอบรู้มาว่า สิริวรุณ คือนามปากกาของ อาจารย์ท่านหนี่งของผม ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬา เมื่อสามสิบปีก่อนโน่น ต่อมาท่านได้ออกบวชเป็นแม่ชีแล้ว ดูเหมือนจะบวชมายี่สิบกว่าปีได้แล้วละมัง สิริวรุณ ท่านเขียนหนังสือมาหลายเล่ม (อ่านยากๆทั้งนั้นเลย) สำนวนเขียนท่านนั้นฟ้องผมเลย จำได้ว่าเป็นสไตล์ท่านอาจารย์ ไม่มีใครบอกโต้งๆ แต่อาศัยข้อมูลบริบทแวดล้อม สรุปได้ว่า เป็นท่านอาจารย์ผมเขียนแน่ๆ ท่านคือ อุบาสิกา ดร. ไพเราะ ทิพยทัศน์

เล่มนี้ก็อ่านแล้วดีครับ ผมว่าในบรรดาหนังสือของท่านทั้งหมดที่เขียนมา เล่มนี้ดูจะอ่านง่ายที่สุดแหละ และท่านผู้เขียนก็พูดไว้อย่างนั้นในคำนำเสียด้วย
แต่ท่านไม่ได้สอนอะไรลีกล้ำมากนักสำหรับนักเรียนอภิธรรมอย่างผม แต่น่าจะเหมาะสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะใครเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มีความเข้าใจเรื่องทางพุทธมาก่อน หากอ่านแล้วน่าจะเข้าใจเรื่องอนัตตาได้ง่ายขึ้น ที่น่าสนใจสำหรับผมเป็นพิเศษก็ตอนท่านเล่าเร่ืองการเป็นวิทยากรอบรมฝรั่งที่ไปเข้าค่ายสมาธิที่สวนโมกข์สิบวัน อยู่หลายปี ผมว่าน่าสนใจคำถามต่างๆที่ฝรั่งถาม และที่ท่านตอบอธิบายไป

Sunday, September 02, 2007

สังเกตจิตวันนี้

เมื่อตามรู้จิตไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่า ทุกอย่างเกิดแล้วดับ และ ถ้ามีสติรู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น มหากุศลจิตดวงที่ ๑ ที่ชื่อว่า

โสมมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยฺุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดโดยไม่มีการชักชวน พร้อมด้วยความดีใจ ประกอบด้วยปัญญา

หรือ มหากุศลจิตดวงที่ ๕ ที่ชื่อว่า
อุเปกฺขาสหคตํ ญาณสมฺปยฺุตฺตํ อสงฺขาริกํ จิตที่เกิดโดยไม่มีการชักชวน พร้อมด้วยความเฉยๆ ประกอบด้วยปัญญา

หากว่าเป็นสองดวงนี้เกิดขี้นจริงๆ ไม่ใช่โลภมูลจิต ก็ได้เห็นจริงตามคำสอนของพระอาจารย์แล้วว่า ผู้รู้ที่เกิดในขณะนั้น ไม่มีความเป็นตัวกูของกูอยู่ในความรู้สึก

ระยะเดือนสองเดือนนี้ แม้งานหรือปัญหาต่างๆที่ประดังเข้ามา แต่ความเครียดไม่ค่อยจะมี ถ้ามีอะไรเข้ามา ก็เห็นว่า เป็นเพราะเหตุปัจจัย ก็แก้ไขกันไป อันนี้เป็นวิบาก รับกรรมไป มองเป็นเรื่องของเหตุและผล ไม่พยายามให้จิตเสวยอารมณ์ทุกข์นานนัก รู้แล้วก็ตัด รู้แล้วก็ตัด
เคยได้ฟังพระอาจารย์บอกว่า คนที่มีปฏิปทาแบบนี้ และมีศีลห้าบริบูรณ์ แม้ยังไม่ได้เป็นโสดาบันบุคคล ก็เรียกว่าเป็น จูฬโสดาฯ (ก็ จุลโสดาฯ นั้นแหละ) แต่ยังไม่เคยอ่านเจอคำนี้ในพระไตรปิฎก คำๆนี้ทำให้ใจมีมานะพองขึ้นบ่อยๆ

รู้ตัวว่าแก่แล้ว สัญญาคือความจำไม่ค่อยจะดี จำได้ว่าเคยพูดทำนองนี้มาแล้ว เช็คโพสต์เก่าดู ใช่จริงๆ ไม่เป็นไร วันนี้พูดเพราะสาเหตุคนละเรื่อง

กล่าวคือ วันนี้เห็นความแปรปรวนของอารมณ์ตนเองมาก ความตั้งใจที่เปลี่ยนไปในวันเดียว สถาณการณ์เปลี่ยนพลิกผัน คือตอนเช้าอยากไปเรียนอภิธรรม ตามปกติ พอตอนสายๆมากๆชักไม่อยากไป พอกลางวัน ออกไปแล้วเจอรถติดแบบวินาสสันตะโร และแถมรถเมล์มันเปิด เพลงและรายการอะไรก็ไม่รู้ รู้สีกหนวกหูมาก ทนแทบไม่ได้ จับลมหายใจก็แล้ว อากาศในรถเมล์แอร์ก็ิอีดอัดมาก รถก็ไม่ขยับเลย จิตรู้ความทุรนทุราย แต่ก็ไม่ตัดแล้ว สุดท้ายก็ไม่เอาแล้ว ลงรถกลางทาง จับรถแท็กซี่ดีกว่า ตอนแรกจะพยายามไปอีกทางหนี่ง แต่พอรู้ว่า รถติดหนักมากเพราะมีงานรับปริญญาที่สนามหลวง ก็เลยรู้สีกว่า กลับบ้านดีกว่า

วันนี้เห็น ทุกขัง และ อนิจจตา แยะจริงๆ