Saturday, December 05, 2009

Kusinara


From Varanasi, we headed to Kusinara as Thais called its old name of 2600 years ago. The current name is Kusinagar. The road was narrow, and there were traffic jams along some intersections and railroad crossing. The bus could not drive fast. On a bridge crossing a river, there was only one lane and thus vehicles had to take turns.
We arrived at Kusinara in the afternoon. We went to the main stupa at Kusinara, at the spot where Lord Buddha (died) went to Nirvana 2552 years ago. We took a group picture in front of the stupa and went inside the main Vihara for chanting mantra and meditation. We then also conducted a 3 round clockwise walking around the main buddha image there. He is in the final resting posture. We felt as if we were just visiting the Buddha who just passed away only moment ago. While chanting I had some mixed deep feeling of pleasure and sorrow. My master (the monk) also brought a yellow and golden robe as a blanket for the image as a homage gesture. Later, we went out to visit the cremation site, about a kilometer away, where a stupa was also erected. We had an evening chant there until being chased away by darkness and mosquitoes.




After arriving at the Kusinagar hotel, we also walked out to a nearby Bodhi tree, marking the site where the remains of the Buddha after the cremation ceremony was divided by "Tona Brahmin" into 8 parts, one part for his own King and others to give out to emissaries send out by 7 other Buddhist Kings to get their share of the relics too. This is a "sacred site" rarely visited by Buddhists. We chanted there in the dark, and took pictures. There were unusual large number of "stars" seen in the pictures. Obviously, the "stars" are caused by particles which reflected the photographic flash light. However, interpretation on the nature of the particles is up to individuals. I can say that the weather at that time was quite nice and I did not feel the presence of dust or any particles. Afterward, we walked to the nearby Thai temple at Kusinara. This is an "official" royal temple erected by the King of Thailand and the Thai government. It has the same status as hundreds of official royal temples in Thailand. We conducted a chant inside the main Jedi (from the Pali word "Jetiya" = pagoda) there. We also donated some money and stuff there to monks and officials of the temple. It is a very beautiful temple, even at night.


Toward Varanasi

On October 24, 2009, from Sujata's house near Gaya, our group traveled in the afternoon in a new air-conditioned minibus to Varanasi. A portion of the road that we took was a 4-lane divided highway with toll plazas along the way. We stopped by to have an afternoon tea at a gas station, Indian tea with ginger added, that I heard they call it Kalam Jai, so we Thai called it in a similar sound but in Thai language as "Kamlang Jai" which means "enrouragement or moral support".

Of course, on a long road journey like this we need that refreshment as an encouragement, esp. when there is no clean restroom for us to use. We thus had the first chance to use "the largest toilet in the World" on this route, that is the open air, to relieve some internal pressure once in a while. For ladies, the tour company have some foldable personal tents to be used as mobile toilets for them. Yes, those tents are mobile, since it has to be moved after each lady is finished with the business and the next lady surely would not want to use the same spot as the toilet. Before this trip, I had read some Thai books about trips to India before and I know that Thai people had developed a convention of using the open air as toilets along the way, i.e. women go to the left of the bus, men go across the road to the right side of the bus, monks go the front of the bus, nuns go to the back side of the bus. :-) On our road journeys, we try to keep that convention, i.e. men tried to use the right side of the road and women tried to use the left side when possible, although that 's not always possible. It 's o.k. now since women now have tents to keep their privacy during such awkward situation. For me, I tried to manage myself quite well and I tried to have "heavy task" at the hotels, i.e. in the early morning before each day's departure and late evening after arriving at the new hotel. I only used roadside for "lighter task".

About an hour before we arrived Varanasi, we started to smell some pungent unique smell, probably due to smog. Varanasi, as Thais called Banarasi, is perhaps a 4000 years old city, or perhaps older than that. I have been to India before this trip, but never before to Varanasi. That day, I though that I felt I just reached and felt more of India.

That evening, we went to the Ganges to watch a ceremony in the evening of daily worshipping Suriya Dev, the Sun angel. I had seen that evening ceremony in a Thai documentary DVD before. There were thousands of locals on the river bank while hundreds of tourists (seen in the foreground in the picture) were floating in perhaps a hundred rented boats in the river snapping pictures along the way and during the ceremony. We stayed there to watch the sacred ritual for about half an hour before heading back to the hotel in preparation for tomorrow early departure to Kusinara (Kusinaga). I had some feeling about their ceremony. One remark though, quality of the the river in some area, esp. the pier that they cremate bodies was "not clean". It's amazing nevertheless : I have heard before a saying that bonfires on the Ganges bank at Varanasi never stop for thousands of years. We 'll be back to this area again in the next few days but in the morning.

e-book ภาษาไทยเกี่ยวกับพืชพันธุ์ต่างๆ

ผมเพิ่งไปเจอโดยบังเอิญว่า ที่เว็บไซต์ของ กรมอุทยานแห่งชาติ (Thai National Parks Department's website) มี e-books ให้ดาวน์โหลดมาอ่านหลายเล่ม เกี่ยวกับ ป่า และ พืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ก็ได้ใช้บริการแล้ว ด้วยความขอบคุณ
จากนั้นแล้ว ก็เลยอยากจะลิงก์มาให้จากบล๊อกนี้ เพราะเขาทำดี

ลองใช้ EPUBReader บน Firefox

เนื่องจากสนใจตามไปอ่านเรื่อง e-book ก็เลยได้ความรู้เรื่องฟอร์แม็ตใหม่ของ e-book ที่เป็นมาตราฐานเปิดที่ชื่อว่า Epub แล้วก็เลยพบว่า มี addon ของ Firefox browser ที่ชื่อ EPUBReader ให้ใช้ เลยไปดาวน์โหลดมาดู จากนั้น ก็ไปหา e-book ที่ให้ดาวน์โหลดมาอ่านได้ฟรีจากเน็ต มาอ่านเป็นครั้งแรกบน Firefox ดูเหมือนตอนนี้ หนังสือในฟอร์แม็ตนี้จะมียังน้อยอยู่ แต่คาดว่าจะมากขึ้นๆในอนาคต

ผมเคยคิดเล่นๆว่า ผมจะทำ e-book ฟรี เป็นภาษาไทย แต่แทนที่จะทำเป็นฟอร์แม็ต pdf อย่างเดียว ก็อาจจะทำเป็นฟอร์แม็ตนี้ด้วย แต่ผมยังไม่แน่ใจว่า การสร้างเอกสารออกมาในฟอร์แม็ตนี้ ตอนนี้จะใช้ software tool ตัวไหนได้บ้าง แต่ไม่น่าจะยาก เพราะ Epub มันก็คือ XHTML + XML นั่งเอง

ข่าวการแจกคอมพิวเตอร์ 380,000 เครื่องให้เด็กนักเรียนในอุรุกวัย

เผอิญแวะไปดูเว็บของโครงการ OLPC หรื่อ โครงการ หนึ่งแล็พท๊อปต่อเด็กหนึ่งคน มา ก็เลยเพิ่งไปได้ลิงก์ข่าวดังกล่าว จากวารสาร ดิอิโคโนมิสต์ เรื่อง การแจกคอมพิวเตอร์ 380,000 เครื่องให้เด็กนักเรียนในอุรุกวัย ก็เป็นเรื่องน่าสนใจ ที่อ่านแล้วก็ทำให้ได้รับทราบปัญหาของโครงการในระดับการแจกให้เด็กจริงๆ เขามีปัญหาหลายเรื่อง นอกจากเรื่อง คือ ภาษาที่เด็กใช้ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก หลายท้องที่ไม่มีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไร้สายให้ใช้ และ ครูแก่เกินไปไม่พร้อมรับเทคโนโลยี และการซ่อมเครื่องที่เสียหายเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องซ่อมในท้องที่เพราะเด็กไม่ยอมส่งซ่อมกลัวไม่ได้ของคืน แต่ในบทความไม่ได้พูดถึงเรื่อง คอร์สแวร์ ว่าเขาเตรียมไว้พร้อมแล้วใช่หรือไม่ ก็คาดเอาว่าคงได้เตรียมเรื่องนั้นไว้พอควร

หวังว่าในอนาคตเมืองไทยจะทำอะไรอย่างนี้บ้าง ก่อนหน้านี้ที่ยกเลิกโครงการเก่าไปแล้วก็โอเค แต่ในอนาคตน่าจะทำอะไรได้ดีกว่าคราวที่แล้ว
ในใจผมลึกๆ อยากให้เด็กไทยได้โชคดีเหมือนเด็กในสหรัฐที่ได้ใช้แม็ค ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ใช้อูบันตูลินิกส์ก็ได้ แต่คงต้องพัฒนาดิสทริบิวชั่นโดยเฉพาะขึ้นมา
ครูๆทั้งหลายก็คงต้องหันมาทำเรื่องเนื้อหากัน รวมทั้งเรื่อง e-textbook อีกด้วย

Friday, November 27, 2009

ดูไบ ดูไปๆก็ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร

ข่าวเศรษฐกิจโลกกำลังป่วนเพราะวิกฤติการเงินของดูไบ ทำให้ผมไปขุดเอกสารอ่าน เจอลิงก์น่าสนใจข้างบน เรื่องด้านมืดของดูไบ

เมื่อปีก่อนผมเคยดูทีวี ช่องดิสคอฟเวอรี่ เคยรู้สึกทึ่งในเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้างอะไรๆขึ้นที่ดูไบ เช่นการถมทะเล การสร้างเมืองอะไรขึ้นมาจากสิ่งที่ไม่มีอะไรเมื่อสามทศวรรษก่อน แต่ผมก็ไม่เห็นมันจะมีอะไรน่าสนใจในเมืองทะเลทรายแห่งนั้น หรือแม้แต่ความฝันเรื่องการสร้างเกาะต่างๆ จากการถมทะเล ผมเคยคิดว่า จะมีใครที่ฉลาดน้อยจำนวนมากไปซื้อบ้าง ผมเห็นความโลภที่ไม่เคยพอของคน เห็นการใช้แรงงานชาวเอเซีย ในสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดีนัก เห็นเรื่องสมมุติต่างๆ ที่คนปั้นแต่งขึ้นมา เป็นเรื่องไร้สาระ เห็นระบบกฎหมายและสังคมที่ที่ล้าหลังของเขา

ตอนนี้การเงินทั่วโลกกำลังจะกระเทือนเพราะความไร้สาระนั้นแล้วละมัง

Wednesday, November 25, 2009

อังกฤษเตรียมปลูกป่า

เพื่อลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อังกฤษเตรียมปลูกป่าปีละ 23,000 เฮคแตร์ หรือประมาณ 142,000 ไร่ เพื่อดูดซับก๊าซ ช่วยลดผลกระทบโลกร้อน

เมืองไทยเราปลูกป่า (reforestation) กันมาพอสมควร แต่ไม่รู้ว่าในระดับประเทศเพิ่มพื้นที่กันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คนงานรับจ้างนายทุนเลวๆตัดป่าก็ยังมีให้จับได้

คนที่โชคไม่ค่อยมี

ผมคงเหมือนคนส่วนมาก ที่ทั้งชีวิตไม่เคยถูกหวย ก็ต้องถือเอาว่า การจะได้อะไรมาต้องด้วยลำแข้งหรือออกแรงเอาเอง ไม่สามารถไปหวังพี่งโชคชะตาได้ จริงๆแล้วผมไม่ค่อยได้ซื้อ เพราะไม่เคยคิดว่าจะถูก และก็ไม่ชอบคนเอาเปรียบ ขายเกินราคา (คงไปขายเกินตั้งแต่ที่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว มากกว่า)

แต่สลากออมสิน (GSB's lottery) เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จริงๆแล้วมันก็คือ ใบรับฝากเงินนั่นแหละ ฝรั่งเขาเรียกว่า CD (Certificate of Deposit) แต่มีการออกรางวัลให้ด้วย ซื้อมาหลายปีไม่เคยถูก เพิ่งมาได้รับแจ้งทางไปรษณีย์เมื่อวาน ถูกรางวัล ก็รู้สึกไม่ค่อยดีใจเท่าไร ตอนนี้มีค่าใช้จ่ายแยะ ได้มาก็รู้สึกว่าค่อนข้างเฉยๆ

โลกร้อน

ข่าวโลกร้อนทะยอยมาเรื่อยๆ ล่าสุดก็มีข่าวเรื่องขั้วโลกใต้ละลาย อันที่จริงผมนึกๆอยู่หลายปีแล้วว่ามันจะต้องมา วันนี้ข่าวออกมาจนได้ แต่ดูๆในเมืองไทยไม่เห็นมีนักการเมืองไทยคนไหนเคยออกมาพูดเรื่องโลกร้อนบ้าง แม้คนในสังคมหลายๆส่วนจะออกมารณรงค์เรื่องลดผลกระทบกันบ้างก็ตาม
กทม. ก็ยังไม่เห็นทำเรื่องการรีไซเคิลขยะอย่างเป็นระบบ ยังคงปล่อยผลประโยชน์มหาศาลไปอยู่ในมือใครก็ไม่รู้

ดูเหมือนว่า เมื่อเดือนที่แล้ว อ. อาจองท่านออกมาพูดไม่เห็นด้วยเรื่องการสร้างรัฐสภาใหม่ในกรุงเทพฯ ว่าควรไปสร้างที่อื่น เช่น ที่อีสาณใต้ ผมเห็นด้วยกับท่าน การจะสร้างไปริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้เงินเป็นหมื่นล้าน แต่อยู่ได้อีกสักแค่สิบหรือยี่สิบปีกรุงเทพก็ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเสียแล้ว ก็น่าเสียดาย

Friday, November 13, 2009

สิทธิบัตรซอฟต์แวร์

มีบทความที่ลิงก์ไปข้างบนที่ Groklaw บอกว่า ไมโครซอฟต์ได้จัดการจดสิทธิบัตรแนวคิดเกี่ยวกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการผู้ใช้สูงสุด ซึ่งในระบบยูนิกส์เขามีมาต้ังนานแล้วในคำสั่งที่เรียกว่า sudo ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกอเน็จอนาถเป็นอย่างมาก ในการทำงานของสำนักงานสิทธิบัตรสหรัฐ (USPTO) ที่ทำงานเสมือนไม่รู้อะไรเลย ไม่ทราบว่าให้สิทธิบัตรไปได้อย่างไร

เชื่อว่าคงมีผู้ไปท้าทายสิทธิบัตรนี้ต่อไปในศาลสหรัฐ

สำหรับเรา ชาวต่างชาติ ก็เห็นตัวอย่างได้อีกอย่างหนึ่งว่า สำนักงานสิทธิบัตร ไม่จำเป็นต้องทำงานถูกต้องเสมอไป
ที่พึงระวังอีกอย่างก็คือ การบังคับใช้สิทธิบัตรในประเทศอื่นๆ หากว่าไปจดสนธิสัญญารับรู้สิทธิบัตรต่างชาติแบบไม่ลืมหูลืมตา ก็จะมีผลกระทบเชิงลบไปด้วย

มีคนจำนวนไม่น้อย กำลังต่อต้านการจดทะเบียนสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ และ สิทธิบัตรกระบวนการทางการค้า ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยในการคัดค้าน
ฝรั่งมีความโลภมากเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ มีอะไรมันก็จะคว้าไปหมด

Wednesday, November 11, 2009

Back to Bodhgaya

We came back to Bodhgaya, while in the bus we tasted a local dessert called "Kadcha". Tipitaka mentioned it as a fried dessert in a story about a very thrifty millionaire who wanted to have it cooked only for him and not willing to share to others. So he had it fried on his seventh floor castle, but a Buddhist monk who had supernatural power still appeared in the air outside his windows and asked for it so he unwillingly gave it to the monk. The dessert looks like a crossed between fried crossant and folded curry dessert. It came in 2 flavors, sweet or salty. I understood then why the millionaire did not want to share his dessert to others and why, 2500 years later, it 's a popular dessert now.

Next morning we went to visit the place where Suchada (Suchata) 's house was. The mound is now covered with bricks and it now looks like an archeological stupa, perhaps in an attempt to lure tourists here. A mountain, Thais call Donkasiri, where Buddha spent his 6 years of physical torments during his quest to understand dhamma before enlightenment could be seen in the back behind our bus. We did not go there.





We visited a site near Niranjala river (Thais call Nerunchala) where Lord Buddha floated the gold tray after he consumed all the Payas (dessert made of rice, milk and butter) presented by Sujata on the day before the full moon night of May. He had not eaten for several days before. And he would not eat any food after the enlightenment for at least the next 49 days.

This locatlion is also where Buddha was given 8 bundles of long Gussa grass by a brahmin and he carried them across the river to where the Bodhi tree is (and now Bodhgaya) and used that to make a cushion for his sitting meditation on the enlightenment night (now celebrated as Vesakhabucha).

Nerunchala river is now mostly dried sand, with small stream running only afar in the middle, due to deforestation in the origin water source of this river.

Perhaps, the shrubs of grass we see in this picture are those of the Gussa grass.

Around the old Rajgir (5): Nalantha (old Nalanda)



We then proceeded to visit the oldest great Unversity in the World, Nalanda (Thais called it Nalantha) University. The guide said that its great coverage covers 7 x 3 sq.miles (approx 10 x 4.5 sq. km.). (But the dug archeological site covered only about 14 hectares, according to wikipedia). It was built in the old village where Sariputta (the right hand student monk of Lord Buddha, who was considered the most genius, and master of Abhidhamma) was born. Historians believed the University was built around 1600 years ago. It lasted around 800 years then destroyed by small muslim army. (I do not want to stir hatred here, but it 's a fact we should know.) Since no single person decided to fight, thousands of monks were slaughtered, many while in meditation. It was written that the temple complex was burning for months, esp. its 3 main libraries.



We could see several lecture halls in the area, with surrounding living rooms. This restored lecture hall is quite well preserved, with the platform in front of the class. That thousand years old hall gave me a kick to pose as a teacher there. :-)

Around the old Rajgir (4): Nalantha (old Nalanda)


Thai people like to stopped by to worship a big Buddha image made from black stone, called Luang Phor Dum (in Thai means the black father, and now the locals also called that in Thai name too). He is currently kept by local villagers outside the old Nalantha University. We went there and chanted mantra, meditated, and decorated him with gold-laced yellow robe. In the picture I also followed other Thais of sticking gold foil on him too. We also donated some money to help the locals in maintaining the small shack for the statue.
We had to walk a long way from the shack to the main road, where thousands or perhaps ten thousands came out to celebrate a festival to worship sun god (Suriya Dev) during that time causing a traffic jam on that small road.

Around the old Rajgir (3)


We stopped by at an often neglected Ajadsatru's Stupa. A lot of cow dungs are abundant in the lawn. This was the location where King Ajadsatru built a stupa to keep Rajgir's share of Lord Buddha 's relics that he obtained after the cremation at Kusinara (currently called Kusinagar). Perhaps Lord Buddha 's relics are no longer there but we stopped to chant mantra there anyway.

Around the old Rajgir (2): Weruwan


We stopped by at a government's park, where the old Weruwan (Veruwan = bamboo jungle) monastery was donated by King Bimbisara to Lord Buddha. This was the first Buddhist monastery so it 's a very important location. Too bad, local officials recently cleared a lot of bamboo trees away and thus we felt a bit disengaged of the original Buddhist name from the current physical appearance.
Another group of Thai monks and laypersons are already there, (seen in the picture as) walking around a Buddha image (Thaksinawat, i.e. walk clockwise, but I think Indians call it Parikam now). We stopped there to chant mantra, meditate for 20 min, and decorated the Buddha only image there with a gold-laced yellow cloth.

Around the old Rajgir (1)


After coming down from the vulture head peak, we briefly stopped by at the location where King Bimbisara of Rajgir was jailed and starved from foods (2600 years ago) by his son, King Ajadsatru (I spelled the way Thai people pronounced). From this area, the jailed King Bimbisara could look up to Buddha's shelter on the peak (arrowed) and possibly felt mentally comfortable while conducting his walking meditation to spend time in his cell. Without food he could live for a rather long time, until the new King sent a barber to make cuts on his feet so he could no longer walk, and eventually died. The story in Tipitaka also said that on that day, King Ajadsatru had his newborn baby and loved it very much. Soon he realized that his dad must have loved him so much too. But when the King ordered for the release of his dad, it was already too late to resurrect the former King's life. It 's a sad history.

Sunday, November 08, 2009

Buddha's shelter at vulture peak, Rajgir


At the top of the Kitchakut hill, the original shelter of Buddha (Thais called it Mulakanthakudi) is located. There are stairs for people to climb up there. The shelter was small, only the size of around 3m x 3 m in size. New bricks were laid to show the location of the shelter and the ground was smooth covered with cement. I am not sure if that was how it looked like almost 2600 years ago. I supposed Lord Buddha lived in a much simpler way, even perhaps under a tree or a cave (like the Sugarakata cave). Again, it 's also possible that King Bimbisara built the Kuti for him up there.

Buddha would come down to the city for morning food alms, possibly by using the steep channel shown before the ladder was built.

Saturday, November 07, 2009

Toward the vulture head peak


Walking uphill to the vulture head peak (or Kitchakut hill) via the Bimbisara road was a pleasant walk in October weather like this. I wore a jacket but did not feel hot. The ultimate goal is the original Buddha's Kuti (shelter) on the hill top. However, along the path there are several important points, including the location where Devatata pushed big stones downhill aiming to kill Buddha, a cave where Phra Mokalana meditated, and a cave (Sugarakhata cave, or Pig head cave) where Phra Saribut (Sariputta) became an Arahant. Pictures are shown below. I think the gold leaves pasted on these caves could probably be attributed by Thai people mainly. They came here to worship, to chant mantra, and to meditate.
Notice small stars inside the Mokalana 's cave.


Sugarakhata cave was an important place mentioned in Tipitaka, where Buddha was teaching to Thikanaka while Sariputta was fanning the Buddha nearby. After the teaching, Thikanakha became a Sodapun while Sariputta, already a Sodapun by that time, became an Arahant. Besides, Sariputta was a wise teacher, second only to Lord Buddha. Buddha taught Abhidhamma only briefly to Sariputta, but he then explained in-depth to his students. Since I am an Abhidhamma student, I consider myself a student of his as well.

Visit Rajgir


Rajgir was a big city 3-4 millennia ago. Thais also know its alias, Panjakhirinakara, which means the city surrounded by 5 mountains. Troughs in the ancient stone road created by carts thousands of years ago could be seen. The city was the capital of Magat kingdom.

After the capital was moved to Patliputra (Patna), after 2000 years, the city became a jungle, as viewed from the uphill road en route to "Kitchagut" hill (the Vulture head peak), where Lord Buddha 's Kuti was located. This clearly demonstrated the key principle of Buddhism, the 3 characters (Trilaks). Trilaks means everything (except Nirvana) has its start, its temporary existence, its end. A glorious city 3000 years ago is now visibly a forest. ( Well, I know that there is a (newer) small rural town in the name Rajgir located outside this mountain surround, but it is not the original Rajgir as Buddhists' regard.)

Main Viraha at Bodhgaya


The is the place almost 26 centuries ago where, under a Bodhi tree, Lord Buddha sat cross-legged with strong determination that he would not get up again unless he discovered the dhamma. He eventually had enlightment on the full moon night on the 6th month (May). The fourth generation Bodhi tree planted on the same spot can be seen on the left next to the tall Viraha. The Vihara housed a sacred Buddha image, called Luangphor Buddha Metta by Thais, on the first floor. A lot of people came here to meditate, to chant mantra, to walk clockwise around it three times (as a gesture to pay respect), or to pay homage by "Asdangkhapranot" (Tibetan style), which means having 8 points of the body touching the ground. Thais only do the 5 points touching the ground gesture now. Historically we did the Asdangkhapranot too, but not any more. I did not try that. My monk teacher said that he tried it once and after 3 times his body was sweating. More importantly, the (borrowed) bed would be quite smelly, if it's not your own. I was impressed by the presence of Buddhists from all over the World, including westerners. I feel glad for their discovered path of life.


International temples at Bodhgaya

There are a number of interesting temples at Bodhgaya. We briefly visited some of those before we went to the main Vihara. Tebetan temple was the first place we visited.

Later we went to visit the giant Buddha image, the Daibutsu.

Tuesday, November 03, 2009

From Bangkok to Bodhgaya (Gaya)

Recently I joined a small group of Thais to visit India's main Buddhist pilgrimage sites.
I took a direct flight from Bangkok's Suwannaphum (officially spelled as Suvarnabhumi) airport to Gaya airport in northern India. The direct flight on a Boeing 737-400 was less than 3 hr. I 'd say over 95% of the passengers in the half full plane were Thais. A number of vegetarians who informed the check-in counter also got their vegetarian meal on board. Nice service. (Nope. I 'm not a veggie.) I believe this direct flight is operated only during winter (cold) season. At this time the passenger load was low, possibly because it's just the start of the cold season (and thus suitable to visit India) as well as the time of economic down turn. October is also the month for Kathin ceremony (an annual ceremony of cloth donation for selected Buddhist monks to sew their robes) so a lot of devoted Buddhists like my friends are busy at temples elsewhere inside the country instead of going abroad to India.

We arrived at the Gaya airport just before 2 p.m. Indian time, 1:30 hr behind Bangkok time. We had been warned that there might be a small hassle to pass through many of the red tape at small Indian airport like this. This is the first airport I have encountered that boarding pass of everyone was rechecked after disembarking from the plane and just before getting into the terminal building. Amazing. Inside, I was then asked by someone in mixed English-Thai sentence asking for a pen so I gave him a 10 Baht gel pen in order to get into the country smoothly. Then there was a step when declared no. of luggage in the custom slips must match the number of things each of the passengers was hauling pass the terminal or one would be stopped at the exit door. India incredibly have officers at various steps to do all the unnecessary "tasks". Interestingly, I think our flight was the only one for the day.

We went straight to from the airport to the hotel in Bodhgaya (Thai called it verbally "Buddhagaya"), perhaps the main gateway to trace back Buddhist history in India.

We started by visiting some international temples first. It looked like those beggars and hawkers were mainly targeting (generous hearth) Thai tourists. It was amazed that many of them would try their best to annoy us so that they could get money. And some kids would not leave even after they successfully got some. Soon we learned our lesson on how to deal with them.

A picture of our plane taken at the Bangkok International Airport is shown below.

Loy Kratong

It was Loy Kratong day in Thailand yesterday, the full moon (15th waxing moon) night of the twelfth Thai month (yes, it 's November).

I think if one ask young Thais,
Why do millions of people went out in the evening to put down small candle-lit and incensed sticks-lit flower floats along rivers or canals ?
, I guess new generation people might answer that the festival 's just for fun. I think if they did answer like that they would probably be right. For hundreds of years, that how young men had chance to meet young women at a rare night festival like this. Some might say otherwise that it is chance in a year to pay tribute to the river angel (Phra Mae Kongka) for providing life line to peple's living. But I would say that explaination was based on Hinduism belief, not Buddhism's. I 'll put down Buddhists' view point down here, which hopefully would be more useful to Thai Buddhists.


  • Firstly for Buddhists, putting the float along the river 's mainly for worshipping the foot print of Lord Buddha who stamped his footprint at a place called Numtanatee (perhaps a river bank or an oceanside somewhere) almost 2.6 millennia ago.


  • Secondly, it 's to worship buddha's relics that had been floated at Ganges river in Varanasi by an Indian King after he discovered the relics in an old stupa near Varanasi.


  • Thirdly, the 15th waxing moon night almost 2.6 millennia ago was the day a prominent Arahant and Buddha's right hand premier monk, Sariputta (Thais called Phra Saribut), went to Nirvana (died). So this is also a remembrance for him.



Those are the reason why I and people in our group put down floats at the Ganges river at Varanasi 4 days earlier, while we were still in India.

Sunday, October 18, 2009

ทำบุญสัปดาห์นี้



การทำบุญมี ๑๐ อย่าง ปกติที่ทำอยู่รายวันคือปฏิบัติภาวนาก็เป็นบุญใหญ่อยู่แล้ว และก็มี การฟังธรรมะ และอื่นๆ
แต่อาทิตย์นี้มีพิเศษอย่างอื่นด้วย นอกจากทำบุญหยอดใส่ตู้ถวายหลวงพ่อไป ๑ พันบาท ก็ยังฝากเพื่อนไปร่วมทอดกฐินด้วย ๒ พันบาท และ ไปไถ่ชีวิตวัว ๑ พันบาท ที่นาจะหลวย ตนเองไปร่วมงานกฐินด้วยไม่ได้ เพราะอีกสามสี่วันจะไปไหว้พระและนั่งสมาธิที่อินเดียและเนปาล

Thursday, October 15, 2009

สภาวะธรรมที่เจอ

ต้องการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิิดขึ้นกับตนเองเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ ตุลาคมเอาไว้ จะได้ค้นหาง่ายๆในอนาคต

ก่อนอื่นต้องท้าวความว่า ประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา มีสติ เดินจงกรม และนั่งสมาธิ วันละสองรอบ เป็นส่วนมาก อารมณ์ดี ใจเย็นในรอบสองปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยเครียด และ ศีลห้าค่อนข้างบริบูรณ์เป็นส่วนมาก และก่อนหน้านี้เป็นหลายเดือนก็ไม่ขาดเลย

บ่ายวันนั้น รู้สึกเหนื่อยๆ เลยไม่ได้ไปธุระนอกบ้านกับครอบครัว อยู่บ้านคนเดียว ก็เลยนั่งสมาธิบนโซฟา ตั้งใจแต่แรกว่าจะพักผ่อน ทำสมถะ ไม่ได้เป่าพัดลม อากาศร้อน เหงื่อออกเป็นเม็ดๆที่หน้าก็รู้สึก เลยกลายเป็นนั่งวิปัสสนาไป แต่ก็ตามรู้กาย รู้ใจไปแบบเห็นเป็นคนอื่น มีผู้รู้ เห็นความเกิดดับไปเรื่อยๆ ดูแบบใจเป็นกลาง ประมาณ ๑ ชม. ก็เกิดแสงสว่างเกิดขึ้นสองครั้ง (ไม่รุนแรงเหมือนคราวก่อน) รู้สึกเฉยๆ ตอนนั้นมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอด มองดูไป รู้สึกความมีตัวตนมันหายไปแบบชัดเจนกว่าเดิม รู้สึกมีความสุขดี
สองสามวันต่อมา สติกล้าแข็ง มองดูอากาศเห็นเป็นคล้ายละอองน้ำฝน แต่ไม่มีเม็ดฝนตกลงมาบนพื้น สติตั้งมั่นอยู่หลายวัน แต่ตามที่ครูบาอาจารย์สอนมา ท่านให้สังเกตไปอีกสามเดือน ก่อนสรุป
หลายวันต่อมาเกิดสงสัยขึ้นมา รู้สึกว่าจะต้องหาเวลาไปกราบครูบาอาจารย์ต่อไป เพื่อให้ท่านเมตตาเช็คให้ จะอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องมีสติตามรู้กายรู้ใจต่อไปอยู่ดี

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบสามปีก่อน มีสภาวะธรรมอย่างหนี่งเกิดขึ้นคล้ายกันนี้ บันทึกไว้คราวก่อน

update -----

ไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์ที่เมืองชลฯ มาแล้ว ท่านชมว่าทำได้ดี ท่านบอกว่า ตอนนี้เราเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่ว่าสักกายทิฏฐิยังไม่ได้โดนตัดไป
และท่านเสริมท้ายว่า อย่าไปอยากได้นะ

กลับมาบ้านแล้ว มาวิเคราะห์ดู โอภาสที่เห็นคงเป็นอาการของสมถะนั่นเอง
โดนวิปัสสนูปกิเลสหลอกไปหลายวัน ได้เห็นอะไรๆโผล่มาอีกแยะ
เริ่มไปเห็นสักกายทิฎฐิที่ซ่อนอยู่
ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเห็น เพราะเวลามีสัมมาสมาธิ จะไม่มีสักกายทิฏฐิปรากฎ

Saturday, October 10, 2009

หนังสือใหม่ออกมา


หนังสือ พระกรรมฐานกลางกรุง จากบันทึกของ คุณ ดำเกิง สงวนสัตย์
แจกฟรี ไม่มีขาย
ตอนนี้ผู้ที่ร่วมบริจาคสมทบทุนในการจัดพิมพ์กำลังจะทะยอยไปรับหนังสือกัน
ผมเองก็ยังไม่ได้ไปรับ
คนทั่วไปคงไปขอรับได้จากสวนสันติธรรม ชลบุรี เมื่อไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์

update ----
ไปรับวันต่อมา ที่โรงเรียนซุปเค สาขาพญาไท ของอาจารย์ซุป คนหนุ่มผู้สูงซึ่งคุณธรรม
ผมรับแล้วก็หยิบมาอ่านตรงโรงเรียนนั่นเลยจนจบ แล้วค่อยออกมาธุระต่อ

ถึงตอนนี้ก็แจกพรรคพวกไปสามสิบกว่าเล่ม เหลือไม่มาก คงแจกจนหมด
คิดว่าเป็นหนังสือดี อ่านแล้วทำให้เกิดศรัทธาว่าพระดีๆท่านมีอยู่ และได้เกร็ดเล็กๆน้อยบางอย่าง เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติธรรม
ต้องกราบขอบพระคุณหลวงพ่อที่เมตตาให้จัดพิมพ์ และผู้ดำเนินการจัดพิมพ์ ผู้ดำเนินการรวบรวมคนบริจาค ให้เรามีโอกาสทำบุญกัน

Friday, September 11, 2009

ทรานส์เฟอร์ข้อมูลกึ่งโลเทค

เมื่อวานขับรถกลับบ้านตอนเที่ยง เพื่อไปทรานส์เฟอร์ข้อมูล จาก คอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ประมวลผล ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ มาใส่โน้ตบุ้ค โดยต่อผ่าน ADSL ที่บ้าน ขนาดข้อมูลเป็น GB เพราะไม่สามารถทำงานผ่านเครือข่ายของมหาวิทยาลัยได้ เนื่องจากมีการจำกัดโควต้าเหมือนผู้ใช้ทั่วไป และเราไม่ได้ขอสิทธิพิเศษเอาไว้
พวกเราหัวเราะกัน เพราะว่าเป็นการทรานส์เฟอร์ไฟล์แบบโลว์เทค ผมต้องขับรถไปเอาข้อมูล แต่จริงๆเป็นแค่กึ่งโลว์เทค เพราะจากบ้าน ก็ต้องใช้ secure copy นั่นแหละ ไม่ได้ขับรถไปเอาที่ปทุมธานี
ได้ดาต้ามาแล้วก็ใส่ทัมบ์ไดรฟไปให้ผู้ช่วย parse ต่อ

Saturday, September 05, 2009

เลือกต้ัง(กรรมการสมาคม)น่าเบื่อ แต่ก็ต้องทำ

ผมเพิ่งลงบัตรเลือกตั้งกรรมการสมาคมฯ สำหรับสมัยต่อไป คงจะเมล์ไปพรุ่งนี้ เป็นอะไรที่ทำบ่อยมาก ทุกสองปีทำครั้งหนึ่ง แต่ก็ทำไมตัวผมรู้สึกเหมือนว่าผมทำมาเป็นสิบครั้งได้แล้ว จนรู้สึกเบื่อกับรูปแบบ ตอนแรกคิดว่าจะไม่ลงคะแนนละ ไม่เห็นมีข้อมูลอะไรเท่าไร แต่คิดๆไป ก็ตัดสินใจว่า ต้องลงคะแนน เขาให้ลงคะแนนเลือกกรรมการ ๒๐ คน แต่ผมเลือกไปสี่ห้าคนเอง
เหตุผลก็คือว่า อ่านดูแล้ว สมุดประมวลประวัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่มากเพียงพอ หลายๆท่านไม่ได้ให้วิสัยทัศน์อะไรเลย คงคิดเอาว่ารู้จักชื่อแซ่คุ้นกันดีอยู่แล้ว และก็มีบางท่านเขียนวิสัยทัศน์มาอย่างกับว่าไม่เคยรู้เลยว่าสมาคมทำอะไรกันมั่งในแต่ละปี เขียนมางั้นๆสักแต่ว่าเขียน ผมรู้สึกไม่ค่อยชอบ ดังนั้น เมื่อท่านใดไม่ได้ให้วิสัยทัศน์อะไรเลย ผมก็ไม่ลงคะแนนให้ แม้ว่าบางท่านผมจะคุ้นเคย หรือ เคยได้ยินชื่อเสียงมาก็ตาม

อีกอย่างที่ผมเห็นว่าขาดไปก็คือ ข้อมูลอะไรบางอย่างที่จะให้คนเลือกตั้งได้ทราบ ในเรื่องความสนใจส่วนตัว ทักษะส่วนตัว งานอดิเรกส่วนตัว เว็บไซต์ส่วนตัว และในเรื่องคุณธรรม เรื่องหลังสุดนี้ ความจริงเป็นเรื่องยากสุดๆที่จะให้มีข้อมูลออกมา แต่การเลือกต้ังทุกระดับในประเทศไทยไม่ได้เลือกคน
โดยดูที่คุณธรรม ตั้งแต่สมาคม ยันระดับชาติ จนเลือกสมาชิกสภาผู้(ทุศีลและไม่)มีเกียรติ ประชาชนไม่ได้เลือกคนที่คุณธรรม เพราะไม่มีข้อมูลด้านนี้ บ้านเมืองไทยมันถึงยุ่งๆกันทุกวันนี้ เพราะเลือกตั้งเอาแต่วุฒิการศึกษา แต่ไม่ได้รู้ว่า คุณธรรมระดับสูงแค่ไหน มันทำให้ทุกอย่างเสียหมด ส่วนเรื่องการศึกษาเอง ก็ไม่ได้บอกอะไรมาก ผมมีเพื่อนจบด็อกเตอร์ที่รู้จักกันเป็นร้อยๆ เพื่อนบางคนเหล่านั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทางว่าจะฉลาดมากกว่าคนธรรมดาก็มี ดังนั้น วุฒิการศึกษาก็บอกอะไรไม่ค่อยได้

นี่้เป็นเหตุผลที่ผมกาเลือกกรรรมการไม่ครบจำนวน

บ่นไปงั้นๆแหละ

Thursday, August 20, 2009

การศึกษาวิทยาศาตร์ในโรงเรียนของไทย

ไปเจอที่ท่าน อ. วิจารณ์ ท่านเขียนไว้ในบล๊อกของท่านเอาไว้ ก็เลยจะลิงก์ไปให้ อยู่ข้างบนครับ เผื่อจะมีคนสนใจตามไปอ่าน
ที่ท่านเขียนไว้ในนั้น ก็แตะแค่ประเด็นความสามารถของครูเนื่องจากวิธีผลิตคนนั้นไม่ถูก ผมว่ายังมีประเด็นอื่นๆอื่นที่ท่านอาจจะเขียนไว้ที่อื่น แต่ไม่ได้ตามไปค้น

โปรตีนต้านความดันโลติตสูง และ ต้านความแก่

มีข่าวเกี่ยวกับเปเปอร์หนึ่งเพิ่งออกมา เรื่องโปรตีนตัวหนึ่งชื่อ Klotho สามารถลดความดันโลหิต ในกรณีมีความดันสูงได้
ก่อนหน้านี้ ทราบกันว่า โปรตีนนี้ หรือ ยีนนี้ ทำหน้าที่ต้านความแก่
เลยจดไว้เผื่อไปค้นเพิ่มเติมในวันหน้า

Friday, August 07, 2009

หนังสือที่ควรจะอ่าน

หกเดือนก่อน ผมซื้อหนังสือมาหลายเล่ม น่าอ่านทั้งนั้น แต่ก็จนแล้วจนรอดไม่ได้อ่าน เพิ่งมาจับพลิกๆ และก็อ่านเอาไม่กี่วันนี้

ช่วงนี้กำลังอ่านหนังสือแปล ของ ทอฟเลอร์ เรื่อง ความมั่งคั่งปฏิวัติ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน หนาประมาณ ๖๔๐ หน้า
(Revolutionary Wealth, by Alvin and Heidi Toffler, Thai translation edition, Matichon Press, 2008)

ความที่ไม่มีเวลาอ่านยาว ผมเลยต้องทะยอยอ่าน วันละ ๖๐ หน้ามั่ง อะไรราวๆนี้ คาดว่าไม่เกินสิบวันน่าจะจบ ความรู้สึกตอนนี้คือว่า เนื้อหาน่าอ่านดี คิดว่าเมื่อจบแล้วก็อาจจะอ่านรอบสอง (แต่ยังสงสัยอยู่ว่าจะทำได้หรือ เพราะมีหนังสือเล่มอื่นต่อคิวอีกยาวมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องลดการใช้คอมฯลงไปอีกด้วย)

โดยเนื้อความ ผมว่าเนื้อเรื่องนั้นฝรั่งคนเขียนเขียนดี น่าอ่าน และใครที่อยากเข้าใจความเป็นไปของโลกนี้ก็น่าจะอ่าน ดูเหมือนที่ห้องสมุดคณะก็น่าจะมีนะ

คิดเล่นๆว่าพวกนักการเมืองไทยก็น่าจะอ่าน แต่คิดอีกที พวกนั้นส่วนมากไม่อ่านหรอก จะด้วยเหตุผลอะไรก็คิดเอาเอง

จะไปยุให้ลูกหลานวัยรุ่นอ่าน เขาก็คงไม่อ่านเหมือนกัน ทายได้เลยว่า เขาต้องบอกว่า เอาเวลาไปฟังเพลง หรือ เล่นเน็ต ดีกว่า อะไรแบบนั้น

ความที่เป็นหนังสือแปลก็เลยไม่ค่อยแพง ราคาประมาณ ๔๐๐ บาท (หนังสือฝรั่งมีหรือ ราคา สิบสามเหรียญสหรัฐ) แต่ผมซื้อมาตอนลดราคา เลยจ่ายน้อยกว่านั้น นี่เป็นข้อดี
แต่เนื่องจากเป็นหนังสือฉบับแปลมาเป็นภาษาไทย ก็เลยขาดอรรถรสทางภาษาไปหน่อย และก็ดูเหมือนผู้แปลไม่ได้จบมาทางสายวิทยาศาสตร์ ก็เลยมีข้อบกพร่องในการแปลคำทางเทคนิคอยู่บ้าง และสำนวนอเมริกันบางทีก็อ่านเป็นภาษาไทยเข้าใจยาก ผมต้องเดาเอาว่าภาษาอังกฤษน่าจะเขียนว่ายังไง แล้วค่อยถึงบางอ้อ ว่าแปลว่าอะไร ลำพังอ่านภาษาไทยอย่างเดียวก็งงเต้กไปเหมือนกัน นี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ปกติผมไม่ค่อยชอบหนังสือที่แปลมาเป็นภาษาไทยนัก

Monday, August 03, 2009

ซอฟต์แวร์จัดการบรรณานุกรม

เพิ่งไปลองดาวน์โหลด Firefox extension อันหนึ่งที่ชื่อ Zotero ดูท่าว่าจะดี หลังจากผัดผ่อนตัวเองมาเป็นเดือน ตอนนี้เป็นรุ่น 2.0 beta 6 แล้วดังนั้นคาดว่า รุ่น 2.0 จริง คงจะออกมาในเร็ววันนี้ เลยลองใช้เสียหน่อย จะได้ไม่ต้องไปเสียตังค์ซื้อ เอ็นด์โน้ตมาใช้ ไม่ใช่อะไรหรอก ไม่ชอบใช้ โปรแกรมเวอร์ดนั่นเอง ส่วน โอเพ่นออฟฟิสมันก็ไม่ซัพพอร์ทเสียด้วย
ใช้ extension / plugins ของ Firefox ไม่ต้องกลัวตกรุ่น เพราะถึงเวลา ไฟร์ฟ็อกส์จะคอยเช็คการมีอัพเดทปลั๊กอินให้อัตโนมัติ
ปกติผมเป็นคนใช้ Safari เป็นส่วนมาก สงสัยคราวนี้จะเปลี่ยนมาใช้ Firefox เป็นส่วนมากละมัง

แต่ลิงก์ที่ใส่ไว้ข้างบน เป็นบล๊อกของคนไทยท่านหนึ่งที่เขียนติวการใช้ไว้เมื่อหลายเดือนก่อน

Sunday, August 02, 2009

A new Thai book: Following Phra Ubali 's tracks to re-establish Buddhism in Sri Lanka


A small Thai paper back book has just been published. The title can be roughly translated as "Following the tracks of Phra Ubali to re-establish Buddhism in Sri Lanka".
This is a beautiful Thai book, published with a beautiful Thai fonts usually seen in the 18-19th century books, but NOT used in 99.99% of current Thai books. This book also contains lots of color pictures. The coverage is history of Buddhism in Sri Lanka, which lead to the history related to the emissary led by Phra Upali (a royal title given to a senior monk in the Thai kingdom, not his real name), who was sent by King Boromakot of Ayutthaya to re-establish Buddhism in Ceylon some 3 centuries ago. The book cited many Thai and Sri Lanka references. It is suitable for Thai history buffs. (I am not one, just kind of interested in it.)

The author is a Thai Buddhist monk who is currently a Ph.D. student in Sri Lanka. I believe the retail price of the book was 170 Baht, but I paid 200 Baht as a donation to help support a new Stupa (a Buddhist pagoda) construction in Buriram, the home town of the author.

Nuclear ambitious neighbor for Thailand ?

Today 's column from Bangkok Post provided a break for English language newspapers' readers from local news about corrupted politicians, blatant public lies, and political rumours. The news provided an almost shocking evidence that Burma's military junta has been secretly building up its military nuclear capability to create a military balance with Thailand which has better conventional weapons.

Saturday, August 01, 2009

เมื่อไรจะพ้นความเป็นทาสซอฟต์แวร์การค้าเสียที

ช่วงนี้ ผมมีงานต้องเขียนบทคัดย่อ และบทความส่งไปสองสามที่ ในฟอร์แม๊ต ไมโครซอฟต์เวอร์ด ผมละเกลียดเรื่องฟอร์แม็ตต่างๆที่ไม่เข้ากันได้โดยสมบูรณ์มาก แม้แต่ของไมโครซอฟต์เองก็ยังมีปัญหา (ซึ่งผม และคนจำนวนมากในโลกนี้เห็นต้องกันว่า เป็นไปเพราะความจงใจ บีบบังคับลูกค้าให้อัพเกรดซอฟต์แวร์ ไม่ใช่ปัญหาว่าโปรแกรมเมอร์ทำให้เข้ากันได้ไม่ได้) นับประสาอะไรกับโปรแกรมจากค่ายอื่น หรือจาก โอเพ่นออฟฟิส ที่ส่งออกมาเป็นฟอร์แม็ตที่เป็นความลับและเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของไมโครซอฟต์

มีครั้งหนึ่ง ผมต้องก๊อปแฟ้มผมใส่ทัมป์ไดรฟ์จากเครื่องแม็คไปที่เครื่องพีซีรุ่นโบราณที่ห้องเลขา จากนั้น ก็ต้องไปนั่งใช่โปรแกรม ไมโครซอฟต์เวอร์ดรุ่นพระเจ้าเหา ที่ user interface แสนจะเทอะทะ ใช้งานไม่สะดวก ผมแก้ฟอร์แม็ตไป ผมก็สบถไป (ใช่ ตอนนั้นหลงไปแล้ว ตามไม่ทันจิตที่มีโทสะเข้ามาแทรก) ทำไมผมจะต้องมาทนใช้ซอฟต์แวร์เก่าๆไม่ได้เรื่องอย่างนั้นด้วย แก้ไปแก้มา เสียเวลาเป็นชั่วโมงของคนระดับมันสมอง แย่จริงๆ

ผมฝันว่าเมื่อไรหนอ การส่งบทความ หรือ บทคัดย่อ จะเป็นในฟอร์แม็ตโอเพ่นออฟฟิสเสียที แต่คนที่เรียนมาทาง วิทยาการคอมพิวเตอร์คงจะค้าน คงจะบอกว่า ต้องส่งเป็น เท็ค (TeX) สิ ถึงจะดี ยังไงก็ได้ อะไรที่ไม่ใช่ฟอร์แม็ตที่บริษัทใหญ่ใช้ครอบงำตลาดทั้งโลกเอาไว้อย่างเวลานี้ก็ได้ทั้งนั้น

เดี๋ยวผมจะลองเช็ดกับพรรคพวกดูว่าเราจะทำอะไรได้มั่งในปีหน้า เผื่อว่าจะมีวันแห่งอิสรภาพ จะได้พ้นความเป็นทาสซอฟต์แวร์การค้าเสียที

การค้นพบเมืองโบราณโรมันโดยภาพถ่ายทางอากาศ

น่าสนใจ มีการตีพิมพ์บทความวิทยาศาสตร์เรื่อง การค้นพบเมืองโรมันโบราณ ชื่อ อัลทินัม แม้ว่าทรากเมืองจะจมอยู่ใต้ดินราว ๔๐ ซม. แต่ก็เจอได้ เพราะว่า พืชพันธุ์ที่ปลูกไว้แถวนั้น จะมีสีแตกต่างกันเล็กน้อย มีอัตราการเจริญแตกต่างกัน เพราะว่าปริมาณน้ำในพื้นที่ต่างๆที่อยู่ภายใต้นั้นไม่เท่ากัน เช่น บริเวณสิ่งปลูกสร้าง ก็จะมีน้ำน้อยกว่า เป็นต้น ทำให้เห็นแผนผังเมืองได้ค่อนข้างชัด จากการใช้ภาพถ่ายด้วยแสงอินฟราเรด

Saturday, July 11, 2009

ความไร้ระเบียบในสังคมไทย

เมื่อคืนผมขับรถกลับบ้านช้าไปอีกสองชั่วโมงเพราะรถติด เป็นเรื่องผิดปรกติ เพราะปกติตอนทุ่มกว่าๆรถจะว่างแล้ว แต่เมื่อวานมีการประท้วงโดยกลุ่มไหนก็ไม่ทราบ ข้างกระทรวงการคลัง และไปปิดถนนพระรามหก ตรงหัวถนนที่จะเข้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ผมรู้สึกว่าตามปกติที่จับลมหายใจอยู่ก็จะโอเค แต่เมื่อวานมันไม่ค่อยจะโอเค ใจกระสับกระส่าย และในใจก็นึกตำหนิทั้งกลุ่มผู้ประท้วง และตำรวจที่เป็นผู้ดำเนินการ และจัดการจราจร โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง ทำให้รถนับหมื่นๆคน และประชากรหลายหมื่นคนต้องเดือนร้อน
คนใกล้ตัวผมก็ไม่สบายแต่ก็ขับรถกลับทางนั้นเหมือนกันก็แทบแย่ กลับถึงบ้านก็อาเจียรหลายรอบ และนอนซมต่อไปทั้งคืน
ผมเขียนมานี้ไม่ได้โกรธอะไรแล้ว แต่ก็อยากจะจดเหตุการณ์นี้ไว้ว่า มันเกิดในสังคมไทยเป็นประจำ และเกิดบ่อยปีละหลายๆครั้ง แต่บังเอิญที่ผมก็รอดสันดอนมาได้ทุกครั้งจนกระทั่งเมื่อวานถึงมาเจอกับตัวเอง
ทำไมคนต้องใช้อารมณ์ ออกมาประท้วง พูดกันดีๆด้วยเหตุผลไม่ได้หรือ ถ้าหน่ายงานรัฐไม่ทำ ก็ยื่นฟ้องศาลปกครองไป หรือหน่วยงานอื่นๆก็มีให้ยื่นตั้งแยะ
ทำไมตำรวจไม่กล้าจัดการ เพราะเขาก็ต้องป้องกันตัวเอง ทำอะไรลงไปก็โดนเล่นงาน เลยไม่ทำดีกว่า
นักการเมืองก็ไม่กล้า เพราะเก้าอี้รัฐบาลก็ไม่ได้แน่นหนาอะไร มีการพยายามหาทางล้มโดยบุคคลบางกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเรื่อยๆ
วิธีแก้คือต้องแก้ความคิดความเคยชินในสังคมไทยเสียใหม่ อะไรที่ไม่ถูกไม่ควรต้องเลิกเสีย เช่น ไม่ชอบอะไรก็ออกมาปิดถนนประท้วง หรือ เรื่องรับเงินซื้อเสียงจากนักการเมือง เป็นต้น แต่คงต้องไปทำกับเด็กรุ่นใหม่ คนรุ่นปัจจุบันทำอะไรไม่ได้แล้ว
ผมคิดว่า ต้องไปแก้ที่รากเหง้า คือการศึกษาของเด็กไทย
ตำราเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถมของไทยจะต้องสอนเด็กรุ่นใหม่ ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ อะไรที่ผู้ใหญ่ทำไม่ดี อย่าไปเอาอย่าง อะไรคือหิริ อะไรคือ โอตัปปะ เพื่อปรับค่านิยมของเขาให้ถูกต้อง ให้มีคุณธรรม มีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มากกว่าผู้ใหญ่ในรุ่นนี้

ถ้าคุณธรรมของเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับการแก้ไขให้้ดีขึ้น บ้านเมืองในอนาคตคงจะแย่ลงๆ

ในส่วนตัวผมตอนนั้นก็มองว่า ผมก็รับวิบากกรรมไป พอนึกได้อย่างนี้ก็สบายใจ ใช้กรรมไปเสีย จะได้หมดๆไป กลับถึงบ้าน แม้จะขมับเต้นตุบๆปวดศรีษะ แต่ก็รู้สึกมีความสุขเมื่อถึงบ้าน ยิ้มแย้มแจ่มใจ เพราะเรามีสัมมาสติ และมีสัมปชัญญะ

Tuesday, July 07, 2009

๔๐ ปี อพอลโล ๑๑


วันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. ๑๙๖๙) เป็นวันที่นักบินอวกาศสองคนจากยาน อพอลโล ๑๑ ไปลงบนดวงจันทร์ ถึงวันนี้ก็กำลังจะครบ ๔๐ ปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ตอนนี้ก็เริ่มมีข่าวต่างประเทศพูดถึงเรื่องนี้ เลยจะรำลึกความหลังเสียหน่อย

เวลาผ่านไปเร็ว เชื่อว่าคนส่วนมากไม่ได้ร่วมประสบการณ์ในเรื่องนี้ ผมก็เลยอยากบันทึกไว้

ในตอนนั้นผมยังเรียนประถมอยู่ ดูเหมือนจะ ประถมปีที่ ๖ (คนอ่านไม่ต้องมาคำนวณอายุคนเขียนได้ไหม) ข่าวคนจะไปลงดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนั้น เป็นข่าวใหญ่กันทั่วโลก และนักเรียนก็ตื่นเต้นกันมาก วันนั้นงดการเรียนการสอนไป เพราะจะมีการถ่ายทอดสดจากดวงจันทร์มายังโลก และถ่ายทอดต่อจากอเมริกามายังประเทศได้ด้วย เป็นเรื่องใหญ่มากในตอนนั้น ทางโรงเรียนผม (พันธศึกษา ซอยมิตตคาม สามเสน) ก็จัดการเอาโทรทัศน์ตัวใหญ่(ขาวดำ สมัยนั้นยังไม่มีทีวีสี) มาต้ังบนยกพื้นสูงท่วมหัว ใต้อาคารเรียนหลัก (พื้นเป็นซิเมนต์) พวกเราดูเหมือนจะนั่งเก้าอีไม้ที่ขนมาจากห้องเรียนต่างๆ มาจัดเรียงไว้ใต้ถุนตึก เด็กเป็นร้อยๆคนก็เฝ้าดูการถ่ายทอดสดด้วยความใจจดใจจ่อ ผมยังจำภาพขาวดำวันนั้นได้ดี ก็เป็นภาพการลงดวงจันทร์ที่เห็นได้จากทีวีหรือแหล่งอื่นๆที่เก็บภาพวีดีโอนั้นไว้นั่นเอง แม้จนทุกวันนี้

ผมยังจำได้ว่า หลังการลงดวงจันทร์ ก็มีข่าวต่อไปอีกว่า นักข่าวฝรั่งไปสัมภาษณ์คนโน้นคนนี้หลังคนไปลงบนดวงจันทร์ ส่วนหนึ่งก็ไปถามคนจีนแก่ๆที่ฮ่องกง ว่า ไหนคนจีนเชื่อว่ามีเทพธิดาบนดวงจันทร์ไง มนุษย์อวกาศไปลงแล้วก็ไม่เห็นเจอ อาม่าแกก็บอกว่า ก็มนุษย์อวกาศแต่งตัวน่ากลัว เทพธิดาบนดวงจันทร์คงจะกลัว เลยไปแอบเสีย ไม่ออกมาทักทาย อนึ่ง นักข่าวฝรั่งก็ยังวิพากย์ต่อไปว่า ปกติคนจีนต้องมีประเพณีไหว้พระจันทร์ทุกปี ต่อไปนี้ เมื่อรู้ว่าไม่มีเทพธิดาบนดวงจันทร์ พวกเขาก็อาจจะค่อยๆเลิกประเพณีไหว้พระจันทร์นี้ไปก็ได้

หลังจากเหตุการสำคัญครั้งนั้นแล้ว หลายเดือนต่อมา ผมก็ซื้อหนังสือไว้ด้วยหนึ่งเล่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงดวงจันทร์คราวนี้ เล่มละ 6 บาท แต่ก็พอๆกับค่าขนมผมวันหนึ่งเลยละ อาจจะเป็นหนังสือเล่มแรกๆของผมที่ผมซื้อด้วยค่าขนมตัวเองก็ได้ (จวบจนแก่ปูนนี้ ตอนนี้ก็เลยมีเป็นหลายๆพันเล่มแล้ว) โพสต์รูปหน้าปกไว้แล้ว สภาพไม่ดีนักแต่ก็ยังอยู่เป็นเล่มอยู่

อีกอย่างก็คือ พวกเราที่ชอบสะสมแสตมป์กันก็ต้่องไปขวนขวายหาแสตมป์อเมริกัน ดวงที่เป็นที่ระลึกการลงดวงจันทร์ครั้งนั้นไว้มาด้วย ผมก็ยังเก็บไว้

(This blog recall the day 40 years ago when I was a primary school student in Bangkok watching global television broadcast on the first man on the moon event)

Friday, June 26, 2009

วีดิโอน่าดู โฮม

วีดิโอน่าดู
HOME

ความยาวกว่า ชั่วโมงครึ่ง ในระบบ ไฮเดฟฟินิชั่น
http://www.youtube.com/watch?v=jqxENMKaeCU

อ่านแล้วทำให้รู้สึกว่าสัตว์จำพวกคน หรือ Homo sapiens นี้เป็นเสมือนมดปลวกที่กำลังกัดกินบ้านตัวเองไปมาก

Friday, June 19, 2009

วีดิโอคลิปน่าสนใจ

รายการของคุณสัญญา สัมภาษณ์ ท่าน ดังตฤณ
หลายๆคนคงไม่ได้ดู รวมถึงผมกำลังดูไป โพสต์ไปเนี่ยแหละ

(หมายเหตุ ผมใช้คำสรรพนามเรียกว่า ท่าน เพราะเคารพในคุณธรรมของท่าน ไม่ได้ใช้ตามแฟชั่นในบล๊อก)

Tuesday, June 09, 2009

หนี้ประชาชาติของประเทศต่างๆทั่วโลก

จากลิงก์ข้างบน แสดงแผนที่โลก น่าสนใจว่า ประเทศส่วนใหญ่ ไม่มีประเทศไหนไม่เป็นหนี้
ประเทศอุตสาหกรรม เป็นหนี้มาก ข้อยกเว้นคงเป็นอินเดียที่เป็นสีแดงด้วย
ประเทศไทยยังอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ เขาแสดงด้วยสีเทาอ่อน

ผมสงสัยว่า มหาอำนาจเกิดเบี้ยวหนี้ขึ้นมาจะว่าไง
หรือจะมีเหตุอะไร มาทำให้หนี้ทั้งหมดมันสูญไปได้บ้างไหม

ผมจะคอยดู

ยูนิกส์อายุ ๔๐ ปี ปีนี้

๔๐ ปีผ่านไป ตั้งแต่ปี ๑๙๖๙ จนปี ๒๐๐๙ ยูนิกส์ก็แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแขนงหนึ่งของมันกลายมาเป็นพื่นฐานของ โอเอสเท็นในปัจจุบัน และมี Linux เป็น unix lookalike ที่ใช้กันมากในเซอร์ฟเวอร์ใหญ่ๆที่สุดของโลกส่วนใหญ่

สำหรับผมนั้น ผมว่าผมรู้จักมันครั้งแรก ประมาณปี ๑๙๘๗ ตอนนั้นที่บ้านเพื่อนของผมมีคอมพิวเตอร์ระบบยูนิกส์ของเอทีแอนด์ทีที่ยืมมาจากมหาวิทยาลัยมาตั้งไว้ในห้องรับแขก ผมก็เลยไปเล่นมัน ก็คำสั่งมาตราฐาน ง่ายๆ ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะตอนนั้นผมไม่ได้ต่อเข้าเน็ตเวอร์คที่ไหน สมัยนั้น โมเด็มต่อโทรศัพท์เข้ามหาวิทยาลัยดูเหมือนจะความเร็วแค่ 100 bps (bits per second) ละมัง พอกลับมาเมืองไทย ในต้นปี 1990s ผมถึงมาใช้โมเด็ม ความเร็ว 300 bps ต่อมาก็เป็น 1200 bps ตัวหนังสือที่ส่งมาที่เทอร์มินัล ส่งมาทีละตัวๆ ช้าๆ ตอนน้ันส่วนมากใช้หลักอยู่สองอย่าง หนี่งคืออ่านข่าว จาก USENET และอีกอย่างก็ส่ง e-mail จำได้ว่า ตอนผมต่อเน็ตไปเข้าเซอร์ฟเวอร์ ก็ต้องใช้คำสั่ง who เช็คว่ามีใครอยู่มั่ง เพราะบางทีถ้ามีปัญหาก็ต้อง ใช้คำสั่ง talk ส่งข้อความไปหาคนอื่นที่ล็อกกินเข้ามาอยู่ด้วย เพื่อถามวิธีแก้ปัญหา

เวลาผ่านไปเร็ว
๒๒ ปีต่อมา ผมก็ยังใช้คำสั่งยูนิกส์หากินอยู่ตอนนี้ แต่ใช้คำสั่งประเภท awk grep sort uniq อะไรพวกนี้แยะ นอกจากนั้นก็ tar zip ssh scp

คนที่นึกเรื่องเก่าๆแสดงว่าแก่แล้ว

แน่นอน เพราะอายุเกินกึ่งศตวรรษไปแล้ว

Friday, June 05, 2009

เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยจริงหรือ

ผมคิดว่าคนไทยส่วนมากเห็นว่า เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยจริง ผมก็เห็นด้วยนะ
แต่แหม ประโยคที่พูดกันว่า "เด็กไทยอ่านหนังสือวันหนึ่งแค่คนละ ๗ " บรรทัดนั่น ผมว่ามันก็เกินไปหน่อย เจอบ่อยๆ วันนี้ก็ไปเจอคนพูดประโยคนี้อีก ผมไม่รู้ว่ามีคนไปคำนวณมายังไง เห็นอ้างอิงประโยคนี้กันจัง สงสัยคงไม่รวมหนังสือพิมพ์ กับพวกนิตยสาร แล้วก็คงจะนับเฉพาะหนังสือที่เป็นเล่มๆ นอกหลักสูตรละมัง ไม่งั้นมันก็ต้องเกิน ๗ บรรทัด อยู่แล้ว
และผทเดาเอาว่า คงไม่นับรวมสื่อออนไลน์ ที่มากขึ้นๆ

อนี่ง ผมเองเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับการอ้างค่าเฉลี่ย เพราะมันเบ้มากๆ (biased) เลยรู้สึกหงุดหงิดกับประโยคดังกล่าว (แต่หงุดหงิด ก็มีสติรู้อยู่)

Sunday, May 31, 2009

Book review (in Thai): Buddhist Philosophy

วันนี้เพิ่งไปได้หนังสือเล่มนี้มา

“พุทธปรัชญา มองพุทธศาสนา ด้วยทรรศนะทางวิทยาศาสตร์” โดย พันเอก สมัคร บุราวาศ
พิมพ์ครั้งที่ ๔ สำนักพิมพ์ ศยาม

หนังสือเล่มนี้ ท่านผู้เขียนซึ่งวายชนม์ไปแล้ว ผู้เป็นอดีตราชบัณฑิต เขียนขึ้นตั้งแต่ก่อนผมเกิดเสียอีก และพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖

ก่อนอื่นผมอยากทบทวนความจริงที่ว่า เมืองไทยสมัยก่อนนั้น คนไทยเราที่จะเข้าใจศึกษาพระธรรมกันในเชิงลึกนั้น มีน้อย ไม่เหมือนสมัยนี้ การศึกษาพระอภิธรรมน่าจะยังไม่เกิดใหม่ (หลังเสียกรุงศรีอยุธยาไปแล้วเกือบสองร้อยปี พระธรรมาจารย์ชาวพม่าท่านอาจจะกำลังเข้ามา หรือเพ่ิงเข้ามาสอนในเมืองไทย สมัยจอมพล ป. ตามคำนิมนต์ของพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุ ท่ามกลางการคัดค้านจากผู้มีอำนาจในบ้านเมืองในขณะนั้น เป็นผลให้พระพิมลธรรมโดนจับ สึก และคุมขังอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะได้ปล่อย และคืนสมณศักดิ์ หลายปีต่อมาในภายหลัง) ส่วนท่านพุทธทาสก็คงเป็นที่รู้จักของคนในสังคมไทยตอนน้ันไม่นานนัก หนังสือเล่มนี้จึงถือว่าเป็นหนังสือที่สำคัญเล่มหนึ่งของคนไทยในสมัยเมื่อ ๕๕ ปีก่อน และดูเหมือนท่านจะใช้สอนที่มหามกุฏฯด้วย ในสมัยนั้น มีความสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ให้พื้นฐานจนเรามาถึงทุกวันนี้

แต่เมื่อมาพิมพ์ซ้ำ ห้าสิบปีต่อมา ตอนนี้ ผมอ่านดูแล้วก็เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่ให้ข้อมูลพอสมควร และตอนนี้เราก็มีหนังสืออะไรๆมากขึ้น ก็มีจุดที่อยากจะให้ข้อสังเกตส่วนตัวไว้ ในเนื้อหาของหนังสือเก่าเล่มนี้

ที่ผมอยากแสดงความเห็นวิจารณ์เนื้่อหาหนังสือเล่มนี้ ไว้ในบล๊อกนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านเยาวชนในอนาคต แต่โดยความเคารพในความเป็นบูรพาจารย์ของผู้เขียน ก็คือผมมีความรู้สึกว่า ผู้เขียนท่านเขียนในสไตล์หนังสือประวัติศาสตร์พุทธปรัชญา ไม่ใช่ปรัชญาอย่างเดียว และก็ไม่ใช่หนังสือวิทยาศาสตร์อีกด้วย และการเขียนนั้น ก็แสดงในมุมมองของฝรั่งเป็นหลัก คงจะเป็นว่าสมัยน้ัน หลังสงครามโลกครั้งที่สองเสร็จหยกๆ คนไทยเรายังรู้สึกยกย่องฝรั่งผู้ชนะสงครามมากอยู่ ความคิดฝรั่งเป็นของดี เรื่องภูมิปัญญาล้ำลึกของคนตะวันออกยังไม่รู้สึกกันนัก
และผมกะเอาว่า ในตอนน้ัน หนังสือพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยของอาจารย์สุชีพ อาจจะยังไม่ได้พิมพ์เผยแพร่ก็ได้ ดังนั้น ท่านผู้เขียน แม้จะเป็นบุคคลร่วมสมัยกับ อ. สุชีพ ท่านจีงหันไปอาศัยข้อมูลจากหนังสือของ เนห์รู เป็นพื้นฐานในการเขียนอธิบายพุทธปรัชญา ค่อนข้างหนัก และอาจจะอาศัยหนังสือฝรั่งเล่มอื่นๆ ด้วยก็ได้ ท่านคงไม่ได้มีโอกาสอ่านพระไตรปิฎก (ภาษาไทยหรือบาลีก็ตาม) เพราะสิ่งที่ท่านนำมาอ้างนั้นเป็นสำนวนฝรั่งทั้งนั้น และเนื้อหาไม่ตรงพระสูตร และหากดูจากจับความรู้สึกจากการอ่านระหว่างบันทัดของผม ผมรู้สึกว่า ท่านผู้เขียนไม่ได้ให้ความสำคัญ เชื่อถือ หรือสนใจเนื้อหาในพระไตรปิฎกมากนัก เพราะถือแบบฝรั่งว่า พระไตรปิฎกก็เป็นประหนี่งตำนานปรัมปรา ที่โดนพระอรรถกถาจารย์ในยุคหลัง (แต่ก็คือ ๑๕๐๐ ถึง ๒๐๐๐ ปีมาแล้ว) แต่งคัมภีร์อธิบายเพิ่มเติมจนฝรั่งไม่เชื่อว่าจะตรงคำสอนเดิมของพระพุทธองค์เป๊ะ ตลอดจนเรื่องราวต่างๆทางประวัติศาสต์ นักปรัชญาฝรั่งก็ไม่เชื่อว่าถูกต้องทุกอย่าง (เพราะฝรั่งไม่รู้จักศีล ๕ เรื่อง มุสาวาทา เวรมณี ว่าพระภิกษุในพุทธศาสนาเคร่งครัดขนาดไหน)

อีกเรื่องหนี่งที่ผมอ่านแล้วผมก็ไม่เห็นด้วยกับหนังสือก็คือ ผมเองไม่ถือว่าคำสอนของพุทธศาสนาเป็นปรัชญา แต่ใครที่เป็นนักวิชาการศาสนา จะถือว่าเป็นปรัชญา ก็เป็นเรื่องของท่าน ตามปัจเจกบุคคลไป ตามสะดวก

ให้ความเห็นแค่นี้ก่อน

Wednesday, May 27, 2009

แอนตี้ออกซิแดนท์กับการออกกำลังกาย

บทความเพิ่งออกมาจากวารสาร PNAS วันนี้ น่าสนใจ เพราะเข้ากับการปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพที่ดี

นักวิจัยในเยอรมันและสหรัฐ ค้นพบว่าสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อ ต้องการป้องกันการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ ๒ แล้วนั้น หากว่ามี การไปกินวิตามินซี (๑๐๐ ๐ มก.) และ วิตามินอี (๔๐๐ หน่วยสากล) ต่อวัน เป็นอาหารเสริมรายวัน ด้วย การกินวิตามินทั้นสองมันจะไประงับผลดีของการออกกำลังกายลงไปเสีย

เรื่องนี้ก็ผมสรุปเอาตามความเข้าใจของตัวเองว่า ออกกำลังกายมากๆ น่ะดี แต่ไม่ต้องกินวิตามินทั้งสองควบไปด้วย เอาไว้วันไหนไม่ออกกำลังถ้าอยากกินก็ค่อยกิน

อ้างอิง Ristow M, et al 2009 Antioxidant prevent health-promoting effects of physical exercise in humans. Proc. Natl. Acad. Sci. USA 106(21), 8665-8670, May 26, 2009.
doi:10.1073/pnas.0903485106

Tuesday, May 26, 2009

ชาวนาไทยตัวอย่าง

ไปเจอวีดิโอที่ออกรายการเมื่อปีที่แล้ว สรยุทธ สัมภาษณ์ คุณลุง ทองเหมาะ แจ่มแจ้ง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี พ.ศ. ๒๕๔๙
ดีมากเลย

ผมเลยได้รู้ว่่า ข้าวหนึ่งถัง มีประมาณ 378,000 เมล็ด
นอกจากนี้ก็ได้รู้ว่า ชาวนาไทยส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้ โดนพ่อค้าปุ๋ยและยาเคมีล้างสมองไปหมด และจำนวนไม่น้อย เป็นชาวนามือถือ คือโทรสั่ง จ้างคนมาทำ ซื้อของให้มาส่ง จ้างรถมาเกี่ยว เป็นหลัก

ผมมีความสนใจว่า สักวันหนึ่ง ผมจะมีโอกาสได้ไปเข้าคอร์สเรียนการเป็นชาวนาของท่านบ้างที่ศรีประจันต์

Saturday, May 23, 2009

ลินุกส์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

อุปกรณ์วิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้ หันมาใช้พีซีต่อพ่วงกันมาก ไม่เหมือนเครื่องสมัยก่อนที่จะมีแผงควบคุมอะไรเยอะแยะดูเหมือนในหนังไซไฟ การที่ใช้พีซี รันโปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่องมือพีซี ทำให้เครื่องมือวิทยาศาสตร์มีขนาดเล็กลงมาก (ราคาต้นทุนของผู้ผลิตลดลง และสร้างเครื่องมือง่ายขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะราคาขายถูกลงหรือเปล่า ผมคิดว่าคงจะไม่ โดยเฉพาะราคาขายในเมืองไทย ที่แพงมาก) พีซีที่ใช้ก็ส่วนมาก เดี๋ยวนี้รันในระบบวินโดวส์ ซึ่งถ้าเป็นเครื่องตั้งไว้เดี่ยวๆก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาจะมีทันทีถ้ามีมีคนเอาสายเน็ตเวอร์คไปต่อ มันก็จะติดไวรัสงอมแงมทีเดียว หลายๆที่ รวมทั้งที่ทำงานด้วย ก็เลยป้องกันปลายเหตุด้วยการไม่ต่อเน็ตกับเครื่องที่พ่วงกับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เหล่านั้น

รู้สึกสงสารคนส่วนมากใช้ ที่ไม่ได้ใช้ระบบ ยูนิกส์ทั้งหลายแหล่ รวมทั้งลินิกส์ (หรือ ที่คนไทยส่วนมากเรียกว่า ลินุกส์ )

ช่วงนี้ลินุกส์กำลังมาแรง ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องขนาดใหญ่สุดๆของโลก ๕๐๐ เครื่อง ใช้ลินุกส์กว่า 80% ตอนนี้ปริมาณเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่ใช้ระบบลินุกส์ มีประมาณ 1% (เทียบ กับแม็ค โอเอสเท็น ประมาณ 5% แต่ในอเมริกา การใช้แม็คเพิ่มเป็นราว 10% แล้ว) ในเน็ตบุ๊ครุ่นใหม่กำลังทะยอยออกมาโดยใช้ลินุกส์ แต่ผมเข้าใจเอาเองว่า แล็ปท็อป ลินุกส์ยังไม่มีการนำออกมาขายในเมืองไทยในขณะนี้ นอกจากคอมพิวเตอร์ แม้แต่ในมือถือก็กำลังจะออกมาอีกเพียบ ไม่ว่า ระบบโอเอส Moblin ของอินเทล หรือแม้แต่ Android ของกูเกิล ก็ใช้เคอร์เนลเป็น Linux v. 2.6 ในต่างประเทศบางคน(แม้แต่อดีตโปรแกรมเมอร์ของไมโครซอฟต์เองที่ออกมาแล้ว หันมาใช้ลินุกส์) ก็ทำนายไว้ว่า ระบบวินโดวส์กำลังจะหมดยุค

ถ้าเป็นอย่างงั้นจริง ในอนาคต พีซีที่มาพ่วงกับเครื่องมือต่างๆมันก็คงจะไปรันลินุกส์

Friday, May 15, 2009

ความดันโลหิตสูง เพิ่งเจอสาเหตุ

ขณะที่แต่ละวันผมคอยเช็คความดันบ่อยๆเพื่อเฝ้าระวังความดันที่ดูจะสูงขึ้นตามอายุ และขนาดรอบเอว วันนี้ก็มีข่าวออกมาว่า เพิ่งมีเปเปอร์รายงานว่า ความดันโลหิตสูงเป็นเพราะติดเชื้อ cytomegalovirus (CMV) และอาการจะแย่ลงถ้ากินอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะที่มีไขมันสูง

ก็เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่ ว่าถ้าอ้วนก็จะเป็นโรคความดัน และคนทั่วไป ก็มักเคยเจอไวรัสนี้มาแล้ว และมันอาจจะแฝงอยู่ในตัวเราก็ได้ ตามข่าวบอกว่า คนทั่วโลกเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงพันล้านคน

จริงๆแล้ว ถ้ามองในแง่บวก ก็ต้องบอกว่า ถ้ามีไวรัสตัวนี้ตัวนี้ แต่ไม่ใช่ไวรัสที่มันแรงกว่านี้ ก็น่าจะพอใจแล้ว

ข่าวบอกอีกว่า วิธีรักษาใหม่ น่าจะใช้ยาต้านไวรัสมารักษาโรคความดันด้วย

และเคยไปอ่านเจอก่อนหน้านี้ว่า กินชาเขียวจากใบหม่อนช่วยลดไขมันในเลือด และลดความดันได้ มันก็คงจะเกี่ยวกัน ตอนนี้ก็เลยแย่งอาหารตัวไหมกินเป็นประจำ

Thursday, May 14, 2009

แม็กกาซีนออนไลน์ ในเนื้อหาของผู้อัพโหลดเอง

ได้รับจังก์อีเมล์จากคนรู้จัก ครูวาดเขียนของลูกสมัยเด็กๆน่ะ เวลาผ่านไปเร็วมาก ไม่ได้เจอกันหลายปี ระยะหลังก็ยังติดต่อกันอยู่ แกเป็นครูที่มีความเป็นครู และตั้งใจกับเด็กๆตัวเล็กๆมาก เราก็เลยรู้สึกเป็นกันเอง ความจริงแกดังนะ ถ้าใส่ชื่อแกลงในบล๊อกนี้ คนในเมืองไทยเป็นพันๆหรือเป็นหมื่นต้องรู้จัก แต่ไม่อยากใส่ เพราะเคารพในความเป็นส่วนตัวของแก

เปล่า ไม่ใช่ครูผู้หญิงหรอก ครูผู้ชาย ออกจะห้าวด้วย ไม่ใช่พวกนั้น

เขาส่งลิงก์มาให้ ความจริงเว็บไซต์ส่งมาให้ในนามเขามากกว่า ปกติถ้าเจอจังก์เมล์ก็จะลบทิ้งไปทันที แบบพวก ไฮไฟฟ์ อะไรประเภทนั้น แต่วันนี้เกิดไปเช็คดูเสียหน่อย ก็เลยได้ไปรู้จักเว็บนี้ ชื่อว่า อิชชู่ หรือ Issuu

เลยตามไปอ่าน วิกิพีเดีย เกี่ยวกับเว็บนี้ดู และก็ที่เว็บของเขาก็ไปอ่านหน้า About เสียหน่อย
น่าสนใจ น่าสนใจ

ตอนนี้ได้แต่เก็บบุ๊คมาร์กเอาไว้ ว่างๆจะสมัคร และอัพโหลดเอกสารขึ้นไปลองเสียหน่อย เพราะอันที่จริงเขียนบล๊อกก็หลายปีแล้ว แต่ไม่ได้ทำเอกสารออกมาเป็นแม๊กกาซีนหรูๆสักที น่าลองดูเหมือนกัน แต่คงต้องเขียนเป็นภาษาประกิตเสียหน่อย ให้ฝรั่งอ่าน

Saturday, May 02, 2009

วัยรุ่นกับดาราเกาหลี

ไปประชุมผู้ปกครองนักเรียนวันก่อน ได้คุยกับพ่อแม่ของนักเรียนเพื่อนๆของลูก กับครูประจำชั้น พบว่ามีเรื่องกังวลสองเรื่องที่ตรงกัน เรื่องแรกคือเด็กวัยรุ่นติดอินเตอร์เน็ต บางคนห้่าทุ่มยังไม่นอน เรื่องที่สองคือเด็กวัยรุ่น ทั้งชายทั้งหญิงไปคลั่งไคล้เฝ้าสนใจเรื่องดาราเกาหลีจนเกินไป

ในส่วนตัวผม ผมรู้สึกไม่พอใจอยู่ภายในอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องที่สอง แต่ก็พยายามรู้สึกตัวไม่ได้แสดงอะไรออกมากับลูก ผมคิดว่า เด็กวัยรุ่นที่มีสติปัญญาของไทยกำลังโดนมอมเมาโดยบริษัทสองสามบริษัท ที่จัดรายการต่างๆ หรือไปซื้อรายการต่างชาติที่มีการสร้างภาพลักษณ์ของดาราตัวเองมาเป็นอย่างดี มาจับตลาดวัยรุ่น ถามว่าบริษัทเหล่านั้นเขาผิดไหม ที่เขาพยายามทำหน้าที่หากำไรสูงสุดของเขา มองเฉพาะส่วนของเขาดูจะไม่ผิด แต่ว่ามันมากระเทือนผู้บริโภค ในระยะยาว จะมีผลต่อประเทศชาติ นั่นแหละผิด ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนรุ่นใหม่ที่จะไปเป็นประชาชนระดับมันสมองของชาติ เป็นพวกผู้หลง ผู้ไม่รับผิดชอบ ผู้ฝักใฝ่แต่บันเทิงไปวันๆ ไม่รู้จักแบ่งเวลา ใช้เวลาไร้สาระ พ่อแม่ก็พูดไม่ฟัง

ผมได้แต่ปลง หวังว่ามันจะถึงวันที่วัยรุ่นเกิดรู้สึกมีสติ และเกิดเอียนเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเอง และเลิกหลง กลับมาสู่ความเป็นจริงเสียที แต่คงจะยาก และรออีกนาน

Friday, April 24, 2009

ผักกระเฉด

ตามข่าวในลิงก์บอกว่า ออสเตรเลียกำลังพยายามกำจัดวัชพืช (pest plant) ชนิดหนึ่งที่ใช้ทำอาหารไทย ชื่อว่า Water mimosa (Neptunia spp.) ซึ่งเป็น nitrogen fixing legume
ดูจากรูปผมคาดว่าน่าจะเป็นผักกะเฉด ที่หลายคนชอบกินผัดผักกระเฉดไฟแดง (แต่ยังไม่ได้เช็ด)

เขาบอกว่า พืชน้ำชนิดนี้ปล่อยไนโตรเจนลงไปในแหล่งน้ำ ทำให้เกิดการเบ่งบานของสาหร่ายต่างๆ และไปเป็นอาหารของวัชพืชน้ำอื่นๆ เช่น ผักตบชวา (water hyacinth) และก็ water lettuce และ salvinia (ไม่รู้ว่าอะไร ยังขี้เกียจไปค้นหนังสือของ ศ. ดร. เต็ม ที่อยู่ในตู้ใดตู้หนึ่งที่แต่ละตู้อัดแน่นไปด้วยหนังสือสารพัดที่ซื้อหามา แต่ก็อ่านมั่งไม่ได้อ่านมั่ง)

ก็เป็นความรู้ใหม่ เลยโพสต์เก็บไว้

Wednesday, April 22, 2009

ร้อนและแล้ง แก้อย่างไร

ขับรถไปอุบลคราวนี้ ได้เห็นว่าที่อุบลไม่ค่อนร้อนเท่าไร แต่จังหวัดระหว่างทางจะร้อนกว่า แล้งกว่า เพราะป่าแทบไม่เหลือ กลายเป็นที่นาไปหมด แต่ไม่มีน้ำในหน้าแล้งและหน้าร้อน ก็ทำอะไรไม่ได้เป็นระยะเวลานาน ทุ่งหญ้าแห้งเป็นสีน้ำตาล วัวควายก็ไม่มี ถ้ามีก็คงไม่ออกมากินฟางหญ้าแห้งๆ

ผมมาคิดว่า ถ้าเปลี่ยนผืนนาสุดลูกหูลูกตาในจังหวัดอีสาณเหล่านั้น มาเป็นไร่นาสวนประสม ตามแบบพระราชดำริ ทฤษฎีใหม่ เสียให้หมดในวันนี้ ก็อาจจะแก้ปัญหาแล้งซ้ำซากได้ เพราะพื้นที่บางส่วนที่ทำสวนและปลูกไม้ยืนต้นมากขึ้น ก็จะช่วยเก็บความชื้นให้กับท้องที่ได้มากขึ้น ลดการระเหยของน้ำจากผิวดิน และที่สำคัญ โลกกำลังร้อนขึ้น แล้งมากขึ้น ในอนาคตมันจะยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้ถ้่าไม่ทำ

โลกเราเหลือเวลากอบกู้สิ่งแวดล้อมอีกไม่นานนัก เมื่อเทียบกับกรอบเวลาทางธรณีวิทยา คนรุ่นใหม่จะเดือดร้อน และคนรุ่นปัจจุบันหากตายไปและมาเกิดใหม่ก็จะยิ่งประสบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากไปกว่านี้อีก ก็เขียนไป เอาไว้อ่านเองแหละ เพราะคงไม่มีใครเอาไปทำ ขนาดเป็นพระราชดำริที่ดียิ่งก็ยังไม่ค่อยมีคนทำมากเท่าที่ควร

ไปนอนวัดป่ามา (4)


ได้มีโอกาสไปกราบเรียนขอกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อเข็ม สุชีโว ที่กุฎิ ท่านได้เมตตาสอนให้หลายชั่วโมง สรุปบทเรียนได้ว่า
เนื่องจากผมถนัดการนั่งสมาธิแบบอาณาปาณสติ หลวงพ่อจึงแนะให้ให้วิธีของหลวงพ่อ คือรู้สึกลมกระทบที่เพดานปากด้านบน จะรู้สึกเย็นๆ แล้วให้พิจารณาไป ว่ากายมันไม่ใช่ตัวเรา ด้วยประการต่างๆ ไม่ต้องไปเอาฌาน คนเรายึดมั่นในกาย ทำอะไรก็เพื่อกาย อย่างชื่อเสียง ก็ทำเพื่อกาย หรือคนด่า เขาด่ากาย เราไม่ต้องไปสนใจ เขาไม่ได้ด่าจิต ถ้าตัดสักกายทิฏฐิได้ จิตเห็นว่ากายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ก็เป็นพระโสดาบันได้
นอกจากนี้ ให้ถามตัวเองว่า จะเอานิพพานจริงหรือไม่ หรือว่ายังตัดอะไรๆไม่ได้ เช่น ครอบครัว ปากว่าอยากได้นิพพาน แต่ว่าจิตมันไม่อยากได้ ก็ไม่ได้
เรารับปากท่านว่า จะไปพิจารณาดู เพราะเท่าที่ผ่านมา ได้แต่ทำสมถะ ไม่ได้คิดพิจารณา กลัวฟุ้งซ่าน แต่การพิจารณาก็จะทำแบบมีสติ หลวงพ่อบอกว่าดีแล้ว

ไปนอนวัดป่ามา (3)



ในป่ามืดเร็วมาก ไปไหนต้องมีไฟฉายติดมือไปด้วย หลังทุ่มหนึ่งจะมองทางไม่ค่อยเห็น หลังสองทุ่มจะมืดสนิทถ้าไม่มีพระจันทร์ ผมไปนอนคนเดียวในป่าที่มืดตึ๊ดตื่อ (ก่อนหน้านั้น ที่เคยไปวัดหลวงพ่อจรัลเมื่อสิบปีก่อนราวสามครั้งก็เป็นวัดบ้าน และคนเจ็ดร้อยคนไปปฏิบัติธรรมแน่นไปหมดที่สิงห์บุรีจึงไม่เงียบเหงานัก) แต่ที่ป่าในวัดที่นาจะหลวยนี้ก็ไม่น่ากลัวเพราะอยู่ในรั้วอิฐบล๊อกรอบวัด ที่มีบริเวณราวสองสามร้อยไร่ ถ้าจะกลัวก็อาจจะแต่อมนุษย์ หรืองู หรือยุงกัด มากกว่า

ไปอยู่กุฏิก็จับลมหายใจ ทำอาณาปานสติไปเรื่อยๆ พร้อมกับดูจิต

ตั้งแต่เย็นๆแล้ว มีเสียงแปลกๆที่ไม่เคยได้ยินในเมือง พวกจักจั่นเริ่มส่งเสียง พอหกโมงเย็นก็มี แมลงบ้าอะไรก็ไม่รู้เสียงเสียดสีปีกมันแหลมมากอย่างกับเสียงแตร เป่าโน้ตเสียงสูงมาก และ ลากเสียงยาวกว่าหวูดรถไฟอีก ฟังเหมือนมันมาเป่าอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง บางช่วงก็นึกด่าแมลงว่า มันก็มีตัณหาเหมือนคนแฮะ ขยับปีกทำเสียงเรียกหาคู่เป็นนาน พอเจอกันแล้ว ค่ำๆหน่อย ผสมพันธุ์เสร็จก็เงียบกริบ ป่าก็เงียบลง เสียงนกก็ค่อยๆเงียบลง

ตกดึก บางทีได้ยินเสียงคล้ายคนเดินบนใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ ตัวสัตว์นั่นเอง แต่จิตเราก็หวาดระแวง บางทีก็เสียงเคาะบนหลังคา คงเป็นพวกสัตว์เคาะไล่ตัวแมลงออกมาจะได้กิน อีกทีก็แมลงตัวใหญ่บินมากระแทกหน้าต่าง เสียงเหมือนคนมาเคาะหน้าต่างหรือหลังคา บางขณะรู้สึกกลัวจนขนลุก แต่ก็มีสติอยู่พอควร โดยรวมแล้วจิตก็ระแวดระวังอยู่เกือบตลอดเวลา แต่เรื่องฟุ้งซ่านก็บ่อยมาก แต่ก็เห็นว่าฟุ้งซ่าน นอนจับลมหายใจไปเรื่อยๆ พอตีสองก็ลุก ตื่นตีสองทุกวัน มันตื่นเอง ไม่อยากนอกต่อ มานั่งสมาธิ และสลับจงกรม

อยู่คนเดียวในป่า รู้สีกว่า คนเรามีอะไรที่เกินต้องการสำหรับการดำรงชีวิตไปมาก แรกเริ่มเลย กลางคืนคนส่วนมากก็เอาแสงไฟเป็นเพื่อน ถ้าไม่มีแสงไฟจะรู้สึกกลัวว่าจะมีภัย กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา ถ้าไม่มีแสงไฟตอนกลางคืน คนเราก็ไม่ตาย ดังนั้นแสงไฟจึงไม่ใช่ของจำเป็นในชีวิต แต่ก็ต้องมีไฟฉายไม่งั้นหาของไม่เจอ หรือไม่ก็อาจจะสะดุดของล้มลง

ตอนหัวค่ำมืดสนิท ต้องใช้ไฟฉาย ตอนหลังตีสามไปแล้วจะเริ่มสว่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อพระจันทร์ขึ้น และสว่างมากขึ้นจนถึงตีห้า ไก่บางตัวขันตั้งแต่ตีสาม ต่อมาก็ราวตีสี่ ตีห้า พอตีห้าครึ่งพวกนกก็เริ่มตื่น ส่งเสียงเจึ๊ยวจ๊าวกัน ต่อมาก่อนรุ่งพวกจักจั่นก็ส่งเสียงระงมกันอีกรอบหนึ่ง

เห็นวงจรของแสงสว่างค่อยๆมืดลง และจากมืดมิด ค่อยๆสว่างขึ้น ทำให้เห็นว่า โลกก็เป็นอย่างนี้ มีทุกข์แล้วก็สุขสลับกันไป

ไปนอนวัดป่ามา (2)


วันนี้จะโพสต์รายละเอียดเพิ่มเติม

ผมขับรถบีเอ็มไปนาจะหลวย คนเดียว เป็นครั้งแรกที่ไปอุบลราชธานี และเป็นครั้งแรกที่ไปนอนวัดป่่า จากกรุงเทพ ไปทางโคราช แวะสวนน้าชาติที่เชื่อนลำตะคองสักครู่ จากนั้นขับรถต่อไป ก่อนถึงสีคิ้วก็แยกไปทางหลวงสาย ๒๔ มุ่งตะวันออกไปทางเดชอุดม โดยแวะเที่ยวประสาทพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ ที่นางรอง ช่วงแรกเป็นเส้นเป็นทางหลวงแบ่งกลาง ไป ๒ กลับ ๒ แต่จากนางรองเป็นทางเล็ก ไปหนึ่งมาหนึ่ง ต้องรอแซงถ้ามีรถใหญ่ขับช้า ทำให้ขับได้ไม่เร็วนัก ขากลับกลับทางเขาพระวิหาร มาทางกัณทรลักษณ์ ระยะทางเท่ากัน แต่ทางดีกว่า รถน้อยกว่าเล็กน้อย

ขอบ่นนอกเรื่องหน่อยเหอะ ขากลับที่กลับทางนี้ เพราะผมอยากจะแวะเที่ยวเขาพระวิหาร กับ ผามออีแดงเสียหน่อย ที่คนเขาว่าสวยมาก แต่พอไปถึงก็เข้าไปไม่ได้ อุทยานแห่งชาติปิด มีทหารพรานเราเฝ้าไว้ เพราะทหารเขมรมันบุกขึ้นมายึดพื้นที่ประเทศไทยส่วนนี้เอาไว้ ก็เลยรู้สึกเซ็งเล็กน้อยที่ประเทศใหญ่โดนประเทศเล็กกว่ามาระราน แต่ก็เถอะนะ คนไทยเราชีวิตมีค่ามากกว่า ถ้ารบกัน คนไทยตายน่าเสียดายมากกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสมมุติทางโลก ทางธรรมท่านไม่ให้ยึดถืออะไรทั้งนั้น เราก็ต้องปลงไป

ระยะทางเฉพาะไปวัดไม่รวมแวะรายทางก็ 580 กม. ไปกลับก็พันสองร้อยกิโลรวมระยะทางที่แวบไปโน่นนี่ วัดที่เป็นเป้าหมายของการไปทำบุญ และปฏิบัติธรรมในครั้งนี้คือ วัดป่าโนนนิเวศน์ หรือ วัดห้วยซันเหนือ ที่มีหลวงพ่อเข็ม สุชีโว หรือ พระครูสุชีพภาวนานุวัฒน์ เป็นเจ้าอาวาส
ได้ยินมาว่า พรรษาที่ท่านบวชมาราว ๔๓ พรรษา และท่านอยู่ในวัยหกสิบเศษ และตามที่เคยได้กราบท่านมาเมื่อปีที่แล้ว ได้สัมผัสกับความเมตตาจากท่าน จึงอยากไปร่วมงาน ทักษิณานุปทาน ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีของวัดนี้

Monday, April 20, 2009

วีดิโอคลิปน่าดู

อาจารย์อาจอง และ คุณตังตฤณ พูด น่าฟัง ลิงก์ข้างบนครับ เรื่องภัยพิบัติ โลกร้อน แผ่นดินไหว น้ำท่วม สีนามิ อะไรๆที่คนอยากรู้

ไปนอนวัดป่ามา



ได้ไปนอนกุฏิเดี่ยวกลางป่า ที่โดดเดี่ยวไกลลึกเข้าไป ยามค่ำนั้นมืดตึ๊ดตื่อ (มีไฟฟ้าให้ใช้ แต่ผมไม่เปิด เพราะต้องการจะดูใจตัวเองว่าเป็นยังไง) ก็เป็นการเรียนรู้จิตตัวเองได้เป็นอย่างดี ต้องเผชิญกับเสียงประหลาดๆต่างๆที่บางทีก็ไม่เคยได้ยิน ได้เห็นจิตตัวเองใจที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทั้งคืน (เป็นทุกขัง อนิจจัง) จิตบางครั้งก็ขนลุกตื่นกลัวขึ้นมาเอง (ควบคุมไม่ได้ เป็นอนัตตา) บางครั้งก็เงียบสงบ

ผมคิดว่า การได้ได้ขับ ๘ ถึง ๙ ชั่วโมง มาเข้ากัมมัฏฐาน ครั้งนี้ เป็นเสมืือนการมารีเซ็ทสมองผมได้เป็นอย่างดี ได้ตัดความวุ่นวาย ที่เมื่ออยู่ในเมืองนั้นไม่ค่อยได้เห็น ไปได้เห็นส่วนเกินในชีวิตที่ไม่เคยได้เห็น (ได้เห็นว่า แม้แต่แสงไฟฟ้่าที่คนทั่วไปเอาเป็นที่พี่งแก้ความกลัวในยามค่ำคืน ก็เป็นส่วนเกิน ไม่จำเป็นสำหรับชีวิตนักในยามกลางคืน)

(เป็นส่วนหนึ่งของข้อความที่ผมไปโพสต์ที่อื่นมาแล้ว)

Thursday, April 09, 2009

เล็คเชอร์ ใน ไอทูน

ข่าวจากเว็บลิงก์ข้างบนน่าสนใจ เพราะเขาบอกว่า สแตนฟอร์ด กำลังจะเปิดให้คนไปดาวน์โหลดวีดิโอคำบรรยายวิชา การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สำหรับไอโฟน ผ่าน ไอทูนสโตร์

นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของสถาบันชั้นนำของโลกหลายๆแห่งที่มีการเปิดเนื้อหาบางวิชาสู่สาธารณชนของโลก โดยใช้ พ็อดแคสต์ มาในรอบสองสามปีที่ผ่านมา อันที่จริง นักวิชาการไทยบางคนพูดเรื่องพ็อดแคสต์ (หรือจะสะกดว่า พ็อดคาสต์ ก็ตาม) มาสองสามปีเหมือนกัน แต่ดูๆ ก็ไม่ค่อยมีการทำพ็อดแคสต์เล็คเชอร์นักในเมืองไทย

พูดเรื่องนี้แล้ว ผมก็หวังว่ามหาวิทยาลัยไทยจะใจกว้างกันอย่างฝรั่งบ้าง ผมรู้สึกเอาเองว่า ตอนนี้แนวคิดในมหาวิทยาลัยบ้านเรากำลังตามก้นฝรั่งอยู่สองทศวรรษน่าจะได้ เพราะมัวไปพูดกันเรื่อง ไอพี หรือ intellectual property ที่มหาวิทยาลัยฝรั่งเน้นกันมากหลายทศวรรษก่อน แต่ตอนนี้เขาเริ่มใจกว้างมากขึ้น (อาจจะเข้าทำนองเป็นเศรษฐีแล้วเลยใจบุญก็ได้) บ้านเราไม่ใจกว้างเรื่อง open source / open content กัน คงเป็นเพราะรู้สึกว่ายังไม่ค่อยมีไอพี ก็เลยอยากจะตุนกันไว้ก่อน แต่ผมคิดว่าตุนไอพีไว้มากเกินไปจะทำให้สังคมไทยโดยรวมเสียประโยชน์ ผมคิดว่าถ้าเห็นแก่ประโยชน์การศึกษาของเยาวชนกัน เราก็น่าจะทำพวก open content กันมากขึ้น อย่างกรณีพ๊อดแคสต์เล็คเชอร์นี่ วัยรุ่นส่วนมากก็มีเครื่องเล่น mp3 หรือโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆราคาไม่แพงนักก็เล่นได้ และเล่นวีดิโอได้ทั้งนั้น (รวมทั้งของผมด้วย) ก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเขา

อีกเรื่องที่อยากคอมเม็นต์ก็คือ เรื่องการพัฒนาโปรแกรมสำหรับไอโฟนเป็นเรื่องที่ฮ็อตมากในต่างประเทศตอนนี้ โปรแรมเมอร์ที่หันมาพัฒนาบนไอโฟนบางคนประสบความสำเร็จมาก

Wednesday, April 08, 2009

บทความ ติวการใช้ยูนิกส์ เป็นภาษาไทย

ใส่ลิงก์ไว้ เผื่อคนสนใจ

----------
....
หนึ่งเดีือนผ่านไป ขออัพเดทหน่อย
ขณะนี้โพสต์สั้นๆ บรรทัดเดียวนี้อยู่บนกูเกิลอันดับหนี่งถ้าค้นหาด้วยคำที่อยู่ในหัวเรื่อง
ส่วนบทความที่ลิงก์ไปน่ะเป็นอันดับสอง

ก็ดี คิดว่าตอนนี้เด็กๆที่ค้นหา คงจะได้ประโยชน์ แม้ว่าบทความนั้นมันจะอัดแน่นไปหน่อยก็ตาม หวังว่าคนเขียนคงมีเวลาอัพเดท เพราะยังมีพิมพ์ผิดอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เห็นว่าตอนนี้ไม่มีเวลา

Monday, April 06, 2009

โลกร้อน

จากข่าวที่ลิงก์ข้างบน บางโมเดลบอกว่า ขั้วโลกเหนือจะไม่มีน้ำแข็งในอีก ๓๒ ปีข้างหน้า บางโมเดลก็บอกว่าเพียง ๑๑​ปี
โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์มักจะคอนเซอร์เวทีฟ ดังนั้น ผมมีแนวโน้มจะเชื่อโมเดลที่บอกว่าแค่ ๑๑ ปีมากกว่่า

แต่ที่น่ากังวลไม่ใช่ข่าวนี้ แต่เป็นข่าวอื่น คือข่าวที่รายงานว่า หิ้งน้ำแข็งขั้วโลกใต้ชื่อต่างๆทะยอยละลายเร็วมาก ตัวนี้แหละที่น่ากังวล เพราะถ้าน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ละลายหมด หรือเป็นส่วนมาก ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นมาก สูงขึ้นหลายสิบเมตร ถ้าเป็นแบบนั้น จะสร้างเขื่อนกั้นอ่าวไทยตามข้อเสนอของคุณสมิทธิ์ก็ไม่น่าจะเวอร์ค (บ้านเรายังต้องกังวลเรื่องน้ำจากหิมาลัยด้วยนะ) แต่ตอนนั้นผมคงไม่อยู่แล้ว ลูกหลานก็ต้องขวนขวายกันเองในอนาคต

Tuesday, March 31, 2009

From the news

I just don't want to raise issue about "political news". Now I found other news (equally depressing) that I think I can give my two cents.

From the linked news (in Thai language), the Department of Special Investigation (DSI), aka Thailand's FBI, is about to take action against a Thai subsidiary of a well known foreign company which imported tobacco from the US for alleged under-declarations of import tobacco prices. The news said that the falsified prices for 3 years have caused the kingdom a lost revenue of some 60 billion Bahts.

My comment is that, since the company under investigation has only a registered capital of 100,000 Baht (yes, that 's not a typo) if the Thai government will try to claim 60 billions Bahts in back duty plus interest from that company, how would that be possible. I think the Thai government agency would not dare to take legal against the giant foreign company. However, the thai subsidiary company could be sued, and if it lost, its shareholders would simply go bankrupt and the MOF will get nothing. Ta da ! Sad story, or perhaps stupid story, no, just plain greedy story. Possibly, there might be even more stinky missing information here as well, such as possible collaborators who work in some state agency.

Sunday, March 29, 2009

หลวงตากำลังสร้างตึกที่โรงพยาบาลอุดร

วันนี้นึกอยากเข้าไปเช็คว่า ตามที่ผมบริจาคผ้าป่าไปหนึ่งกอง เมื่อราวๆสามเดือนก่อน เพื่อร่วมสร้างอาคาร ๑๐ ชั้น ของโรงพยาบาลอุดรธานี โดยความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน นั้นไปถึงไหนแล้ว ก็เจอทันที ท่านเพิ่งพูดถึงว่า ขณะนี้ได้มาแล้วกว่า ๑๑๖ ล้าน จากงบที่ต้องการ ๒๐๐ ล้าน (ดังลิงก์ข้างบน) รู้สึกดีใจ อนุโมทนากับกุศลจิตของคนจำนวนมากที่ร่วมทำบุญกับหลวงตา ภายในปีเดียวได้เกินครึ่งแล้ว ขาดอีกราว ๘๓ ล้านกว่าบาท ผมเชื่อว่าปีหน้าคงจะเสร็จเรียบร้อย
ผมพยายามนึกถึงเรื่องการทำบุญนี้ และการทำบุญอื่นๆในอดีตบ่อยๆ เพื่อให้เป็นอาจิณณกรรม (คำนี้ผมสะกดไม่ผิดหรอก เพราะผมสะกดคำแบบบาลี ผมไม่ได้สะกดแบบราชบัณฑิตสถานกำหนด)

คนที่มาอ่านเจอเรื่องนี้ หากรู้สึกยินดีด้วย ก็จะได้บุญนี้เช่นกัน เป็น ปัตตานุโมทนามัย คือ บุญที่ได้จากการอนุโมทนา แต่จะดียิ่งขึ้น ถ้าผู้อ่านมีศรัทธาร่วมบริจาค โดยการโอนเงินไปร่วมบุญด้วย

Monday, March 23, 2009

วีดิโอคลิปธรรมะ

ผมไปดูวีดิโอคลิปธรรมะของหลวงปู่เณรคำ กับพระป่าที่จังหวัดเชียงใหม่ ชอบ ก็เลยเอามาใส่ลิงก์ไว้ที่นี้ครับ (ด้านบน) เผื่อใครจะแวะไปฟังธรรม

VDO Clip Dhamma : Luangpu Nanekham discussed with monks at Chiang Mai, in Thai / Thai Esarn (Lao) language

Wednesday, March 18, 2009

Computation clusters in Thailand

In the past few years, I noticed that many organization in Thailand have started to set up computational clusters. A latest one is a second cluster of BIOTEC, comprising of 22 computational nodes (704 cpu cores). Its OS is Rock cluster 5.1 (based on RedHat Linux Enterprise) and job schedular is Sun Grid Engine. A number of bioinformatics softwares have been installed.

Thursday, March 12, 2009

ตำรวจฝรั่งเศสใช้อูบันตูลินิกส์

ตามข่าวที่ลิงก์ไว้ข้างบน ตำรวจฝรั่งเศสบอกว่า ตอนนี้เปลี่ยนคอมพิวเตอร์มาแล้ว 5000 ตัว ไปลงโอเอสใหม่เป็น อูบันตูลินิกส์ แทนการใช้วินโดวส์วิสต้า ปรากฎว่าประหยัดเงินไปได้หลายล้านยูโร เขามีเป้าว่า ภายในอัก ๗ ปีช้างหน้าจะเปลี่ยนไปจนหมด

รู้สึกว่าชาวยุโรปเขาคิดถูก เมื่อหันมาดูประเทศไทยแล้วก็ท้อใจ ผมมีความรู้สึกว่า คนบริหารประเทศนี้ในระดับสูงส่วนมาก ถ้าไม่ใช่เป็นพวกไม่รู้อะไรเลยกับเรื่องประเด็นสำคัญในโลกนี้ (เรื่องซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สก็เป็นเรื่องหนึ่ง) ก็เป็นพวกมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว คืออะไรที่ควรทำเขาไม่ทำ เป็นเพราะสองเรื่องนี้เป็นส่วนมาก

Friday, March 06, 2009

e-Books in Thai

Currently, e-books are in the trend nows. There are news in the Internet about Kindle 2 and iPhone app for reading e-books. For English speaking people, they probably have many hundred thousands of books to download (public domain) or to buy online. For Thai, I did not know where to get a collection of Thai e-books, until I found links from Thai language wikipedia. It provides two links but only one is working now (given above). I 've bookmarked and I 'll check back to them again. All the Thai books from TU library are old copyright-expired, according to Thai law, which gave 50 years copyright to book authors. I 'd like to commend the people at Thammasat University library for this great service. Good jobs. I have not checked if libraries of my two alma maters have this kind of service or not. It 'd be great too if they do.

Monday, March 02, 2009

Machine translation with Thai among 41 languages now offered by Google

Google just added a Thai language machine translation among 41 languages, according to a recent google blog.
Now I think Thai people have to be more careful about what they posted. Anything, even a private blog in Thai could be understood by most earthlings. The blog article is linked above.

Here is the location of the Thai translation web. I have not tried for the quality. (I am curious if it would work with classical or ancient Thai, or a Buddhist dhamma article in which even layman Thai can not even understand. I will test later.)

http://translate.google.co.th/

Addendum:-

I tested.
Just for fun though:-
I tested a Pali phrase in Thai alphabets and the translation went crazy.

Also, after testing a paragraph from a Thai news article, the translation would not work properly due to the truncated language style or headline style of the language, not to mention the slangs used in a news article.

Tuesday, February 17, 2009

Phitsanulok trip (3)



To support the Sgt. Tawee museum further, I decided to visit his sculpturing workshop not too far from the museum. Sgt. is an expert artisan in metal sculpturing, esp of Buddha images. I believed he is in his 80s now but still look very active. I read somewhere that he 's a student of many renowned Thai sculpture artists, including my late relative (my mom's cousin). I decided to order a buddha image he is preparing a clay model now (picture). Of course, it 's a model of Phra Phutthachinnaraj. The cost was 6900 Baht for the 5.9" model. I did not go for the larger size which costed 14,000 Baht. I hope to get it in October this year, after a religious ceremony to be organized in Phitsanulok when it is done. Altogether, I over heard that 2552 images would be created and all the profit would go to support the museum. I am glad my wife is very supportive of my idea to help the museum this way.

Phitsanulok trip (2)



We also stop by to visit the award winning Sgt. Tawee 's Folk Museum, a private museum showcasing of his love of local knowledge-base. In it we found thousands of old equipments used in day-to-day life of local villagers, including wooden farm gadgets, traps of great designs for various sizes of fish, for various animals, and for birds. There were also hundreds of old toys, kitchen wares, some of which we found it to look funny (o.k., o.k., I 'll say it explicitly, like a coconut scraper shaped like a bunny with a dick, for example), and century old pictures, to name a few. Many items are over a century old. There was a sign saying "no photo inside" the houses so we did not take pictures inside, out of respect. Not many visitors came to the museum each day and it is operating at a loss. There was a newspaper clip posted on a board there, saying that the museum may be closed this coming April. If that is true, it would be sad.

We decided to support the museum somewhat by spending over an hour at the museum shop and buy a lot of things.

Phitsanulok trip



I have not been to Phitsanulok for a long time. Normally, it 'd be just a drive-by visit, i.e. when my destination was at another city. This time it 's my intention to get to visit this city. I drove there via highway 117, now divided highway, compared to a small two-lane highway almost a decade ago. Now I really know the time flies. The first place to go, of course is Wat Phrasrirattanamahathat (alternative spelling:- "Wat Phra Si Rattana Mahathat"), which is called Wat Yai (the big temple) by locals, to pay respect to Phra Phutthachinnaraj (alternative spelling is:- "Phra Buddha Chinnarat"), regarded as the most beautiful buddha image in the World, built over 700 years ago. The last time I paid my homage to him, he looked different than this. Now he has had a new gold coat over his body, compare to the over a century old gold coat I saw when I came the last time almost a decade ago. And I think his face looks slightly different too, since having his new skin means that the older gold skin layer had to be removed and a black coat of plant resin had to be applied before new gold plating.